จาก พ.ศ.1 ถึงรัตนโกสินทร์ นวัตกรรมโน้ตเสียงปาฬิ ใน ‘พระไตรปิฎกฉบับสัชฌายะ’
นับเป็นนิมิตหมายมงคลยิ่ง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล จัดเสวนา ‘เกร็ดชวนไขของพระไตรปิฎก’ อันหนึ่งในกิจกรรมปฐมฤกษ์ ‘โครงการเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ’ ชุด ภ.ป.ร. และชุด ส.ก. พ.ศ. 2559 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567
พร้อมด้วยนิทรรศการที่มอบความรู้เกี่ยวกับพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ ของไทย อาทิ พระไตรปิฎกจุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช (จปร.) รัตนโกสินทรศก 112 อักษรสยาม (พ.ศ. 2436), พระไตรปิฎกสากลฉบับอักษรโรมัน ชุด 40 เล่ม พ.ศ. 2548, โครงการพระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน ชุด 40 เล่ม พ.ศ. 2542-2554, ประวัติโครงการพระไตรปิฎกสากล และพระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ ชุด ภ.ป.ร. และชุด ส.ก. พ.ศ. 2559
มากมายด้วยข้อมูลเข้มข้น เนืองแน่นด้วยผู้คนที่เข้าร่วมด้วยจิตศรัทธาในหลักธรรมแห่งพระศาสดา ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยในปีนี้ ประเทศไทยจะเริ่มเผยแผ่ ‘พระไตรปิฎกฉบับสัชฌายะ’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านภาษาศาสตร์และเทคโนโลยีทางเสียงมากำกับการออกเสียงให้ถูกต้องตามเสียงอ่านในสมัยพระพุทธกาลไปยังนานาประเทศ

จาก พ.ศ.1 ถึงรัตนโกสินทร์
‘พระไตรปิฎก’ ในสยาม จากใบลานสู่โรงพิมพ์
เปิดเวทีด้วยการบรรยายโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ในหัวข้อ ‘จาก พ.ศ.1 ถึงรัตนโกสินทร์’ โดยย้อนที่มาของการจดจารพระไตรปิฎก กล่าวคือ ในสมัยพระพุทธกาล ไม่ได้มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการ ‘ท่องจำ’ ต่อมา หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน ผู้คนจึงเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ท่องคำสอนมานั้นผิดถูกอย่างไร จึงเกิดการ ‘สังคายนา’ ครั้งแรก คือการซักซ้อม สวดและสอบทานพร้อมกัน กระทั่งราว 100 ปีต่อมา เกิดสังคายนาครั้งที่ 2 แต่ก็ยังไม่มีการจดบันทึกด้วยตัวอักษร
ครั้นถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โปรดให้มีการสังคายนารอบที่ 3 โดยใช้วิธีท่องบทสวดภาวนา และส่งพระธรรมฑูตไปประเทศต่างๆ มากมาย โดยมีหลักฐานสำคัญคือส่งที่เมืองลังกา ประเทศอินเดีย ประมาณ พ.ศ.230-250 ซึ่งในสมัยนั้นยังท่องเป็นภาษาของแคว้นมคธ (ภาษาบาลี) แต่เริ่มเกิดปัญหาและมีความคลาดเคลื่อน เพราะอยู่ห่างจากต้นทางเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว จึงต้องเริ่มบันทึก โดยใช้อักษรสิงหลของลังกานั่นเอง
“พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปหลายๆ ประเทศ ส่วนใหญ่มาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสมณทูตเดินทางจากลังกามายังนครศรีธรรมราชราว พ.ศ.1800 ตรงกับสมัยสุโขทัย เรียกว่า พุทธศาสนา ลังกาวงศ์ พอมาถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในเมืองลังกาเกิดปัญหาสิ้นสมณวงศ์ กล่าวคือ หมดพระที่จะบวชได้ จากการถูกคุกคามของเจ้าอาณานิคมอย่างโปรตุเกส พระบางรูปเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จึงขอสมณทูตจากไทยไปบวชที่เมืองลังกา นิกาย สยามวงศ์ ส่วนที่ไทยคือ ลังกาวงศ์” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองเล่า
