‘ต่อให้เป็นภัยเงียบแค่ไหนก็ป้องกันได้’
นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร
เตือนดังๆ ไวรัสตับอักเสบบี เสี่ยงมะเร็ง 100 เท่า
“รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เข้าสู่กระบวนการรักษา ต่อให้เป็นภัยเงียบแค่ไหนก็ป้องกันได้ เพื่อมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ปัจจุบันมีเทคโนโลยี เครื่องมือมากมาย ไม่ต้องกังวล วางแผนการรักษาได้”
นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร เอ่ยบนเวที ‘ไวรัสตับอักเสบบี ภัยร้ายก่อมะเร็งตับ’
แม้เป็นประโยคอย่างเรียบง่าย ทว่า นับเป็นวาทะสำคัญที่ชวนให้ผู้คนหันมาฉุกคิด ใส่ใจ ไม่ประมาท
เวทีดังกล่าวคือหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของงาน Thailand Healthcare 2024 ‘เกษียณสโมสร’ ซึ่งเครือมติชน ร่วมกับองค์กรและหน่วยงานพันธมิตรสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่าง 27-30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทำเอา สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ใจกลางกรุงสุดคึกคักด้วยกลุ่มคนรักสุขภาพ
ในฐานะแพทย์เฉพาะทาง สาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์อายุรกรรมเฉพาะทาง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นพ.วรวัฒน์ให้ความรู้อัดแน่นด้วยข้อมูลที่ถูกย่อยมาอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ผู้ฟังล้อมวงซักถามจากด้านล่างของเวทีอย่างไม่ขาดสาย สะท้อนความสนใจที่มีต่อไวรัสร้ายภัยเงียบอันเป็นสาเหตุสำคัญต่อการเกิดมะเร็งตับซึ่งครองแชมป์คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1
ย้ำชัดผ่านไมโครโฟน ส่งเสียงแจ้งเตือนดังๆ ไปยังผู้มีความเสี่ยง ทั้งที่รู้ตัว และยังไม่รู้ตัว ให้ลุกขึ้นมาสกัดโรคร้ายก่อนสายเกินกาล
⦁ อัตราความเสี่ยงของไวรัสตับอักเสบบีต่อการเป็นโรคมะเร็งตับสูงมากแค่ไหน?
จากข้อมูลล่าสุด ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตอนนี้พบว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ชายแล้ว ณ ตอนนี้ ในบ้านเรามะเร็งตับส่วนใหญ่ มาจากไวรัสตับอักเสบบี เราเชื่อว่าในประชากรคนไทย จะติดเชื้อ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ตีง่ายๆ คือประมาณ 3.5 ล้านคนขึ้นไป ซึ่งเยอะมาก
แต่ถ้าเรารู้ตัวก่อน ป้องกันก่อน จะไม่มีการดำเนินการของตัวโรค กลายไปสู่โรคมะเร็งตับอีกต่อไป หลักๆ คือเรายังไม่ค่อยรู้ หรือเข้าใจผิด เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบในบ้านเรามี 5 แบบ คือไวรัสตับอักเสบ A B C D E แต่ที่จะเกิดเป็นมะเร็งตับได้เยอะคือ B และ C โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเรื้อรัง ซึ่งในไวรัสตับอักเสบ B เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ ทราบไหมว่ากี่เท่า? ประมาณ 100 เท่า เมื่อเทียบกับคนปกติ แต่ถ้า C จะอยู่ที่ 20 เท่า
⦁ การติดเชื้อมีกี่แบบ แบบไหนน่ากังวลมากกว่ากัน?
