เซย์ ‘Hi’ ไดโนเสาร์
Natural History Museum
ลอนดอน
บรรยากาศยามเช้าของเดือนพฤษภาคมขมุกขมัวจากละอองฝนที่โปรยลงมาอย่างเกียจคร้านตลอดทั้งคืน ทว่า อากาศที่สูดเข้าปอดกลับสะอาดสดชื่นสร้างความกระปรี้กระเปร่าไม่อิดออดที่ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินไปชมสิ่งมหัศจรรย์และน่ารู้ที่ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ” หรือ Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ที่ได้ยินชื่อมานาน แต่เพิ่งมีโอกาสไปเยือนก็คราวนี้

Natural History Museum ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ยิ่งใหญ่และเป็น 1 ใน 3 พิพิธภัณฑ์หลักของอังกฤษ ตั้งอยู่ถนนเซาท์เคนซิงตัน ใจกลางกรุงลอนดอน จัดแสดงตัวอย่างมากมายของประวัติศาสตร์ธรรมชาติจากทั่วโลก หากจะนับอายุแล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกือบ 150 ปีแล้ว
Natural History Museum เก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตและธรณีศาสตร์ ประกอบด้วยสิ่งของประมาณ 80 ล้านชิ้น แบ่งเป็น 5 คอลเล็กชั่นหลัก ได้แก่ พฤกษศาสตร์, กีฏวิทยา, แร่วิทยา, บรรพชีวินวิทยา และสัตววิทยา นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน การระบุตัวตน และการอนุรักษ์ ดังนั้น คอลเล็กชั่นต่างๆ จำนวนมากจึงมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง

ตัวอย่างหนึ่งที่ยังคงเก็บรักษาอยู่ถึงปัจจุบัน เป็นตัวอย่างการรวบรวมของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และยังมีซากฟอสซิลไดโนเสาร์ ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานในทะเลลึกของแมรี่ แอนนิ่ง (Mary Anning) เป็นต้น ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษเป็นนิทรรศการการจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และวาฬสีน้ำเงิน ซึ่งตั้งอยู่โถงกลางอันอลังการของพิพิธภัณฑ์ ที่ละสายตาไม่ได้คือสถาปัตยกรรมการก่อสร้างอาคารงดงามจนได้ชื่อว่า “มหาวิหารแห่งธรรมชาติ” ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีห้องสมุดประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ประกอบด้วยหนังสือ วารสาร ต้นฉบับ และงานศิลปะมากมายที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของแผนกวิทยาศาสตร์ของโลก แต่การเข้าใช้ห้องสมุดต้องเป็นการนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น
ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ โซนสีแดง-Earth Galleries จัดแสดงเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่ม การกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงของโลก ภูเขาไฟและแผ่นดินไหว มีการจัดแสดงตัวอย่างหิน พืช แร่ธาตุ และอัญมณี ต่อมาเป็นโซนสีเขียว-จัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์หลากหลาย ทั้งสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, นก, สัตว์เลื้อยคลานในทะเล, สลอธยักษ์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์เดียวกับนางอาย), ฟอสซิลจากสหราชอาณาจักร และต้นสนซีคัวญ่ายักษ์ ส่วนโซนสีน้ำเงิน-จัดแสดงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นของจริง, ปลา, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเล ส่วนจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในโซนนี้ก็คือ โมเดลจำลองของ “วาฬสีน้ำเงิน” นั่นเอง ต่อจากนั้นเป็นโซนสีส้ม-เป็นที่จัดเเสดงวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาเเละวิจัยตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และมีส่วนย่อยๆ ที่เรียกความสนใจได้อย่างมากเป็นพิเศษ คือ โดมแมลง ผีเสื้อ และสวนสัตว์ป่าที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์แล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ ทั้งสัตว์ พืช แร่ธาตุ ฯลฯ มีนักวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมงานด้วยมากมาย มีงานวิจัยทั้งด้านอวกาศและด้านทะเลลึก และไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะนักศึกษาปริญญาโทและเอกเท่านั้น แต่ยังเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ด้วยโดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่อยากเรียนรู้และสนใจจริงๆ ทางพิพิธภัณฑ์จะจัดเป็นหลักสูตรการวิจัยระยะสั้นๆ ให้เรียนรู้ เพื่อสุดท้ายแล้วคนเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้คนและโลกใบนี้อยู่ร่วมกันให้ได้มากที่สุด

