อยู่ร่วมกับ AI
ชอบฟังงานสัมมนาที่เครือมติชนจัดขึ้น เพราะได้อัพเดตความรู้อยู่เสมอ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประชาชาติธุรกิจในเครือมติชนจัดสัมมนาเรื่อง AI เกมใหม่ โลกเปลี่ยน
ช่วงต้นมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขึ้นมาปาฐกถาพิเศษ
หัวข้อ “AI Transform ความท้าทายประเทศไทย”
ในทรรศนะของรัฐมนตรีแล้ว AI มีความสำคัญ แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับมนุษย์
เมื่อ AI มีความสำคัญ กระทรวงดิจิทัลฯจึงมีแนวทางพัฒนา AI ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
กระทรวงดีอีจึงกำหนดยุทธศาสตร์เอาไว้ 5 ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
เด่นๆ คือ เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์กลางภาครัฐ ที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบาย Go Cloud First Policy และสร้างระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน Data Center และ AI
ทั้งการทำให้ราคาพลังงานถูกลง การสนับสนุนด้านภาษีเพื่อลงทุน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยี AI
มีเป้าหมายในการพัฒนาข้อมูลรายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ การให้บริการภาครัฐ และการเงิน
ขณะนี้คงได้เห็นความพยายามส่งเสริมการพัฒนาแอพพลิเคชั่น AI ของไทยผ่านกองทุนเพื่อการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ของกระทรวงดีอีกันไปบ้างแล้ว
ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนากำลังคนด้าน AI เพราะบุคลากรด้าน AI ของไทยมีไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้ากำลังคน
เรื่องนี้ Depa มีโครงการดึงคนที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนา AI อาทิ มาตรการด้านวีซ่า
ยุทธศาสตร์ที่ 4 เร่งรัดการใช้งาน AI ด้วยการส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ หากใช้ AI รวมทั้งการส่งเสริมเรื่องมาตรการสินเชื่อ เพื่อให้วิสาหกิจเหล่านั้นมีรายได้เพิ่มขึ้น
และ ยุทธศาสตร์ที่ 5 สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์
ความเชื่อมั่นจะนำไปสู่ความนิยมใช้ AI
ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนมิให้ถูกหลอกลวงนั้นสำคัญ
การสร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใสในการใช้ AI ก็สำคัญ
Etda ได้ตั้งศูนย์ธรรมาภิบาล AI เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและจริยธรรมของ AI เพื่อการนี้
นั่นคือ ทำให้ AI มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
จากยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้ก่อเกิดโครงการหลายโครงการที่ต้องเร่งดำเนินการ
นายประเสริฐยกตัวอย่างบางโครงการ
โครงการ Health Link เพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทย สนับสนุนให้เกิดประโยชน์จากการใช้ข้อมูลในการแข่งขัน โดยการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน
ที่ผ่านมากระทรวงดีอีได้ทำงานกับโรงพยาบาลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ
อีกไม่ช้าไม่นานคงได้เห็นผลงาน
เช่นเดียวกับ โครงการ Thai Large Language Model พัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ เป็นการพัฒนาให้ภาษาไทยมีขีดความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI ในอนาคต
หรือโครงการ Strengthening Fraud Detection Ecosystem with Data Lab ออกแบบและพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลของกลุ่มมิจฉาชีพทั้งหมดที่เคยมีบัญชีธนาคาร บัญชีหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
ทุกโครงการกำลังขับเคลื่อน และรอดูผลงาน
เชื่อว่าภายหลังจากขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI แล้ว ภาครัฐ และภาคเอกชนจะได้ประโยชน์
ภาครัฐได้ประโยชน์ เพราะ AI ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ มีความสะดวกรวดเร็ว และประหยัดเวลา
ภาคเอกชนภาคธุรกิจก็จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ไม่แตกต่างกัน แถมยังจะมีอุตสาหกรรมใหม่ หรือสตาร์ตอัพเกิดขึ้นอีก
แล้วในที่สุดประโยชน์จะก่อเกิดแก่ประเทศชาติและประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทในโลกมากขึ้น แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่ามนุษย์มีความสามารถในการอยู่ร่วมกับ AI
สอดคล้องกับความเชื่อของภาคธุรกิจที่ว่า สิ่งที่น่ากลัวในยุคต่อไปไม่ใช่ AI หากแต่เป็นคนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่น่ากลัว
การจะใช้ AI ก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจการทำงานของ AI
พร้อมกันนั้นก็ต้องเรียนรู้การใช้งาน AI ในรูปแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้งานที่คนทำอยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ฟังการสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
หลายคนอาจยังไม่รู้ หลายคนอาจรู้บ้างแล้ว แต่หากต่อไป ทุกคนหาโอกาสเติมความรู้ด้าน AI ให้มากขึ้น
หากมีโอกาสทดลองใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์
ต่อไปเราก็จะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รู้จักใช้ AI
คิดไปคิดมา เรื่องเกี่ยวกับ AI หรือเรื่องใดๆ ที่เป็นของใหม่ หากมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงคุณประโยชน์ แล้วปรับมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ในที่สุดมนุษย์ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งใหม่ได้
เช่นเดียวกับ AI ที่มนุษย์สามารถนำมาช่วยพัฒนางาน พัฒนาองค์กรและพัฒนาสังคมได้ต่อไป
นฤตย์ เสกธีระ