จากนั้น กล่าวถึงที่มาของการบันทึกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ด้วย ‘อักษรขอม’ ในดินแดนไทย จากใบลาน สมุดข่อย (สมุดไทย) กระทั่งเข้าสู่โลกการพิมพ์

“ภาษาบาลี เราเคารพ เราไม่อยากจะเปลี่ยนต้นฉบับ จึงเริ่มเขียนเป็นอักษรสิงหล แต่ก็มีปัญหาคนไทยอ่านอักษรสิงหลไม่ออก ต้องเปลี่ยนตัวเขียนใหม่ อักษรที่คนไทยสมัยนั้นอ่านออกเขียนได้มีแค่อักษรขอม โดยเขียนลงใบลาน ต่อมาขยับขยายเป็นสมุดไทย โดยใช้ภาษาบาลี อักษรขอม
ครั้นเมื่อเสียกรุงอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2310 มาถึงรัชกาลที่ 1 ทางฝ่ายกฎหมายต้องชำระประมวลใหม่ ตอนนั้นยังไม่มีโรงพิมพ์ คัมภีร์ทางศาสนายังคัดลอกด้วยลายมือ และยังไม่มีหลายฉบับมากนัก เราเพิ่งผ่านศึกสงครามมา ต้องตั้งมั่น ตั้งเมือง ต้องสร้างกติกาและขวัญกำลังใจให้ผู้คนใหม่ คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีการชำระพระไตรปิฎก โดยอยู่ในพระราชูปถัมภ์ของรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท จดจารลงใบลาน ปิดด้วยทองอย่างสวยงาม เก็บรักษาไว้ที่ตู้พระธรรมในวัดพระแก้ว
เมื่อโลกพัฒนาการมาถึงสมัยรัชกาลที่ 3 เทคโนโลยีการพิมพ์เริ่มเข้ามาในไทย จนถึงรัชกาลที่ 4 ทรงสนพระทัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จึงมีโรงพิมพ์หลวง มีการพิมพ์พระราชกิจจานุเบกษา รวมถึงเอกสารสำคัญของประเทศ จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์พระไตรปิฎกออกมาเป็นหนังสือด้วยภาษาบาลี อักษรไทยเมื่อ พ.ศ.2436 และพระราชทานเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ
เมื่อครั้งที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาเมืองไทย และเข้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชและเยี่ยมชมวัดราชบพิธ เราเชิญพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 5 มาให้ดู นี่คือเกียรติภูมิของประเทศไทยด้านศาสนาเมื่อ พ.ศ.2436” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองเล่า

ถัดมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ระหว่างปี 2468-2470 ทรงมีพระราชดำริว่า หนังสือที่พิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่ครบ ยังขาดจำนวนอยู่ ต้องพิมพ์ใหม่และพิมพ์ให้ครบ จึงมีการตีพิมพ์เป็นภาษาบาลี ตัวอักษรไทย โดยแจกไปยังประเทศต่างๆ จึงเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญด้านศาสนา
ต่อมาในรัชกาลที่ 9 มีการแปลงภาษาบาลี เป็นอักษรโรมัน หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ และแปลจากภาษาบาลี เขียนเป็นเนื้อความเป็นภาษาไทย ตัวหนังสือไทยด้วย
“พระไตรปิฎกมีพัฒนาการตามยุคและสมัย โดยประเทศไทยเราถือเป็นผู้นำในการที่นำเอาพระคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนามาตามกาลสมัย เรามีพระไตรปิฎกหลายเวอร์ชั่นมาก ทั้งเป็นภาษาบาลี พิมพ์ด้วยตัวอักษรไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงรัชกาลที่ 7 ทำครบชุด รัชกาลที่ 9 แปลงเป็นตัวอักษรโรมัน นี่คือพัฒนาการจนถึงโลกปัจจุบัน” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง สรุป

