National Geographic Photo Ark โจเอล ซาร์ทอรี ซูมดวงตาใกล้สูญพันธุ์ ‘หวังว่าคุณจะมองเห็นด้วยใจ’

24.07.24 | 14:23 น.

เมื่อภาพถ่ายสามารถพาเราขยายเส้นขอบฟ้า ให้มองออกไปไกลกว่าการเห็นแค่เรื่องราวของตัวเราเอง

จะดีแค่ไหนถ้าเรามีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวของสัตว์โลกอันน่าทึ่ง ชวนเพ่งความงดงามของสิ่งมีชีวิตในป่าลึก เพื่อขยับแนบชิดใกล้กับความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น พร้อมปลุกพลังให้ลุกขึ้นมายืนหยัดปกป้องสัตว์ป่ากันอย่างเร่งด่วน ในห้วงเวลาที่สัตว์บางชนิดนับเป็นสัตว์ป่ากลุ่มสุดท้าย ก่อนที่จะถูกเรียกขานว่าสัตว์สูญพันธุ์เตรียมปิดผนึกสายพันธุ์ของชีวิต วิ่งเล่นบนท้องทุ่งแห่งความทรงจำของมนุษย์เพียงเท่านั้น 

ครานี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นำเสนอแนวคิดผ่านนิทรรศการ National Geographic Photo Ark ภายใต้หัวข้อภารกิจพิทักษ์สรรพสัตว์ผ่านภาพถ่ายผ่านเลนส์ของ โจเอล ซาร์ทอรี ช่างภาพชื่อดัง และนักสำรวจคนสำคัญของเนชั่นแนล จีโอกราฟิก แบกประสบการณ์กว่า 15 ปีแห่งการบันทึกเรื่องราวและภาพถ่ายสัตว์ป่าทุกมุมโลก มาจัดแสดงผลงานกลางกรุงเทพฯ ณ สยามพารากอน 

นับว่าสร้างประสบการณ์ใหม่แบบแกะกล่อง ผ่านนิทรรศการชื่อดังระดับโลก มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผ่านสายตาอันเฉียบคมผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ทอม โพธิสิทธิ์ ช่างภาพร่วมสมัยชื่อดังของไทย 

สะท้อนมุมมองผ่านผลงานภาพถ่าย ที่จะแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนจุดประกายให้ผู้คนหันมาปกป้องสัตว์เหล่านี้ ให้ยังคงอยู่ต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

Advertisement

สถานทูตสหรัฐ จุดประกาย

หวังสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

หัวเรือหลักผู้ผลักดันการจัดแสดงครั้งนี้ โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและไทยมีความสัมพันธ์อันอบอุ่น และยาวนานมากว่า 190 ปี มีความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานความร่วมมืออันสำคัญของพวกเรา ตั้งแต่ความพยายามลดมลพิษทางอากาศ จากสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

รวมถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เรามีหน่วยงานพันธมิตรที่ทำงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือและอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะการร่วมปราบปรามขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การร่วมมือกันของสหรัฐอเมริกาและไทย ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น การตรวจยึดตัวลิ่นที่ถูกจับมาค้า หรือการช่วยเหลือสัตว์ป่าที่กำลังถูกจับนำไปขายในตลาดมืดอีกมากมาย

โกเดคหันมาชี้ชวนให้เห็นว่า นิทรรศการ ‘National Geographic Photo Ark’ ได้นำเสนอความงดงามของสัตว์ป่าที่หาดูได้ยากบนโลกของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนอันทรงพลัง ให้เราตระหนักร่วมกันถึงการปกป้องชีวิตเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เมื่อโลกของเรากำลังสูญเสียสัตว์ป่าอย่างรวดเร็ว ครั้งใหญ่มากกว่าครั้งไหน นับตั้งแต่ครั้งที่ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปจากโลก

ผมหวังว่าผู้ที่มาเยี่ยมชมนิทรรศการนี้ จะได้มาร่วมกันทบทวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะสามารถมีส่วนร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่า เพียงร่วมกันคนละไม้คนละมือ มันจะก็สามารถจุดประกายความหวัง และสร้างอิมแพคที่ดีต่อโลกได้

เมื่อเราช่วยเหลือสัตว์ป่าให้เจริญเติบโตได้ดีบนความหลากหลายทางชีวภาพ มันก็เหมือนการที่ช่วยตัวพวกเราเอง เพราะหากเราร่วมมือกันช่วยให้สิ่งชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่างหลากหลาย ก็เหมือนกับเราสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน ทูตสหรัฐจุดประกาย 

ตั้งคำถามผ่านเลนส์กล้อง

เมื่อสัตว์ป่าอยู่ไม่ได้ เราจะอยู่กันอย่างไร?

