ลุย 5 งานวิจัย
เปลี่ยนไทยสู่ ‘เทรนด์โลก’
กสว.ปรับระบบให้เงินอุดหนุนต่อเนื่อง
เสร็จสิ้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 21 มิถุนายน 2567 ที่ประชุมสภามีมติโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 จำนวนตัวเลขกลมๆ 3.7 ล้านล้านบาท
ซึ่งในกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนนี้ เป็นงบของด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แบ่งเป็นกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 42,000 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษาจำนวน 108,149.73 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 150,149.73 ล้านบาท
หากแยกย่อยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมออกมาแล้ว จะเห็นตัวเลขงบประมาณการวิจัยและพัฒนา (R&D) สัดส่วนประมาณ 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยที่รัฐบาลตั้งเป้าสนับสนุนให้งบด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 2% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท
ขณะที่ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ประกาศกลางที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) ว่ารัฐบาลมุ่งเน้นให้เกิดงานวิจัยที่ตรงกับนโยบายของรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไฮโดรเจน พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ การคำนวณเชิงควอนตัม เทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต
โดยกองทุนที่มีอยู่จะเข้าไปสนับสนุนกลายเป็น “สปริงบอร์ด” ที่ติดจรวดสร้างความเติบโตให้กับประเทศ ให้ประเทศพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
ความฝันของนายกฯเศรษฐาจะเป็นจริงได้หรือไม่ อย่างไรนั้น “ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล” ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งมาหมาดๆ แจกแจงให้เห็นความคืบหน้างานด้าน R&D ของประเทศว่า
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การดำเนินงานเกี่ยวกับ R&D มีการขยายเพิ่มเติมสิ่งที่ดำเนินการใน 3-4 ประเด็น คือ เรื่องแรกการจัดสรรงบประมาณเข้าไปขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญและทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน ว่าเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ ต่อมาเรื่องของการให้ทุน จะมีการให้อย่างต่อเนื่องไม่จำเป็นต้องขอทุนปีละครั้งหรือปีต่อปี เพราะการทำวิจัยโครงการต่างๆ อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีจึงจะเห็นผล แต่ทั้งนี้ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีผลสัมฤทธิ์เป็นระยะๆ
ซึ่งระยะเวลาการวิจัยที่กำหนดตอนนี้คือ 3 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการต้องใช้เวลา 3 ปี สุดท้ายคือ
คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กำหนดว่าแต่ละโครงการ แต่ละมหาวิทยาลัยที่ทำวิจัยต้องมี “นักวิจัยใหม่” เข้ามาในโครงการ
โดยคำจำกัดความ “นักวิจัยใหม่” คือผู้ที่เข้าสู่การวิจัยและผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากการเป็นนักวิจัยใหม่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนจบอายุ 40 ปี บางคน 20 ปี โดยข้อกำหนดนี้ถือเป็นการเพิ่มเติมนักวิจัยหน้าใหม่ให้เข้ามาในกระบวนการหรือวงการ
สำหรับหัวข้อการวิจัยที่สำคัญและจะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตไม่ให้ “ตกเทรนด์” โลก นั้น คุณหมอสิริฤกษ์เปิดเผยว่า ขณะนี้กำหนดไว้ 7 เรื่อง กำลังพิจารณาอย่างละเอียดในการกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาสัมฤทธิผลที่ชัดเจน
ได้แก่
1.เรื่องฝุ่นพีเอ็ม2.5 คุณภาพอากาศเป็นเรื่องสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายว่าให้มีปริมาณฝุ่นลดลงภายใน 2-3 ปี และประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยจะเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก หรือหาพันธุ์พืชใหม่ที่ไม่ต้องเผา
รวมถึงปรับปรุงเครื่องจักรและเครื่องยนต์ในโรงงานให้ปล่อยมลพิษน้อยลง การใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการตรวจสอบและจัดการกับปริมาณฝุ่นให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย สำหรับใน กทม.มีปัญหาเรื่องมลภาวะจากรถยนต์จึงเป็นเรื่องการวิจัยและพัฒนารถไฟฟ้า (EV)
2.ระบบการเกษตรสมัยใหม่ หรือเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะอาหารเชิงสุขภาพ ในส่วนนี้คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มุ่งตรงกับความต้องการของตลาดในเชิงสุขภาพ เป็นอาหารสุขภาพและสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ ช่วยลดปัญหาด้านโภชนาการ
และปัญหาสุขภาพที่มาจากการกินอาหารไม่ดี เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ โดยศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างอาหาร
3.การที่ทำให้ประเทศไทยสามารถมีผลผลิตทางการเกษตรที่ตอบสนองกับสภาวะที่เป็นไคลเมทเชนจ์