โดยปกติแล้วไวรัสตับอักเสบบีจะมีการติดเชื้อ 2 รูปแบบ คือแบบฉับพลัน กับเรื้อรัง ซึ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากในสาธารณสุข คือติดเชื้อแบบเรื้อรัง สาเหตุหลักเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ติดจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์
การติดเชื้อจะเกิดขณะคุณแม่กำลังคลอดน้อง เพราะเลือดสัมผัสกันทำให้ได้รับเชื้อเข้าไป ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กยังไม่มีการสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรง เพราะฉะนั้น เชื้อพวกนี้จะไปฝังตัวในเซลล์ตับ มันจะเอาดีเอ็นเอของมันไปแทรกในดีเอ็นเอของเซลล์ตับของเรา โตไปพร้อมกับเรา ไวรัสตับอักเสบบี คือประเภทเรื้อรัง และกลายได้มากสุดคือเป็นมะเร็งตับ
ส่วนแบบฉับพลัน คือรับเชื้อตอนโต รับได้ตั้งแต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง ซึ่งต้องเป็นเลือด ส่วนน้ำลาย ถ้าไม่มีแผลในช่องปากจะไม่มีโอกาสติดเชื้อ ส่วนใหญ่เพศสัมพันธ์ กับเลือด คือ 2 ปัจจัยหลัก
ถ้าได้รับเชื้อตอนโต ร่างกายเรามีภูมิประมาณหนึ่งแล้วจะมีการกำจัดเชื้อได้ บางคนอาจจะมีภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้อง แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดี การติดเชื้อตอนโต มีโอกาสหายขาดได้ โอกาสเป็นมะเร็งตับจะน้อยกว่า ถ้าไม่ได้ติดเชื้อแบบเรื้อรัง

⦁ การรับประทานอาหารร่วมกันบนโต๊ะ อย่างโต๊ะจีน หรือไม่ได้ใช้ช้อนกลาง เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่?
ไวรัสมีหลายชนิด แต่ไวรัสตับอักเสบบี ไม่ได้ติดทางน้ำลาย ขณะที่ เอ และอี ติดทางน้ำลายได้ ปัจจัยหลัก คือการกินข้าวร่วมกัน อาจจะมีการปนเปื้อนอุจจาระ หรือน้ำลาย ดีที่สุดต้องใช้ช้อนกลาง เพราะมีโอกาสติดไวรัสตับอักเสบเอ และอี แต่เรื่องของน้ำลาย ถ้าปากไม่ได้มีแผล หรือเลือดออกในช่องปาก จะไม่ติด แต่ดีที่สุดคือใช้ช้อนกลาง
⦁ วิธีการสังเกตตัวเอง ว่าเราเป็น 1 ในกลุ่มเสี่ยงของไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่?
น้อยมากที่เราจะรู้ตัวว่าติดหรือไม่ ถ้ารอจนมีอาการ บางทีสายเกินไป บางคนเข้าใจว่าคุณเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี คุณไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรักษา คัดกรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด
แนะนำว่า ต้องค้นหาความเสี่ยงให้เจอ ต่อให้ไม่มีอาการ เช่น เราอาจจะถามคนในครอบครัวตัวเองว่ามีใครเป็นมะเร็งตับหรือเปล่า ค้นหาความเสี่ยง ว่ามีไวรัสตับอักเสบบี ซ่อนตัวในครอบครัวเราหรือไม่ หรือสอง ถ้าทำงานสัมผัสสารคัดหลั่ง เซ็กซ์เวิร์กเกอร์ หรือคนที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน อาจจะต้องเช็กเรื่อยๆ
ทั้งนี้ วิธีสังเกตอาการคือ หากมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้อง อาจเป็นไวรัสตับอักเสบบีที่เสี่ยงค่อนข้างสูงแล้ว ดังนั้น เราไม่ควรจะรอจนถึงวันที่ตับทำงานไม่ไหว ควรไปประเมินก่อน
ถ้าเรารอถึงจุดนั้น ตัวโรคกระจาย มันสายเกินไป วิธีรักษาคือ รู้ก่อน ผ่าตัดได้ หายขาด ในปัจจุบันเราเจอคนไข้ก้อนใหญ่ ผ่าตัดไม่ได้ค่อนข้างเยอะ อัตราการอยู่รอดในช่วง 5 ปี ก็จะน้อยลงไป ถ้าเรารู้ก่อน ก้อนเล็กๆ ผ่าตัดหายขาดได้ ไวรัสตับอักเสบบี เป็นภัยเงียบโดยที่เราไม่รู้เลยว่าติดเชื้อหรือเปล่า เราต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง เพื่อค้นหาตัวโรคต่อไป
⦁ ภาครัฐจริงจังแค่ไหนกับการให้ความรู้และร่วมป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสตับอักเสบบี?