เมื่อเจาะเบื้องหลังความคิดและการทำงานของช่างภาพชื่อดังดีกรีระดับโลก โจเอล ซาร์ทอรี หรือ โจ ผู้ริเริ่มโครงการ Photo Ark ช่างภาพผู้นี้เล่าว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้คนมองข้ามตัวเอง และหันมาให้ความสำคัญกับสัตว์ป่ามากขึ้น ผ่านผลงานในฐานะช่างภาพ

ผมอยากมีส่วนช่วยทำให้ผู้คนตระหนักว่า แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดที่หลายคนคิดว่าอยู่ด้านล่างของห่วงโซ่อาหาร เช่น แมลง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้โลกเกิดความสมดุลได้ เราต้องรักษาที่อยู่อาศัยของสัตว์ในผืนป่า และทรัพยากรธรรมชาติ เพราะถ้าเราไม่สามารถรักษาพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ไว้ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นโลกก็คงล่มสลาย

ผึ้ง ก็จะไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย สัตว์ไม่มีพื้นที่สีเขียวอยู่ มันจะกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราจะไม่สามารถแก้ได้แล้ว ถ้าเราไม่จำกัดการบริโภคให้พอดี ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือสัตว์เหล่านี้ได้โจเริ่มชี้ปัญหาก่อนสายเกินแก้

พร้อมฉายภาพสถานการณ์ให้เห็นว่า ความจริงที่น่าเศร้าตอนนี้ คือ สัตว์เหล่านี้จำเป็นจะต้องมีที่อยู่อาศัย อาหาร หรือเป็นโลกที่ยั่งยืนด้วยสภาพอากาศที่ดี เราจะต้องพยายามดำเนินการ เพื่อที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้โลกนี้ดีขึ้นกว่าเก่า

ผมในฐานะของช่างภาพ การถ่ายทอดผลงาน คือ สิ่งที่ผมสามารถทำได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน โดย Photo Ark เป็นวิธีที่จะแสดงให้โลกรู้ว่า เรามีพันธุ์สัตว์ต่างๆ มากมาย ที่บันทึกผ่านวิธีการถ่ายรูปเป็นระยะเวลา 15-30 ปีที่ผ่านมา

เช่น รูปของแรดขาว อาศัยอยู่ที่ประเทศเคนยา ตอนนี้ตัวท้ายๆ ใกล้สูญพันธุ์แล้ว ผมได้ถ่ายรูปไว้ จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า ถ้าสัตว์เหล่านี้สูญพันธุ์ หรือไม่มีระบบนิเวศแบบนี้แล้ว หมายความว่า ถ้าสัตว์อยู่ไม่ได้แล้ว เราก็จะอยู่กันไม่ได้ เพราะอาหารไม่ได้มาจากร้านค้า แต่มาจากธรรมชาติต่างหากล่ะโจกระตุกความคิดครั้งใหญ่

มุ่งจุดความหวังให้โลกใหม่

มองไปไกลกว่าเรื่องตัวเอง

จากนั้นโจช่างภาพ ผู้หิ้วกระเป๋าออกเดินทางสำรวจโลก เริ่มเผยความรู้สึกอันหนักอึ้งว่า ผมรู้สึกเศร้าที่มีสัตว์หลายสายพันธุ์สูญพันธุ์ไป ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะสามารถลงมือช่วยเหลือโลก และอนุรักษ์พันธุ์สัตว์หล่านี้เอาไว้

ผมอยากจะให้คนมาสนใจในเรื่องธรรมชาติของเรา โลกของเรา โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลกนี้ มีความหลากหลายทางชีวภาพเยอะมากกว่าหลายพื้นที่ในประเทศอื่น

ประเทศไทยมีทั้งสัตว์บก สัตว์เลื้อยคลานมากมาย เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีมาก สัตว์เหล่านี้จะยังคงอยู่ ถ้าเลือกที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ด้วยการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโจเริ่มออกไอเดีย

ก่อนที่จะหันมาอธิบายผลงานในนิทรรศการต่อว่า งานของผมจะออกไปแสดงให้ทั่วโลกได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้ แบ่งปันเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับแต่ละคน จากการทำงานกับสวนสัตว์โคราช สวนสัตว์เขาเขียว สวนนกชัยนาท หรือสวนงู สถานเสาวภาด้วย เราจะได้เห็นพันธุ์สัตว์ที่ยอดเยี่ยม และจะไม่ได้มองแค่เรื่องของตัวเองอีกต่อไป