สั้นยาว สูงต่ำ กำกับด้วย ‘โน้ต’
อ่านโมโนโทน ‘สัชฌายะ’ ตรึงเสียงตามหลักบาลี
จากนั้น เข้าสู่การบรรยายในหัวข้อ ‘นวัตกรรมโน้ตเสียงปาฬิในพระไตรปิฎก สากล ฉบับสัชฌายะ’ โดย รศ.ดร.ศศี พงศ์สรายุทธ ประธานสาขาดุริยางคศิลป์ ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งบอกเล่าถึงการถ่ายถอดเสียงจากภาษาบาลีในพระไตรปิฎกตาม ‘สัทศาสตร์’ (Phonetics)
“เราจะเห็นว่าพัฒนาการเสียงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาบาลี เป็นการท่องจำและถ่ายทอดด้วยมุขปาฐะ ต่อมา มีการบันทึกเป็นตัวอักษรไม่ว่าจะเป็นอักษรสิงหล อักษรขอม แล้วจึงมาเป็นอักษรไทย ดังนั้นจะเห็นว่าเสียงถูกถ่ายทอดผ่านการบันทึกโดยตัวอักษรต่างๆ ของแต่ละชาติ ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อน หรือแปลความหมายแตกต่างจากเดิมได้ มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล จึงรวบรวมข้อมูลต่างๆ อ้างอิงจากไวยากรณ์บาลี โดยเน้นเรื่องหลักการอ่านออกเสียง ที่เราอาจจะไม่เคยรู้ว่าแปลว่าอะไร หรือที่ออกเสียงกันมามันถูกไหม จึงเป็นที่มาว่า เราจะทำอย่างไรให้ถอดเสียงที่มาจากตัวอักษรให้ตรงหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีมากที่สุด
ทางมูลนิธิฯ จึงได้รวบรวมหลักการออกเสียง และทางดุริยางคศาสตร์ก็ได้บันทึกโน้ตแบบสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนเข้าใจได้ง่ายและเป็นระบบวิธีที่ชัดเจน ตลอดจนสามารถช่วยกำกับเสียงและตรึงเสียงตามหลักไวยากรณ์การอ่านออกเสียงร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ตัวโน้ตไม่มีตัวอักษรกำกับ แต่อย่างน้อยเราก็ใช้ตัวอักษรไทยเพื่อที่จะอ่านคำได้ แต่เวลาเราอ่านภาษาไทยมันจะมีเสียงสั้น เสียงยาว เสียงสูงต่ำ โน้ที่สร้างสรรค์ขึ้นก็จะมาช่วยกำกับเสียงเหล่านี้ เพราะภาษาบาลี เป็นภาษาในกลุ่มอินโด-อารยัน เป็นเสียงสามัญ (โมโนโทน) ไม่มีวรรณยุกต์
สังเกตง่ายๆ เวลาเราฟังพระสวด บางทีเราก็จะได้ยินเสียงสูงต่ำ ถ้าเราอ่านเป็นเสียงภาษาไทย ซึ่งมีวรรณยุกต์เสียงสูงต่ำ เราจะไม่ได้ยินเสียงโมโนโทนที่เป็นแบบภาษาบาลีดั้งเดิมเลย อย่างไรก็ตาม แต่ละภาษามีวิธีการใช้ตัวอักษรกำกับเพื่อการออกเสียงที่แตกต่างกัน พอเรานำตัวโน้ตมายึดให้อยู่ในเส้นเดียว จะทำให้ทุกคนต้องอ่านเหมือนกัน” รศ.ดร.ศศี อธิบายอย่างละเอียด
รศ.ดร.ศศี อธิบายต่อไปว่า ปกติที่เราเห็นโน้ตจะมีบรรทัด 5 เส้นกำกับ ซึ่งจะกำกับว่าเสียงสูงต่ำแค่ไหน ถ้าอยู่ในเส้นต่ำ เสียงก็จะต่ำ ถ้าอยู่ในเส้นสูง เสียงก็จะออกมาสูง แต่คราวนี้เราต้องการกำกับว่าไม่มีระดับสูงต่ำ เพื่อให้ใกล้เคียงกับภาษาบาลีดั้งเดิม ก็จะใช้โน้ตบรรทัดเส้นเดียว เพื่อให้ทุกคนออกเสียงเป็นเสียงเดียวกัน