ต้องบอกว่าปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข และโรงเรียนแพทย์ ให้ความสำคัญกับเรื่องไวรัสตับอักเสบบีค่อนข้างมาก เพราะคนไข้กลุ่มนี้น่าสงสาร อวัยวะอื่นๆ จะล้มตาย ไต ตับ หัวใจ จะทำงานไม่ดีตามไปด้วย เหมือนโดมิโนที่ล้มไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ไทยกำหนดให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คือวัคซีนพื้นฐาน ยกเว้นคุณแม่ไม่พาไปฉีด หรือมีการวางแผนการตั้งครรภ์ไม่เหมาะสม จึงไม่ได้รับวัคซีนอย่างเหมาะสม

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โอกาสติดไวรัสตับอักเสบบีน้อยลงตามลำดับ แต่ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการคัดกรองก็ง่ายมาก แค่ตรวจเลือดก็รู้ผลแล้ว
โดยปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าในวัยผู้ใหญ่ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจ เพื่อวางแผน แต่ถ้ายังไม่มีภูมิ ก็จะฉีดวัคซีน เหมือนกับมะเร็งปากมดลูก ที่ต้องฉีดวัคซีน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องคัดกรอง ถ้ายังไม่เคยตรวจต้องไปค้นประวัติในครอบครัว ถ้ามีควรรีบตรวจ
โรงพยาบาลส่วนใหญ่ มีการตรวจในโปรแกรมคัดกรองสุขภาพอยู่แล้ว ในบรรดาสถานคนที่ทำงาน จะมีการตรวจก่อนรับพนักงานอยู่แล้ว รวมถึงอุตสาหกรรม ร้านอาหารที่มีคนหมู่มาก
⦁ ถ้ารู้ว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีหมายความว่ามีโอกาสพุ่งตรงที่จะเป็นมะเร็งตับเลยหรือไม่?
ต้องประเมินก่อนว่ามีภาวะตับแข็ง หรือมีมะเร็งไปแล้วหรือยัง ต้องทำอัลตราซาวด์ เช็กการทำงานของตับ ไต และจำนวนปริมาณไวรัสในเลือด ถ้ามากกว่า 2,000 IU/ML ถือว่ามีความเสี่ยง เราเลยต้องทำอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน
แล้วควรจะเริ่มทำอัลตราซาวด์คัดกรอง แนะนำอายุ 50 ปีขึ้นไป อัลตราซาวด์ทำไปเรื่อยๆ ทุก 6 เดือนเพราะเราเสี่ยง 100 เท่าอยู่ในตัว ถ้าในผู้ชายควรจะเริ่มคัดกรองที่อายุ 40 ปี แต่ถ้าครอบครัวมีประวัติ ต้องรีบคัดกรองเลย ไม่สนอายุ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ใครที่ชอบดื่มบ่อยๆ อาจต้องระมัดระวัง เป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว อีกอันคือ ความอ้วน ไขมันพอกตับ เรามีข้อมูลมากขึ้น นำไปสู่มะเร็งตับได้เช่นกัน แต่ไม่เท่าไวรัสตับอักเสบบี จำไว้เลย 100 เท่า ดังนั้น เราต้องลดความเสี่ยง ถ้ายังดื่มแอลกอฮอล์ ยังอ้วนอยู่ จะเกิดเป็นมะเร็งตับได้ไว ตั้งแต่อายุน้อยๆ
⦁ หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้วฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 2 จะป้องกันมะเร็งตับได้หรือไม่?
