Hidden Myanmar การต่างประเทศร่วมสมัย และความเคลื่อนไหวของฤๅษีแห่งเอเชีย

9.07.24 | 12:25 น.

Hidden Myanmar การต่างประเทศร่วมสมัยและความเคลื่อนไหวของฤๅษีแห่งเอเชีย

“ฤๅษีแห่งเอเชีย” คือคำที่โลกภายนอกใช้นิยาม “เมียนมา” หลังปลดแอกอาณานิคมและดำเนินนโยบายราวกับ “โดดเดี่ยว” จากบรรดาสมรภูมิการห้ำหั่นในยุคสงครามเย็น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังตกอยู่ใต้อำนาจกองทัพมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้สั่งสมให้เกิดภาพจำอันแน่นิ่ง ทว่า เรื่องราวทั้งหมดอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในความเป็นจริง เมียนมามีพลวัต ความระอุร้อน และปัญหาที่ทับซ้อนจากหลากมิติ หลายทศวรรษที่ผ่านมา “ฤๅษี” ตนนี้มิได้แน่นิ่ง หากแต่เคลื่อนไหวในอีกแง่มุมเสมอมา

สำนักพิมพ์มติชน นำเสนอผลงานวิชาการเล่มใหม่ที่จะพาออกสำรวจประเทศเมียนมา เปิดมุมมองใหม่ให้รอบด้านยิ่งกว่าที่เคย ผ่านปลายปากกาและแป้นพิมพ์ของ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผศ.ดร.ลลิตา ระบุในคำนำที่เขียนขึ้น ณ ริมแม่น้ำปิง เมืองตากเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2567 ว่า

Advertisement

หนังสือเล่มนี้ปรับปรุงมาจากโครงการวิจัย “ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาในบริบทสงครามเย็น: มุมมองจาก นโยบายการทูตของสหรัฐอเมริกา, ค.ศ. 1948-1988” ภายใต้ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี 2560

เมื่อเริ่มเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย ผู้เขียนตั้งใจเพียงว่าต้องการเดินทางไปอ่านเอกสารประเภทจดหมายเหตุ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยคุ้นเคยกับเอกสารจดหมายเหตุในยุคอาณานิคมจากสหราชอาณาจักรเป็นทุนเดิม เนื่องจากใช้เวลา 3 ปีเต็มค้นคว้า ณ ห้องเอเชียและแอฟริกาศึกษา (Asian and African Studies) ที่หอสมุดแห่งชาติบริเตน (British Library) ในฐานะที่ชื่นชอบการอ่านและค้นคว้า จึงตั้งโจทย์ว่าอยากสำรวจพรมแดนความรู้ที่ไม่คุ้นเคย

หลังสำรวจเอกสารเบื้องต้นแล้วได้พบว่า องค์ความรู้และเอกสารที่เกี่ยวกับสงครามเย็นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเป็นจำนวนมาก ในประเทศไทยเองมีนักวิชาการหลายท่านทำวิจัยเกี่ยวกับสงครามเย็นที่ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย กระนั้นก็ตาม สงครามเย็นเป็นพรมแดนที่ไม่ค่อย เป็นที่พูดถึงมากนัก และโดยเฉพาะ “เมียนมา” แล้วนั้น ยิ่งมีองค์ความรู้อย่างจำกัด

สาเหตุหลักที่เมียนมามักไม่อยู่ในสมการของแวดวงวิชาการสงครามเย็น เพราะนับตั้งแต่เกิดสงครามเย็นขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยวิกฤตการณ์ในเกาหลีเมื่อต้นทศวรรษ 1950 มาจนถึงสงครามเวียดนาม (1965-1975) และสิ้นสุดลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 เมียนมามีนโยบายวางตัวเป็นกลาง เน้นบทบาทของตนเองในฐานะสมาชิกกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-aligned movement) และนำตัวเองออกจากความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้งขั้วเสรีประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาและคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1960 เมียนมาก็เข้าสู่ยุคเผด็จการทหารภายใต้การปกครองของนายพลเนวิน และจมอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพเนิ่นนาน แม้มีบางช่วงที่เริ่มเห็นความหวังและสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดโบกธงประชาธิปไตยให้ปลิวไสว แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ

ตลอดยุคของนายพลเนวิน ต่อมาจนถึงยุคเผด็จการทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) เมียนมาเปรียบเหมือน “ฤๅษีแห่งเอเชีย” ที่ปิดตัวเองจากโลกภายนอก แต่ในความเป็นจริงเหตุการณ์สำคัญๆ ในยุคสงครามเย็นล้วนมีผลกระทบกับการเมืองและความมั่นคงของเมียนมา

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ สงครามกลางเมืองในจีนที่บีบให้กองกำลังก๊กมินตั๋งต้องหนีเข้าไปตั้งฐานที่มั่นในเขตรอยต่อเมียนมา ไทย และลาว จนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศที่เมียนมานำขึ้นไปหารือในสหประชาชาติ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เดียวกันยังเป็นจุดกำเนิดของขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่สุดท้ายกลายเป็นเขตผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมียนมาอาจปิดตัวเองจากโลกภายนอกไปหลายสิบปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ ไทยกับเมียนมายังคงมีชายแดนติดกันยาวถึง 2,401 กิโลเมตร และเมียนมาภายใต้รัฐบาลทุกยุคพยายามสานความสัมพันธ์อันดีกับไทย แม้แต่นายพลเนวินก็เคยมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี 1979 ดังนั้น ไทยยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีของเมียนมา ความมั่นคงภายในของ
เมียนมาย่อมหมายถึงความมั่นคงของชายแดนไทย ทั้ง 2 ชาติเลือกใช้แนวทางอยู่ร่วมกันแบบเข้าอกเข้าใจ

แน่นอนที่สุดว่า สำหรับเมียนมา ไทยอยู่ติดกับพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้านกองทัพพม่า ดังนั้น การใช้แนวทางอยู่ร่วมกับไทยแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นจึงตัดปัญหาด้านความมั่นคงชายแดนทางภาคตะวันออกไปได้ในห้วงที่กองทัพพม่าต้องรบกับกองกำลังและฝ่ายต่อต้านในประเทศหลายกลุ่ม หนึ่งในเหตุการณ์ที่พิสูจน์ข้อสมมุติฐานนี้คือ เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีอูนุลี้ภัยเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ในช่วงแรกรัฐบาลไทยให้การต้อนรับขับสู้อูนุเป็นอย่างดี แต่เมื่อมองว่าอูนุเข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านนายพลเนวินอย่างจริงจัง รัฐบาลก็ส่งตัวแทนไปเจรจาเพื่อกดดันอูนุออกไปลี้ภัยที่อื่น

หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่นำเสนอแง่มุมในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก

ผู้เขียนมองว่าสังคมไทยให้ความสำคัญและสนใจประวัติศาสตร์และความเป็นไปในเมียนมาเป็นอย่างมาก ทว่าที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มักถูกบดบังโดยประวัติศาสตร์บาดแผลและการสู้รบตั้งแต่ในยุคจารีต แต่หากพิจารณาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอย่างลึกซึ้ง ก็จะพบว่าทั้งไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคอาณานิคมแตกต่างกันก็ตาม

ตลอดความหนา 336 หน้า พาผู้อ่านไปรู้จักเมียนมาให้มากกว่าที่เคยผ่านเนื้อหา 7 บท

1.ไทยกับเมียนมาในบริบทสงครามเย็น

2.เมียนมากับความเป็นกลางทางการเมือง

3.สงคราม เชื้อชาติ และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์

4.สามเหลี่ยมทองคำกับขบวนการค้ายาเสพติด

5.กองกำลังก๊กมินตั๋งและความมั่นคงระหว่างไทย-เมียนมา

6.อูนุกับความเคลื่อนไหวในไทย

7.บทสรุป

พร้อมด้วย คำนิยม สงคราม ความหวัง และ “พม่าศึกษา” โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ซึ่งมีถ้อยความตอนหนึ่งว่า

“ภายใต้ความท้าทายของยุคสงครามเย็น พม่าและไทยเลือกที่ยืน คนละแบบ-คนละมุม ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเปรียบประเทศทั้งสองเป็นคนแล้ว อาจกล่าวในบริบทของนโยบายในยุคสงครามเย็นได้ว่า 2 หนุ่ม 2 มุม เพราะเป็นคนละมุมของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงอย่างชัดเจน”