สัตว์สูญพันธุ์ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่สร้างความยากลำบากให้กับชีวิตสัตว์เป็นอย่างมาก 

ยกตัวอย่างเช่น พยูน ที่เราเห็นกันกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ตายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพราะเขาไม่มีหญ้าทะเลกิน หรือปะการังที่ตายไปแล้วจำนวนมาก ไม่รู้สถานการณ์จะต้องเลวร้ายไปอีกแค่ไหน กว่าคนจะตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

การสูญพันธุ์ยังเกิดขึ้นจากหลายอย่าง เช่น สัตว์บางสายพันธุ์ที่มาจากประเทศอื่น (alien species) การจับปลา หรือการล่าสัตว์ เรื่องถิ่นที่อยู่ของสัตว์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าถ้าสัตว์ไม่มีถิ่นที่อยู่ที่ปลอดภัย มันจะเป็นปัญหาและปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้สัตว์สูญพันธุ์ไป โจตอกย้ำถึงความสำคัญ

เทคนิคผสานธรรมชาติผู้คน

มองดวงตาสัตว์ป่าด้วยหัวใจ

เมื่อพูดถึงภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ถ่ายทอดโมเมนต์สุดอัศจรรย์ผ่านดวงตา อันชวนสะพรึงแล้วนั้น โจเอล ซาร์ทอรี เปิดเผยเทคนิคเบื้องหลังว่า จะใช้พื้นหลังสีขาวแทนสัตว์ตัวเล็ก ซึ่งความยากเวลาที่ถ่ายจะต้องวางเขาเข้าไปในฉาก ไม่ว่าจะเป็นนก หรืออะไรก็ตาม จะไปอยู่ในพื้นที่สีขาว แล้วก็ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ จะถ่ายในห้องที่ใหญ่ขึ้น มีพื้นหลังเป็นสีขาว โดยทำงานกับสวนสัตว์ต่างๆ 

เจ้าหน้าที่เขาก็จะรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เวลาที่พาสัตว์เหล่านั้นเข้ามาถ่าย ก็ทำเป็นมาตรฐานแบบเดียวกัน อย่างเช่น สวนสัตว์เขาเขียว สวนสัตว์โคราช หรือส่วนอื่นที่เราไปทำงานด้วย เขาก็จะมีประสบการณ์และรักในสัตว์ของเขา ซึ่งทำงานกับสัตว์เหล่านี้จะรู้ดี ว่าทำอย่างไรสัตว์ถึงจะโอเค

อาชีพช่างภาพไม่ได้เป็นอาชีพที่ร่ำรวย ต้องอาศัยการร่วมมือกับเครือข่ายของคนที่ทำงานด้านนี้กันอยู่แล้ว มันไม่ได้ทำงานเพื่อการแสวงหาผลกำไร เพียงแต่ว่าถ้าพอมีช่องทางที่จะช่วยสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ก็จะทำ

ถ้ามีคนอยากจะทำหนังสารคดี ก็จะช่วยถ่ายรูปหรือแบ่งปันข้อมูลให้เขา ต่อยอดขยายความเพื่อสื่อสารต่อ ก็เป็นเรื่องที่ดี หวังว่าทุกคนในโลกนี้จะเอาสื่อนี้ไปใช้ เพื่อเอางานของผมเหล่านี้ไปใช้ต่อยอดต่อไป

ผมคิดว่าคนที่มานิทรรศการนี้ เป็นคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว หรือหลายคนที่เริ่มสนใจ เพราะโลกนี้เป็นโลกที่กว้างใหญ่ เขาอาจจะไม่ได้เห็นโลกในอีกหลายแง่มุมที่เราได้เห็น

มันจึงเหมือนเป็นการจับคู่คนกับธรรมชาติเข้ามาด้วยกัน สิ่งนี้คือจุดประสงค์ของนิทรรศการ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้เข้าไปและเป็นส่วนหนึ่งในโลก แล้วเริ่มหันมาใส่ใจมากขึ้น

ธรรมชาติพูดไม่ได้ แต่พวกคุณเปล่งพลังเสียงออกไปได้ว่า จะสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมนี้ได้อย่างไร หวังว่าพวกคุณจะมองเห็นสิ่งนี้ด้วยหัวใจ และร่วมกันผลักดันเรื่องราวเหล่านี้ไปด้วยกันโจกล่าวอย่างเปิดกว้าง

รับชมนิทรรศการสุดทรงพลังนี้ได้ที่ ชั้น 3 โซน Living Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่วันที่ 11-29 กรกฎาคม 2567 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และร่วมสนับสนุนการหยุดยั้งการลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ที่ https://th.usembassy.gov/wildlife

ภูษิต ภูมีคำ