ที่ตื่นตาตื่นใจมากเป็นพิเศษ คือตัวอย่างสัตว์ดองในขวดโหล วางเรียงรายบนชั้นภายในอาคารหนึ่งหลังที่เป็นตึกมี 10 ชั้น บวกกับชั้นใต้ดินด้วย แต่ละชั้นของตึกเต็มไปด้วยขวดโหลสัตว์ดอง ไกด์ประจำพิพิธภัณฑ์บอกว่ามีโหลสัตว์ดองเพื่อศึกษาตั้งแต่ปลาชนิดต่างๆ จากทั่วโลก หมึก รวมถึงปลาจากประเทศไทยจำพวกปลาดุก, สวาย, เทโพ-เทพา, เนื้ออ่อน, ปลาน้ำเงิน, ปลาเค้า โดยเฉพาะ “ปลาหวีเกศ” ที่สูญพันธุ์ไปจากไทยแล้วจากผลของการสร้างเขื่อน ปลาดองในขวดโหลเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้รับประทานจาก สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ทรงศึกษาวิจัยเรื่องปลา ลงลึกไปชั้นใต้ดินจะเป็นโหลดองสัตว์เลื้อยคลานแปลกๆ กบ เขียด อึ่งอ่าง ทั้งตึกรวมแล้วมีสัตว์ตัวอย่างเพื่อศึกษาประมาณ 20 กว่าล้านโหล
การจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมามีนิทรรศการที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งชื่อว่า “Dippy” เป็นโครงกระดูกจำลองของดิพโพลโดคัส (Diplodocus) เป็นไดโนเสาร์ที่มีลำคอยาวและหางยาวขนานกับพื้น ที่ปลายหางมีลักษณะเป็นแส้ ทั้งตัวยาว 32 เมตร เป็นของขวัญจาก “แอนดรูว์ คาร์เนกี้” มหาเศรษฐีพ่อค้าเหล็กแห่งอเมริกา จัดแสดงอยู่ภายในห้องโถงกลางเป็นเวลาหลายปีจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ หลังจัดแสดงนานถึง 112 ปี ไดโนเสาร์จำลองนี้ถูกถอดออกเมื่อต้นปี พ.ศ.2560 แล้วถูกแทนที่ด้วยโครงกระดูกของวาฬสีน้ำเงินซึ่งเป็นโครงกระดูกของจริง อายุ 128 ปี ชื่อว่า “โฮป” มีความยาว 25 เมตร หนัก 4,500 กิโลกรัม วาฬตัวนี้ถูกเก็บไว้นานมากแล้วนับตั้งแต่มันเกยตื้นบนสันทรายที่ปากท่าเรือเว็กซ์ฟอร์ด ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2434 หลังจากได้รับบาดเจ็บจากนักล่าวาฬ ต่อมามีการหล่อแบบจำลองขนาดเท่าของจริงขึ้นในราวปี พ.ศ.2477 งานเสร็จสมบูรณ์จนสามารถนำมาติดตั้งและจัดแสดงภายในห้องโถงในปี พ.ศ.2481 ขณะนั้นถือเป็นแบบจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาว 28 เมตร
มาถึง ณ ปัจจุบัน Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติยังคงจัดแสดงนิทรรศการต่อเนื่องเรื่องราวของไดโนเสาร์ และนิทรรศการที่ชื่อว่า “นก:สดใสและแปลกประหลาด” ที่เล่ามานี้เป็นเพียงตัวอย่างของความโดดเด่นและน่าสนใจของ Natural History Museum ซึ่งในแต่ละโซนของพิพิธภัณฑ์ยังมีสิ่งน่าสนใจแตกต่างกันออกไปอีกมากมาย ไม่ควรพลาดที่จะหาความรู้ใหม่ๆ และความตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวของสัตว์แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเอง

ฟอสซิลของ ‘แมรี่ แอนนิ่ง’(Mary Anning)
“แมรี่ แอนนิ่ง” เป็นนักบรรพชีวินวิทยาผู้บุกเบิกและนักสะสมฟอสซิลซึ่งกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เธอเกิดเมื่อปี ค.ศ.1799 ในเมืองตากอากาศริมทะเลของ Lyme Regis ในเขต Dorset ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของชายฝั่งจูราสสิค หรือ “Jurassic Coast” และทุกวันนี้ก็ยังคงมีการค้นพบฟอสซิลกันอยู่ ครอบครัวของแมรี่ยากจนมาก เธอและน้องชาย “โจเซฟ” ต้องช่วยพ่อขุดหาฟอสซิลเพื่อนำไปขายให้กับนักท่องเที่ยว พ่อของแมรี่เสียชีวิตตอนเธออายุ 11 ขวบ ทำให้เธอต้องเป็นตัวหลักขุดหาฟอสซิลเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แมรี่มีพรสวรรค์มากในการขุดหาฟอสซิล เธอสามารถแกะและสะกัดเอาฟอสซิลออกมาได้โดยที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างมาก
ในปี ค.ศ.1811 แมรี่ขุดพบฟอสซิลทั้งตัวของ “อิกทิโอซอรัส” (Ichthyosaurus) หรือ “กิ้งก่าปลา” สัตว์เลื้อยคลานทางทะเลขนาดใหญ่ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว แมรี่และน้องชายพบมันในสภาพที่สมบูรณ์ทั้งตัวจนหาที่ไหนไม่ได้อีก สิ่งนี้ทำให้แมรี่และน้องชายกลายเป็นที่รู้จักในวงการบรรพชีวินวิทยา แต่เธอก็ถูกกีดกันจากสมาคมธรณีวิทยาและราชสมาคมแห่งลอนดอน เพียงเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง
ในปี ค.ศ.1823 แมรี่เป็นคนแรกที่ค้นพบโครงกระดูกทั้งตัวของ “เพลซิโอซอรัส” (Plesiosaurus) ซึ่งแปลว่า “ใกล้สัตว์เลื้อยคลาน” เป็นนักล่าที่มีชีวิตอยู่ในยุคจูราสสิค ฟอสซิลเพลซิโอซอรัสแปลกประหลาดมากจนมีข่าวลือว่าเป็นของปลอม การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบสำคัญและเป็นตัวอย่างฟอสซิลที่มีสภาพสมบูรณ์แบบที่สุด ฟอสซิลชิ้นนี้ถูกจัดเก็บในราชสมาคมแห่งลอนดอนโดยที่เธอไม่มีสิทธิอะไรเลย จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ.1847
ปัจจุบันฟอสซิลที่แมรี่ขุดพบถูกเก็บรักษาและจัดแสดงใน Natural History Museum ลอนดอน และในที่สุด ค.ศ.2010 ราชสมาคมแห่งลอนดอน ได้นำชื่อของแมรี่ แอนนิ่ง เข้าเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ และการค้นพบของเธอมีส่วนสำคัญทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ของโลก