ถ้าเป็นแล้ว อาจจะต้องเช็กระดับภูมิในเลือดว่าเหมาะสมหรือไม่ ถ้ายังไม่มีภูมิ อาจจะฉีดได้ แต่ควรไปคัดกรอง เพราะวัคซีนจะไม่ใช่ปัจจัยหลักสำหรับกลุ่มที่ติดไปแล้ว โดยแนวทางการรักษา หลักๆ คือ มียา เพื่อกินลดความเสี่ยงปริมาณไวรัสในเลือด และความอักเสบของตับลดลง ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งตับ จาก 100 เป็น 5-10 เท่า แค่กินยาต้านไวรัสซึ่งสามารถลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับไปได้ ดีกว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิต ดังนั้น การวางแผนรักษาอาจจะไม่เท่ากันในแต่ละคน แต่ต้องกินยานาน เพราะเรารับเชื้อมาตั้งแต่เด็ก มันฝังตัวอยู่ในเซลล์ กว่าจะจัดการได้ต้องใช้เวลานาน ถ้ามีการกำจัดเชื้ออย่างเหมาะสม จะค่อยๆ หายไป

ถ้าเรากังวลว่ามีพังผืดจากอะไร ควรไปตรวจเพิ่ม เพราะยังมีโรคตับอีกหลายประเทศ ที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง อาจจะต้องดูเป็นรายๆ ไป
ถ้าใครไม่เคยตรวจ แนะนำให้ไปตรวจ ในประเทศที่มีความชุกของไวรัสตับอักเสบบีเยอะๆ ควรไปคัดกรอง ค่าใช้จ่ายไม่สูง หากเป็นข้าราชการก็เบิกได้ นอกจากนี้ ประกันสังคมก็สามารถเบิกได้ แต่มีอัตราการตรวจระบุอยู่
⦁ การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันได้กี่เปอร์เซ็นต์?
ป้องกันได้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ บางที่บอกว่าป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ไม่มีวิธีไหนดีเท่ากับการฉีดวัคซีนป้องกันอีกแล้ว นอกจากนี้ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง ต้องลดน้ำหนัก ให้เนื้อตับกลับมาสมบูรณ์มากขึ้น
⦁ ปัจจุบันวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี รวมอยู่ในวัคซีนที่ฉีดตอนเด็กหรือไม่?
วัคซีนรวมมีหลายประเภทมาก ต้องเช็กที่สมุดวัคซีน ถ้าหาไม่เจอ เช็กจากเลือดได้ว่าเรามีภูมิหรือยัง ถ้ามี คือเรารับวัคซีนแล้ว
บางอย่างเราต้องค้นหาความเสี่ยง รู้ก่อน รักษาก่อน วันนี้มีผู้รู้มาเล่าให้ฟัง เราจะได้ป้องกันตัวเองได้มากขี้น เพราะรู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เข้าสู่กระบวนการรักษาก่อน ต่อให้เป็นภัยเงียบแค่ไหน ก็ป้องกันได้ จะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ปัจจุบันมีเทคโนโลยี เครื่องมือมากมาย ไม่ต้องกังวล วางแผนการรักษาได้
⦁ หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับแล้ว มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง?
ดีที่สุดคือไม่เป็น ถ้าเป็นก็ขอให้เป็นระยะต้นๆ แต่ถ้าเป็นระยะหลังๆ แล้ว จริงๆ ก็จะมีการใช้นวัตกรรม ฉีดไปที่ก้อนในตัว กับคุณหมอเอกซเรย์ ทำให้ก้อนนั้นฝ่อ หรือเล็กลง ถ้ามากไปกว่านั้นคือ ใช้เคมีบำบัด โดยรักษาไวรัสตับอักเสบบี ควบคู่กับมะเร็งตับ เพื่อให้ทำงานต่อไปได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
แนวโน้มปัจจุบัน มีคนมาตรวจเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดีกว่าเจอตอนเป็นมะเร็ง งบประมาณประเทศชาติใช้ไปกับคนไข้กลุ่มนี้มหาศาล ดังนั้น จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ อีกประการคือ เราไม่อยากเห็นคนไข้ทรมาน จากการเป็นมะเร็งตับ เรารู้แล้วว่าแนวโน้มในประเทศเราจะน้อยลงเรื่อยๆ จากการมีนโยบาย ฉีดวัคซีน และคัดกรอง
อธิษฐาน จันทร์กลม