“หากเราไม่มีโน้ตมากำกับ เราก็จะลืมการออกเสียง เพราะด้วยธรรมชาติของคนไทย ที่จะออกเสียงวรรณยุกต์ ทำให้แต่ละคำความหมายแตกต่างกัน หรือแม้แต่กระทั่งการออกเสียงสั้นยาว เพราะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่จริงๆ แล้วหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีไม่มี นอกจากนี้ ในภาษาบาลีจะมีสำเนียงที่แตกต่าง มีเสียงก้อง เสียงพ่นลม เสียงขึ้นจมูก ซึ่งไม่ใช่เสียงธรรมชาติของคนไทย เพราะฉะนั้น การใช้โน้ตจะกำกับได้เลยว่า คำนี้ พยางค์นี้ออกเสียงสั้นยาวได้อย่างไร ตัวโน้ตเข้ามาจึงต้องกำหนดสัญลักษณ์ เพื่อให้รู้ว่าคำคำนี้ต้องออกเสียงอย่างไร” รศ.ดร.ศศีกล่าว

มุมมอง ‘เจนใหม่’ ต่อพระไตรปิฎก
ขอเรื่อง ‘เล่าง่าย-เก็ทง่าย’ ใช้ได้ในไลฟ์สไตล์ชีวิต
ปิดท้ายด้วยมุมมองของ ชนัญญา เตชจักรเสมา หรือวิว คอนเทนท์ ครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์จากช่อง Point of View ในหัวข้อ ‘มุมมอง Gen ใหม่ต่อพระไตรปิฎก’
วิวเผยว่า ถ้าพูดถึงคำว่าพระไตรปิฎก คนรุ่นใหม่คงนึกถึงตู้พระไตรปิฎกที่อยู่ตามวัดต่างๆ ที่ไม่เคยเปิดอ่าน หรือเป็นสิ่งที่เรากราบไหว้ แตะต้องไม่ได้ แต่จริงๆ แล้ว พระไตรปิฎกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อทำให้คนแต่ละรุ่นยังอยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เช่น
1.การเปลี่ยนแปลงด้านภาษา มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมายทำให้คนที่ไม่เข้าใจภาษามคธหรือภาษาบาลี สามารถเข้าใจได้
2.การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอ การนำมาย่อยคนให้เข้าใจง่าย เป็นพระไตรปิฎกฉบับประชาชน หรือเปลี่ยนเป็นอีกรูปแบบหนึ่งไปเลย เช่น การทำเป็นนิทาน สอดแทรกคำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบที่ให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น
“พระไตรปิฎกเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพื่อให้อยู่ใกล้คนปัจจุบันมากขึ้น เข้าหาคนเจนใหม่ ซึ่งบางคนอยากได้แค่แก่นวิธีคิด ก็จะไปดูเป็นหนังสือ ดูเป็นอะไรที่เขาสามารถดึงคำสอนออกมาได้ ว่าที่แท้จริงคืออะไร ไปจนกระทั่งคนที่ไม่อยากได้เรื่องของธรรมะ แต่อยากได้เรื่องการปฏิบัติอย่างเดียว ก็ไปเข้าคอร์สธรรมะ 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง หรือบางคนที่อาจจะไม่ได้สนใจพระพุทธศาสนาเลยก็มี หรือมีความสนใจแต่ไม่รู้ตัว ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาเชื่อเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า
ในฐานะคนหนึ่งที่นำเสนอเนื้อหาต่างๆ ในพาร์ตของตัวเอง จึงหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาตอบคำถามง่ายๆ แม้หัวข้อจะดูกึ่งๆ แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะนำไปสู่คำสอนของศาสนา ทำให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองอะไรเป็นเหตุและผลมากขึ้น หรือมีข้อสงสัยเล็กน้อย สุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือ หนังสืออ้างอิง เราต้องกลับมาดูได้ว่าในพระไตรปิฎกจริงๆ เขียนว่าอะไร และเราสามารถพูดได้ตรงกันทั้งหมดในไทยและต่างประเทศได้ไหม” วิวทิ้งท้าย
ถือเป็นกิจกรรมเบิกโรงที่สร้างคุณประโยชน์แก่ผู้สนใจในพระไตรปิฎกทั้งเจนเก่า เจนใหม่ กับหลักธรรมะอันเป็นอมตะต่อทุกยุคสมัยนับแต่พุทธกาลจวบจนโลกอนาคต
อัศวินี ตรีเนตร-เรื่อง
ภิญโญ ปานมีศรี-ภาพ