“ปัจจุบันนี้เริ่มมีผลกระทบแล้วและต่อไปจะมีมากขึ้น จะเห็นว่ามีระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ในระดับนานาชาติ ที่ระบุว่าผลผลิตของแต่ละประเทศจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำมันสำหรับอากาศยาน เครื่องบิน เริ่มมีระเบียบแล้วว่าน้ำมันเครื่องบินจำนวนหนึ่งจะต้องมาจากน้ำมันที่แปรรูปมาจากชีวภาพ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ต่อมาคงเข้าสู่น้ำมันสำหรับการขนส่ง เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมตัว ขณะเดียวกันเราเห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่มีอยู่ตอนนี้
ทำให้วิถีชีวิตและการใช้ชีวิตไม่ว่าการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ปริมาณการใช้น้ำเปลี่ยนแปลงไป เราจำเป็นต้องมีพืชพันธุ์ใหม่ที่จะต้องผ่านการปรับปรุงพันธุ์ให้สามารถเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เช่น ข้าวต่อไปนี้ใส่ปุ๋ยมากไม่ได้ต้องหาพันธุ์ใหม่ เป็นต้น”
4.เรื่องของยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่เป็นการรักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการรักษาที่ค่อนข้างจริง ว่าโรคหลายๆ โรคจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มใหม่ที่เป็น “ยาชีวภัณฑ์” คือยาที่ไม่ได้ผลิตจากสารเคมี แต่เป็นยาที่ผลิตจากชีวภัณฑ์จุลินทรีย์
ซึ่งยากลุ่มนี้มีผลในการรักษาดีขึ้นมาก ตัวอย่างที่ใช้ตอนนี้คือโรคมะเร็ง ภาวะที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง รูมาตอยด์ รูมาติก พวกโรคหลอดเลือด ใช้ยากลุ่มพวกนี้แล้วได้ผล ข้อจำกัดตอนนี้คือราคาแพงมากและต้องนำเข้า เราตั้งเป้าว่ายากลุ่มนี้จะสามารถพัฒนาและผลิตขึ้นได้ภายในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ทำให้การเข้าถึงยาพวกนี้ของประชาชนสามารถเข้าถึงได้ มีราคาถูกลง รวมทั้งเรากำลังทำงานกับ สปสช.ที่จะดูว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ภายในประเทศมีความต้องการมากน้อยแค่ไหน
จากนั้นศึกษาวิจัยให้สามารถผลิตได้ภายในประเทศ
5.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการที่ไทยจะไปต่อในอนาคต มีโครงการสำคัญอยู่หลายโครงการ ตัวอย่างเช่น ศูนย์ตรวจวิเคราะห์อาหารคุณภาพสูง เครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่ การสำรวจพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อดูว่าพื้นที่ไหนควรเพาะปลูกพืชอะไร ซึ่งส่วนนี้จะเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของการประเมินผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา สามารถวางแผนต่อการตลาดได้
ยกตัวอย่างเช่นฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนในจังหวัดระยองจะออกผลมากี่ลูก หรือข้าวพันธุ์ไหนจะให้ผลผลิตเท่าไร ช่วยให้เราเตรียมตัวล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ลดปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
6.การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีตั้งแต่การคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ถูกต้องแม่นยำ การเข้าใจสภาวะการใช้น้ำ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง เป็นต้น ซึ่งเรื่องพวกนี้จะต้องมีงานวิจัยที่มาตอบโจทย์และเรากำลังดำเนินการ
7.เรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ การเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กับศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำอย่างไรจะทำให้ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย ซึ่งคนสนใจอยู่แล้วให้มีมูลค่าสูงมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มมูลค่านี้ เช่น การเพิ่มมูลค่าของคุณสมบัติ
และข้อดีทางด้านวิทยาศาสตร์ของอาหารไทย การขับเคลื่อนทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาต่างๆ ยกตัวอย่าง “มวยไทย” กลายเป็นกีฬาสากล ทำอย่างไรจะสามารถใช้กระบวนการของวิทยาศาสตร์มาทำมวยไทยไม่ให้มีผลกระทบทางร่างกาย คนทั่วไปสามารถนำมาออกกำลังกายได้โดยไม่บอบช้ำ เตะแบบไหนขาไม่หัก กระดูกไม่มีผล ร่างกายไม่ได้รับผลกระทบอย่างนี้เป็นต้น มวยไทยจะไปไกลกว่านี้มากถ้าทุกคนเล่นได้ ไม่ได้เล่นเพื่อจะเป็นนักมวย แต่เป็นการออกกำลังกายจริงๆ
หรือการสำรวจทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้แม่นยำมากกว่านี้ คือเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับประวัติศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกับการท่องเที่ยวได้มาก
“ทั้งหมดนี้ มี 5 เรื่องที่จะทำก่อนในปีนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญ บางเรื่องทำไปบางส่วนแล้วแต่ละเรื่องใช้เวลา 2-3 ปี ครั้งนี้เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนมากๆ และต้องให้มีผลสัมฤทธิ์ คณะกรรมการ กสว.จะพิจารณาในรายละเอียดพร้อมเป้าหมาย
และกรอบงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ จากนั้นนำเสนอต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า”
คุณหมอสิริฤกษ์กล่าวตบท้ายว่า ทั้งหมดนี้เกิดความหวังไม่เพียงเป็นการวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดนวัตกรรมหรือเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์คนไทยได้มากขึ้นเท่านั้น
แต่ที่สำคัญคือจะเป็นการบอกทิศทางภาพรวมงานวิจัยของประเทศในอนาคต สามารถก้าวขึ้นไปยืนแถวหน้ากับเพื่อนร่วมโลกด้วยการเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง

