7 สิ่งต้องดู กูรูชี้เป้า โค้งสุดท้าย เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม

27.07.24 | 12:48 น.
7 สิ่งต้องดู กูรูชี้เป้า โค้งสุดท้าย เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง 33 แผ่น 73 หน้า ลงนามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2398

7 สิ่งต้องดู กูรูชี้เป้า โค้งสุดท้าย เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม

นับเป็นนิทรรศการสุดปังแห่งปีของกรมศิลปากรก็ว่าได้ สำหรับ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’ ที่จัดขึ้นเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

เป็นกระแสยิงยาวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมบนโลกออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่แห่เช็กอิน ตีคู่กับการมาถึงของ ‘โกลเด้นบอย’

กระทั่งขยายเวลาจัดแสดงจากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน ขยับเป็น 31 กรกฎาคมนี้

เหลืออีกไม่กี่สิบชั่วโมงสุดท้ายตามเวลาราชการ ก็เป็นอันปิดจบอย่างงดงามตามท้องเรื่อง

Advertisement
รักชนก โคจรานนท์

รักชนก โคจรานนท์ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งในวันนี้นั่งเก้าอี้ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เผยว่า ผลตอบรับตั้งแต่ช่วงต้นของการจัดนิทรรศการ นับเป็นกำลังใจให้คนทำงาน

“ครั้งนี้เราเตรียมงานนาน ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย กรมศิลปากรพยายามดึงความร่วมมือมาจากทุกสำนัก ทั้งภัณฑารักษ์ ทั้งมัณฑนากร นักอักษรศาสตร์ นักภาษาโบราณ นักจดหมายเหตุ แม้แต่สำนักช่างสิบหมู่

เราพยายามคัดเลือกเอกสารเก่าที่คิดว่าน่าสนใจและมีความสำคัญ คงคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ วรรณกรรรม และศาสนา สะท้อนพัฒนาการของบ้านเมืองในแต่ละยุค

เอกสารเหล่านี้ ปกติจัดเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ บางครั้งเราเคยได้ยินชื่อตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง เมื่อนำมาตัดแสดงก็สามารถมาชมในรายละเอียดได้ โดยมีการคัดเลือกชิ้นที่น่าสนใจทั้งในตัวเอกสารเอง และมีความสำคัญของเนื้อเรื่องด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริม อย่างเสวนาทางวิชาการทุกวันเสาร์ รวมถึงเวิร์กช็อป ซึ่งประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงๆ เช่น การดูแลรักษาหนังสือ การซ่อมหนังสือ การอนุรักษ์หรือเก็บรักษาภาพถ่าย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้” รักชนกเล่า

นิทรรศการดังกล่าว ยังมีการจัดทำ ‘ไทม์ไลน์’ โยงสยามประเทศไทย กับเพื่อนบ้านและโลกสากล จึงเป็นอีกหนึ่งจุดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนเดินชมวัตถุจัดแสดงล้ำค่า

อดถามไม่ได้ว่า ระยะหลัง กรมศิลป์เสิร์ฟความปังสู่สังคมไทยต่อเนื่อง คิดว่าเป็นเพราะผู้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์โบราณคดีมากขึ้น หรือกรมศิลป์เริ่มเข้าใจความต้องการของสังคมอันนำไปสู่การปรับทิศทางการนำเสนอ หรือจะเป็นเหตุผลอื่นใด?

“(หัวเราะ) จริงๆ มันต้องทั้ง 2 ทาง ทั้ง 2 ฝ่าย คนก็ให้ความสนใจ เห็นความสำคัญเรื่องวิชาการมากขึ้น ตัวเราเองก็ต้องมองตัวเองด้วยเช่นกัน โดยต้องพัฒนาทุกครั้งที่ทำนิทรรศการ โดยนำประสบการณ์จากครั้งก่อนมาพิจารณาว่า มีอะไรที่น่าจะเติมเต็มลงไปได้มากกว่านี้ไหม ต่อไปจะจัดเรื่องอะไร จะเน้นประเด็นไหน อย่างไร เพราะแต่ละนิทรรศการจะมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน” รักชนกทิ้งท้าย

ยุทธนาวรากร แสงอร่าม

ขณะที่ ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เสริมว่า เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่ง ‘ไกลตัว’ เพราะหลายอย่างยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงวันนี้

“อย่างจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคําแหง แม้ลายสือไทยเลิกใช้ไปนานแล้ว แต่นิทรรศการนี้นำหนังสือเรื่อง ขุนน้อย เจ้าชายน้อย มาจัดแสดง นี่คือการนำเรื่องการสืบทอดมาใช้งานต่อของตัวลายสือไทย ซึ่งช่วงรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านก็โปรดให้นำลายสือไทยมาปรับใช้ด้วย

เพราะฉะนั้น นิทรรศการนี้ เราจะได้ห็นวัตถุที่มีความเชื่อมโยงและสืบเนื่อง สามารถมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ตามประสบการณ์ หรือความสนใจของแต่ละบุคคลได้เลย

เช่น ถ้าคุณสนใจเรื่องกฎหมายก็จะได้ชมพวกสนธิสัญญาต่างๆ หรือแม้แต่กฎหมายตรา 3 ดวง” ยุทธนาวรากรผายมือเชิญชวนด้วยมาดภูมิฐาน

ท่ามกลางเอกสารจัดหนักใน 6 โซนจุกๆ ได้แก่ จารจารึกบันทึกสยาม, แผนภูมิของแผ่นดิน, นิติสารเมื่อเพรงกาล เล่าขานประวัติศาสตร์ไทย, เมื่อแรกมีการพิมพ์, ต้นร่างสร้างเมือง เรืองรองศิลปกรรม และด้วยความทรงจำอันงดงามและความคิดถึง

ตัองพึ่งพากูรูชี้เป้าเข้าให้ถึงไฮไลต์ในโค้งสุดท้ายด้วยเวลากระชั้นชิด

พนมกร นวเสลา

พนมกร นวเสลา ภัณฑารักษ์ไฟแรง แห่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คัดให้แล้ว 7 สิ่งต้องส่อง ต้องจ้อง ต้องชม ได้แก่

1.พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์

คุณค่าคือพงศาวดารฉบับนี้มีความพิเศษกว่าฉบับอื่นที่ใช้ศึกษาอยุธยาตรงที่ว่า ‘ไม่ผ่านการชำระมาเลย’ เป็นเอกสารที่พบในภายหลัง ราวๆ ช่วงราชการที่ 5 ดังนั้นก็มีคุณค่าด้านการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างมาก

“พงศาวดารนี้ เป็นพงศาวดารฉบับย่อ หมายถึงว่า เป็นการย่อความ โดยให้ศักราชก่อน แล้วตามด้วยเหตุการณ์สำคัญอย่างสั้นๆ แต่ความน่าสนใจคือ การกล่าวย้อนไปตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงอย่างน้อย 26 ปี เช่น การกล่าวถึงพระเจ้าพนัญเชิง หรือวัดพนัญเชิงซึ่งในปีนี้ก็ตรงกับ 700 ปี วัดพนัญเชิงพอดี

นอกจากตัวเล่มพงศาวดารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เอามาจัดแสดงควบคู่กันด้วยคือ กระถางลายครามที่เขียนลวดลายจีน จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา

สิ่งที่น่าสนใจ คือ อักษรจีนที่เขียนว่า ซำปอกง ซึ่งเป็นคำคุ้นเคยของคนในพื้นที่อยุธยาอยู่แล้ว โดยเรียกวัดพนัญเชิงว่า วัดซำปอกง” พนมกรชี้ชม

2.แผนที่แสดงที่ตั้งวัดในอยุธยา สมัยรัชกาลที่ 3 และแผนที่คลองเปรมประชากร

แผนที่แสดงที่ตั้งวัดในอยุธยา สมัยรัชกาลที่ 3

เชื่อกันว่า แผนที่เกาะเมืองอยุธยา ที่นำมาจัดแสดงนี้ วาดขึ้นในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเขียนขึ้นโดยไม่ได้อิงตามสเกล แต่วาดตามสัณฐานเดิมที่คนเดินทางคุ้นเคย ความน่าสนใจคือมีการระบุชื่อวัดต่างๆ ที่เป็นชื่อเก่าที่ตกค้างในความทรงจำตั้งแต่ช่วงต้นกรุง ตัวอักษรและอักขรวิธีก็ชวนให้คิดว่าเป็นตัวอักษรช่วงต้นกรุงเช่นกัน เช่น การเขียน พ.พาน และ ร.เรือ ติดกัน

พนมกรยังระบุว่า อีกแผนที่หนึ่งที่อยากแนะนำ เพราะมีความพิเศษมาก คือ แผนที่คลองเปรมประชากร การวาดมีลักษณะแบบจารีต ไม่อิงสเกล แต่เป็นการวาดอย่างง่ายๆ มีลำน้ำ และสัญลักษณ์เก๋มาก เพื่อบอกให้รู้ว่าเส้นทางน้ำไหลไปทางไหน คือมี ‘รูปมือ’ ชี้ทิศทางกระแสน้ำ แล้วก็มีการกำกับด้วยลักษณะของบ้าน มีการลงสีเขียวทึบไปเลยให้รู้ว่านี่เป็นคลอง แล้วแทนบ้านเรือนด้วยสัญลักษณ์ ที่ผ่านมา เก็บรักษาในหอสมุดแห่งชาติ แทบไม่เคยนำออกมาจัดแสดงเลย

“แผนที่ในยุครัฐจารีตก่อนรัชกาลที่ 5 จะวาดในลักษณะไม่ได้มีสัดส่วน หรือสเกล แต่วาดตามความเข้าใจของผู้เดินทาง โดยเขียนเฉพาะจุดสำคัญ เช่น ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น ในขณะที่แผนที่แบบตะวันตกจะประกอบไปด้วย สเกล ทิศทาง องศา รวมไปถึงเส้นเขตแดน เป็นต้น ซึ่งก็เป็นความคิดแบบรัฐสมัยใหม่ที่เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา” คือคำอธิบายเพิ่มเติมให้ยิ่งกระจ่างชัด

3.สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

พนมกรพาไปต่อยังโซนเอกสารด้านกฎหมาย โดยย้ำว่า ชิ้นที่พลาดไม่ได้คือสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่บ่งบอกถึงการติดต่อระหว่างสยามในสมัยราชการที่ 4 กับเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ราชทูตในนามของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียของราชสำนักอังกฤษ

“ปกติเก็บรักษาอยู่ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เคยมีการทำสำเนาเผยแพร่แล้ว แต่ตัวเล่มจริง แทบไม่เคยนำออกมาจัดแสดงเลย ตัวเล่มบุด้วยผ้าสีแดง ปักดิ้นทอง กึ่งกลางมีตราราชสำนักอังกฤษ ด้านล่างเป็นครั่ง รูปสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ใส่ตลับทองเหลืองมา ถือว่าเป็นชิ้นที่พิเศษมากๆ

เนื้อหาของสนธิสัญญา พูดถึงการค้าขายแบบเสรี ที่ตะวันตกต้องการให้สยามยกเลิกภาษีบางประการที่ทำให้ตะวันตกเสียผลประโยชน์

นิทรรศการนี้พิเศษอย่างหนึ่งคือ ในส่วนของสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ผู้ชมสามารถเปิดอ่านหน้าที่สนใจได้จาก Mock-Up โมเดลจำลองที่เราทำขึ้นได้ด้วย”

4.ตัวเรียงพิมพ์ และแผ่นพิมพ์ไม้

ตัวเรียงพิมพ์

เมื่อครั้งสยามรับเทคโนโลยีการพิมพ์จากตะวันตกเข้ามา เกิดการพิมพ์โดยใช้โลหะตะกั่วที่แกะเป็นตัวอักษรต่างๆ

“วิธีการพิมพ์ ช่วงแรกสุดคือการนำตะกั่วแต่ละตัวมาเรียงกันเป็นข้อความที่ต้องการ จากนั้นทาหมึกลงไปแล้วนำกระดาษทาบ ถ้าต้องการทำใบปลิวสัก 100 แผ่น ก็ต้องทำ 100 ครั้ง

ความพิเศษคือ เราจัดแสดง ตัวเรียงพิมพ์ ในกระบะไม้ที่เจาะช่องสี่เหลี่ยม ชิ้นนี้เก็บรักษาอยู่ในคลังของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร แทบไม่เคยนำออกมาจัดแสดงเลย นี่ถือเป็นครั้งแรกๆ

อีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจคือ แผ่นพิมพ์ไม้ เพลตไม้ รูปพระพุทธสิหิงค์ มีข้อความประกอบ

ปกหนังสือหลายๆ เล่มก็ใช้แผ่นพิมพ์ไม้ในงานยุคแรก ก่อนกลายเป็นโลหะในงานยุคหลัง ยกตัวอย่างเช่น ไกลบ้าน และดุสิตสมิต

ส่วนนิราศนครวัด และเที่ยงเมืองพระร่วง เป็นการตีพิมพ์ในช่วงหลัง โดยใช้แผ่นพิมพ์โลหะ” พนมกรกล่าว

5.สมุดภาพเครื่องเรือนในพระราชวังดุสิต

สมุดภาพเครื่องเรือนจากห้าง Maple & Co ลอนดอน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการสร้างพระราชวังดุสิต ภายหลังการก่อสร้างโครงสร้างแล้วเสร็จ มีการสั่งสมุดภาพเครื่องเรือนของห้างเมเปิล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเข้ามาเพื่อใช้เป็นแคตตาล็อกสำหรับเลือกซื้อ

เอกสารที่ชวนตื่นตาตื่นใจนี้ เก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยแทบไม่เคยจัดแสดงเลย
“สมุดภาพเหล่านี้โชว์เครื่องเรือนแบบตะวันตกทั้งหมด แสดงถึงการเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสยามแบบเต็มรูปแบบในช่วงรัชกาลที่ 5”

6.ไปรษณียบัตร

พนมกร พาเดินมาถึงโซนจัดแสดงไปรษนียบัตร โดยเล่าว่า โปสการ์ดเหล่านี้เป็นของเดิมตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏภาพสถานที่ต่างๆ ในยุโรป เช่น หอไอเฟล โดยมีลายพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 5 และเจ้านายในยุคนั้น

ส่วนหนึ่งของไปรษณียบัตรจากพระอนุวงศ์และบุคคลต่างๆ ที่มีมาถวายสมเด็จพระบรมโอสราธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร

“ในโซนนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ มุมโต๊ะนักเรียนรุ่นโบราณ พร้อมแท็บเล็ตที่มีไฟล์ดิจิทัลไฟล์เอกสารล้ำค่าต่างๆ ให้ชม รวมถึงหนังสือสำหรับบริการด้วย ซึ่งผู้เข้าชมสามารถมานั่งอ่านได้ โดยมีหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สาส์นสมเด็จ และสิ่งพิมพ์รุ่นเก่า”

7.ฉลากน้ำหอมและกลักบุหรี่

ปิดท้ายไฮไลต์ด้วย ฉลากที่ระลึก บรรจุภัณฑ์แบบต่างๆ ในยุคราว 70-80 ปีก่อน คือ ฉลากน้ำหอม และกลักบุหรี่ที่มีความพิเศษ

อัลบั้มสะสมปลอกซิการ์และซองบุหรี่

“มุมนี้เชื่อว่านักสะสมหลายๆ คนน่าจะชอบ ตัวอย่างเช่น หน้าซองบุหรี่ และฉลากน้ำหอมบางยี่ห้อ เป็นของสะสมที่มีราคาแพง

ส่วนตัวชอบส่วนของซองบุหรี่รุ่นเก่าซึ่งมีลักษณะเป็นภาพบุคคลสำคัญในไทย อาจจะไมได้เก่ามาก แต่อย่างน้อยจะโชว์เรื่องของความหลากหลายในเนื้อหา เช่น วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ สถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เช่น วัดอรุณราชวราราม พระบรมมหาราชวัง วัดราชาธิวาสฯ เป็นต้น รวมถึงสถานที่สำคัญของโลก อย่างหอนาฬิกาบิ๊กเบน ปราสาทหรือโบสถ์ของฝรั่งเศสนอกจากนี้ ยังมีหมวดอื่นๆ ด้วย เช่น ดาราศาสตร์ การแต่งกาย หมวดกีฬา รวมถึงสัตว์ต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นคอลเล็กชั่นที่ทำขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง คนที่ชอบจริงๆ ต้องพยายามตามหามาสะสมให้ครบทุกแบบให้ได้ คิดว่าเป็นโซนที่น่าสนใจ” พนมกรทิ้งท้าย

นับถอยหลัง นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’ โค้งสุดท้าย ปิดจบในวันพุธที่ 31 กรกฎาคมนี้ ชมด่วน ณ พระที่งนั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ปิดวันจันทร์-อังคาร) 09.00-16.00 น.