โลกเปลี่ยน ป่า-เมือง ไม่สมดุล คนเดือดร้อน สัตว์ทุกข์ระทม บริหารความขัดแย้ง ออกแบบเมือง คือทางออก

16.07.24 | 12:34 น.

โลกเปลี่ยน ป่า-เมือง ไม่สมดุล
คนเดือดร้อน สัตว์ทุกข์ระทม
บริหารความขัดแย้ง ออกแบบเมือง คือทางออก

ปมปัญหาสิ่งแวดล้อม นับวันยิ่งซับซ้อนด้วยหลากหลายปัจจัย ไหนจะ #save หรือไม่ #saveทับลาน หรือ #save แล้วเกิดเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลอีกแง่มุม เข้าข่ายประเด็นชวนกลุ้มที่สะกิดให้ผู้คนต้องหันมาพิจารณาเรื่องราวอย่างรอบด้าน

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ก็มีเคส ‘ลิงลพบุรี’ ไหนจะเหล่าช้างขาประจำที่วันดีคืนดีก็โผล่วาร์ปยื่นงวงมาทักทายถึงครัวเรือน ทำผนังบ้านพังเป็นแถบ ยังไม่นับกรณีการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่โลกออนไลน์รุดช่วยเหลือไม่เว้นแต่ละวัน

เปิดปฏิทินย้อนหลังไปเมื่อ 9 ปีก่อน พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มีผลบังคับใช้ในประเทศไทย สถานการณ์ปัจจุบัน ปมปัญหา จุดอ่อน จุดแข็ง เป็นเช่นไร โดยเฉพาะการอยู่ (หรือไม่อยู่) ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ (ป่า)

Advertisement

12-13 กรกฎาคมที่ผ่านมา สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และองค์กรเครือข่าย จัดงานสัมมนาเครือข่ายผู้รักสัตว์ ครั้งที่ 12 ในหัวข้อ ‘9 ปี พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 กับการบูรณาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนและสัตว์ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน’

ชวนให้ร่วมแลกเปลี่ยน ขบคิด ไปจนถึงสะกิดแรงๆ จากหลากหลายภาคส่วน

คน ลิง สิ่งแวดล้อม ต้องแก้ไขควบคู่
‘อยู่ร่วม ไม่ใช่อยู่ด้วย’ สัตว์ต้องอยู่ป่า มนุษย์ต้องอยู่บ้าน

น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต หัวหน้าหัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เริ่มต้นกล่าวถึง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ ที่ล้วนต่างเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตในปัจจุบัน ส่วนการแก้ไข มีหลายมิติ หลากมุมมอง ยกกรณี ‘ลิงลพบุรี’ ที่แก้ไม่ง่าย ยืดเยื้อมานานหลายปี

“ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการมีส่วนร่วม อันดับแรกเลยต้องแยกให้ออกว่าใครเป็นผู้ที่มีส่วนใดส่วนเสีย ต้องดูว่าคนเดือดร้อนคือใคร นั่นคือประชาชน เราต้องฟังเสียงคนเหล่านี้ให้มาก ว่าความต้องการคืออะไร ภายใต้บริบทของปัญหาที่ประสบอยู่ โดยที่ทางเราเองอาจจะหาทางออก หรือสร้างทางเลือกให้

พอพูดถึงการมีส่วนร่วม ใครก็มีส่วนร่วมได้ แต่คนที่มีความคิด หรือข้อเสนอส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ในขณะเดียวกันคนที่เดือดร้อนอยู่ในพื้นที่ตาดำๆ เขาต้องอยู่กับปัญหา ไม่ใช่แค่คนที่เดือดร้อน ลิงก็ทุกข์ระทม สิ่งแวดล้อม ฝนตก กลิ่นอึ กลิ่นฉี่ เหม็นฟุ้งไปหมด” น.สพ.ภัทรพลกล่าว โดยย้ำว่า ‘คน ลิง สิ่งแวดล้อม’ ต้องแก้ไขปัญหาควบคู่กัน แม้มักมองกันว่าต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาที่ลิงก่อน แต่จริงๆ ปัญหาของคนก็ต้องแก้ด้วย เมื่อคนมีสุขภาพแข็งแรงก็ปลอดภัยจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ในขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมของลพบุรีก็จะกลับคืนมา ไม่มีกลิ่นอึ กลิ่นฉี่ ตึกรามบ้านช่องที่ร้างก็จะถูกซ่อมแซมฟื้นคืนอีกครั้ง

“ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่ามันถึงจุดวิกฤตแล้ว คนตาย สัตว์ตาย คนเจ็บ สัตว์เจ็บ คนกับสัตว์ป่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ ในนิยามการแก้ปัญหา คือ อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล พึ่งพาซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมไม่ใช่ด้วยกัน สัตว์ป่าก็ต้องอยู่ในป่า คนก็อยู่นอกป่า ไม่บุกรุกสัตว์ป่า ไม่ทำร้ายไม่ล่าสัตว์” น.สพ.ภัทรพลกล่าว

เชื้อวิวัฒนาการ ป่วยง่าย ติดง่าย เมื่อใกล้มนุษย์
หวั่นโรคระบาดใหม่ สูญพันธุ์ได้ทั้งคน-สัตว์

จากนั้น น.สพ.ภัทรพล ลงลึกถึงปัญหาสุขภาพลิงลพบุรี ว่า กลุ่มที่อยู่บริเวณศาลพระกาฬ และพระปรางค์สามยอด อาจดูเหมือนน้อยลง แต่จริงๆ แล้วจำนวนยังเท่าเดิม เพราะลิงเรียนรู้ที่จะซ่อนตัว โดยออกมาเฉพาะเช้าและเย็น สำหรับกลุ่มที่ปักหลักบริเวณโรงหนังมาลัยรามา คือกลุ่มที่น่ากังวลในด้านสุขภาพ เพราะเป็นโรคผิวหนังเกือบ 100% เกิดจากไรขี้เรื้อนแห้ง และไรขี้เรื้อนเปียก ซึ่งติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ จากสัตว์เลี้ยง จากสุนัขและแมวก็ได้ รวมถึงการที่พันธุกรรมอ่อนแอ ทำให้ติดโรคได้ง่าย

“การตรวจสุขภาพลิง 100% อยู่ในภาวะขาดน้ำ มีลิ่มในไต ในกระเพาะปัสสาวะ เยื่อหุ้มไตบางตัวมีผิวขรุขระ ซึ่งไม่แปลกเนื่องจากบริเวณชุมชนไม่มีน้ำให้กิน ต้องกินน้ำจากท่อแอร์ และถังขยะ นอกจากนี้ ลิงหลายตัวลิงปากแหว่งเพดานโหว่ หลายตัวเป็นไส้เลื่อน แสดงให้เห็นถึงการผสมพันธุ์เลือดชิด มีปัญหาทางพันธุกรรมซึ่งเป็นวิกฤตอย่างหนึ่ง ลิงที่อยู่ในเมือง ใกล้ชิดมนุษย์ โรคต่างๆ ก็สามารถติดต่อไปสู่มนุษย์ได้ วันใดวันหนึ่งมีโรคระบาดชนิดใหม่ ไม่ใช่แค่ลิงที่สูญพันธุ์ แต่เป็นคนด้วย

สิ่งที่เรากังวล Reverse zoonotic เชื้อโรคมันเกิดวิวัฒนาการใน host ตัวใหม่ ในลิงก็มีเชื้อไวรัสอยู่แล้วด้วย โอกาสที่ย้อนไปสู่คนนั้นรุนแรงมาก นี่คือสิงที่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ให้ความสำคัญและกังวล” น.สพ.ภัทรพลเตือนดังๆ

ท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง
ทำ ‘ผังเมืองใหม่’ รับ Climate change

ด้าน ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ที่ปรึกษาอาวุโส องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN มองว่า สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สามารถช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่เข้าไปอยู่ในเมือง และคนเมืองจะอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้อย่างไร จะมีการปรับปรุงแก้ไขกันอย่างไร เพื่อให้ทั้งคนและสัตว์อยู่ด้วยกันอย่างสันติ

“ยกตัวอย่างเช่น ลิงลพบุรี พวกเราจะสามารถแก้ไขต้นเหตุของปัญหาได้อย่างไร หรือหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมืองใดเมืองหนึ่งที่ตัดสินใจอยากให้สัตว์ป่ามาอยู่ในเมืองแล้ว จะต้องทำอย่างไรให้อยู่ด้วยกันได้ทั้งคนและสัตว์

ถ้าอยากให้สัตว์ป่ากับคนเมืองอยู่ร่วมกันได้ ต้องรักษาระบบนิเวศ ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่พวกเราคงจะทราบกันอยู่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผล ไม่มีเมืองไหนในโลกนี้ออกแบบมาเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างเยอรมัน มีสาธารณูปโภคพร้อม แต่ก็ยังมีคนเสียชีวิตเพราะน้ำท่วม และมีพายุร้อนในยุโรปที่ไม่สามารถต้านทานได้

เราไม่ได้ออกแบบเมืองเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และไม่ได้ออกแบบเพื่อให้สัตว์ป่ามาอยู่ จึงต้องมาลองคิดกันใหม่ว่า หากจะออกแบบให้สัตว์ป่ามาอยู่และพร้อมที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราต้องคิดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของธรรมชาติ หรือ Nature-base solutions ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ” ดร.จำเนียร อธิบาย

จากนั้น ดร.จำเนียร เน้นย้ำในหลักการว่า การรับมือสัตว์ป่าไม่ต้องการอะไรมากกว่าธรรมชาติ และระบบนิเวศ หรือบ้านที่สัตว์อยู่ได้ เวลาเราสร้างเมือง เราไม่ได้นึกถึงป่า แต่กลับตัดไม้ทำลายป่า ทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่แม่น้ำที่เป็นที่อยู่ของสัตว์ หากไม่มีป่า หรือพื้นที่แม่น้ำหรือระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สัตว์ป่าก็ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะหาวิธีอย่างไรที่จะพัฒนาและอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ สัตว์อยู่ได้ และคนถึงจะอยู่ได้

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำผังเมืองใหม่เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ และจะกลายเป็นการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวที่เราจะตั้งใจเพิ่ม 40% ปัจจุบันตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน ยิ่งเป็นต้นเหตุของการเฉือนพื้นที่ป่า ทำให้ผืนป่าแหว่ง อย่างกรณีทับลาน คือการลดพื้นที่สีเขียว ยิ่งการพัฒนาในเมืองแบบไร้ทิศทาง ไร้อัตลักษณ์ ยิ่งลดปริมาณพื้นที่สีเขียวลงอย่างน่าใจหาย สัตว์อยู่ไม่ได้ จึงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

อีกประเด็นหนึ่งคือ หากเรารักษาพื้นที่ป่าให้สัตว์อยู่ได้ มนุษย์ก็จะได้รับอานิสงส์จากการรักษาพื้นที่สีเขียวและป่าอย่างมหาศาล กรณีลพบุรี หรือท้องถิ่นใดก็ตามที่สามารถสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระเบียงนิเวศขึ้นมา เพื่อให้มีความหลากหลายทางสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ หากพวกเราเอาพื้นที่ตั้งแต่ 5 ไร่ 50-60 ไร่ขึ้นมาทำ จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ หรือสวนสัตว์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และโรงเรียนให้กับเด็กและผู้คนได้”

อีกส่วนที่สำคัญในมุมมองของ ดร.จำเนียร คือ องค์กรส่วนท้องถิ่นที่ต้องเข้มเข็งและกระจายอำนาจ ยกตัวอย่าง ลพบุรี เป็นพื้นที่ธรรมชาติ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีโบราณสถานสำคัญ จึงต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา แต่บางครั้งมีการพัฒนาโดยไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงธรรมชาติ ไม่ว่าจะคน สัตว์ หรือสิ่งแวดล้อม

“ยังมีหลายเรื่องที่มนุษย์คิดว่าตนเองเก่ง จะทำอะไรหรือที่ไหนก็ได้โดยที่ยังไม่เข้าใจ บ้านเมืองถึงเละเทะขนาดนี้ หากเป็นไปได้ อยากให้เข้าใจและเข้าถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงจะร่วมกันพัฒนาได้ สิ่งเห็นพ้องต้องกันที่สุดคือ คนต้องอยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสมดุล ดังนั้นการออกแบบเมืองให้คนและสัตว์อยู่ด้วยกันได้ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องสามารถเรียนรู้ได้ระหว่างท้องถิ่น กับภาครัฐและองค์กรอื่นๆ ด้วย” ดร.จำเนียรฝากข้อคิด

‘สร้างสมดุล’ คือคำสำคัญ
‘บริหารความขัดแย้ง’ คือทางออก

ขณะที่ ศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การสมาพันธ์ องค์การสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) เผยความเห็นว่า การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์เป็นเรื่องของมุมมอง หากเรามองว่าคนกับสัตว์เป็นความขัดแย้ง ก็จะขัดแย้งกันจริงๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นเรื่องปกติของโลกปัจจุบัน ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ด้วยกันย่อมมีความขัดแย้ง เช่น มีโรคมากมายที่เกิดจากสัตว์สู่คน ทำให้เกิดการถกเถียงกันมากมายทั้งในองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสุขภาพสัตว์ องค์การอนามัยโลก รวมถึงองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ทุกคนก็ร่วมมือกันแก้ไขได้ และทุกปัญหามีทางออก

“มีข้อถกเถียงว่าโรคส่วนใหญ่ของโลกนี้มาจากคนสู่สัตว์ หรือสัตว์สู่คนกันแน่ จากการศึกษาทั่วไปพบว่า ทุกๆ 20 ปีจะมีโรคใหม่เกิดขึ้นในโลกของเรา เป็นโรคอันตรายและทำความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่างมหาศาล อย่างโรคโควิด-19 ซึ่งเมื่อมองลึกลงไป เราจะพบความขัดแย้งในเรื่องของความสมดุล

ในบรรดาโรคที่เกิดขึ้นในคน ทุกๆ 5 โรค จะมี 3 โรคที่มาจากสัตว์ ถามว่าเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ มันเป็นเพราะความสมดุลเปลี่ยนไป คนตัดไม้ทำลายป่า สัตว์ไม่มีที่อยู่ ต้องย้ายมาหาอาหารในเมือง เราจึงต้องคิดกลับไปสร้างสิ่งที่สมดุล

ปัจจุบันโลกร้อน และประเด็น Climate change (การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นเยอะมาก โรคที่นำมาจากยุงและแมลงเยอะมาก ไวรัสต่างๆ ที่แฝงอยู่ทำให้เกิดปัญหาต่อคน เพราะฉะนั้นหากแมลงทำให้เกิดโรคในคนได้ ก็เกิดกับสัตว์ได้เช่นกัน และหากสัตว์มาอยู่กับเรา ก็อาจจะติดจากสัตว์สู่คนได้” ศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา อธิบายความสัมพันธ์อันเป็นห่วงโซ่

ศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ชี้ช่องการแก้ไขปัญหา ว่าสิ่งสำคัญคือ ‘การบริหารความขัดแย้ง’ โดยมองภาพรวมให้ชัดเจน สร้างระบบนิเวศที่ดีให้สัตว์ จัดสรรพื้นที่และอาหารอย่างครบถ้วนตามสวัสดิภาพสัตว์ นอกจากนี้ยังต้องให้สัตว์ได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติด้วย ทุกปัญหามีทางออก หากร่วมมือกันย่อมประสบความสำเร็จภายใต้ข้อมูลจากการวิจัยที่จะช่วยทำให้การทำงานมีความมั่นคงและรอบคอบ

หวังว่าจะสร้างความตระหนักไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานซึ่งจะเป็นพลังดูแลประเทศไทยและสัตว์ทุกชนิดบนแผ่นดินนี้ต่อไป

อัศวินี ตรีเนตร
กันยา เกิดแก้ว