อ่าน Text Art ฟัง ‘คำในใจ’ ‘Teayii’ ประภัสสร กาญจนสูตร ‘ทำตามสิ่งที่เชื่อ คือเขียนต่อไป’

28.07.24 | 11:49 น.

อ่าน Text Art ฟัง ‘คำในใจ’
‘Teayii’
ประภัสสร กาญจนสูตร
‘ทำตามสิ่งที่เชื่อ คือเขียนต่อไป’

หลายคนคงเคยเห็นงานอาร์ตที่ประกอบสร้างขึ้นจากอักษรไทยด้วยลายมืออันเป็นเอกลักษณ์

“วันนี้เหงา มนุษย์เหงาได้ วันนี้เศร้า ความเศร้าไม่น่ากลัว

วันนี้ทุกข์ ให้ทำความเข้าใจกับมัน

วันนี้รู้สึกไม่ปลอดภัย ให้กลับมาคุยกับหัวใจตัวเอง”

Advertisement

คือตัวอย่างประโยคคมๆ โดนใจ และ ‘ฮีลใจ’ มอบพลังบวกผ่านโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งออนไซต์ในป้ายร่วมขบวน LOVE PRIDE PARADE 2024 กับข้อความ

“เสียงใครก็ไม่ดังเท่าเสียงของใจเรา”

หากมองดูดีๆ จะเห็นลายเซ็นกำกับด้านล่างว่า ‘Teayii’ อ่านออกเสียงว่า ‘เตยยี่’

เจ้าของลายมือมีชื่อตามบัตรประชาชนว่า ประภัสสร กาญจนสูตร หรือ ‘เตย’ ศิลปินวัย 35 ปี ที่ให้นิยามตัวเองว่า ‘เป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต’

เป็นพี่คนโตของน้องสาว 1 คน

เป็นนักเดินทางของโลกที่ชื่นชอบใช้ชีวิตวันหยุดไปกับการขับรถเที่ยวกับแฟนสาว

เป็นคนที่เชื่อใน ‘ความหวัง ความสุข และความรัก’ ว่านำทางชีวิตได้เสมอ

เป็นคนที่กล้าคัมเอาต์ความเป็น LGBTQ สู่สาธารณะ

สร้างการยอมรับ และ ‘มาแรง’ ขึ้นทุกทีกับ Text Art โดยมีนิทรรศการของตัวเองที่คนต่อคิวรอรับชมจนเป็นปรากฏการณ์

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวระหว่างเส้นทางย่อมมีทั้งความสวยงาม คำถาม และ ‘คอมเมนต์’

วันนี้ ยังคงยืนยันหนักแน่นว่า ‘สุดท้ายเรามีหน้าที่ทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ คือเขียนต่อไป’

มาเปิดตัวตนในหลายมิติของศิลปินผู้นี้ผ่านบทสนทนาที่ทำให้เรารู้จักตัวตน ความฝัน ความเชื่อและความพยายามของเธอได้มากขึ้น

⦁ จุดเริ่มต้นของ ‘Teayii’ มาจากอะไร?

จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากเราต้านความเศร้าไม่ไหว ความเศร้าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเคยเจอ อย่างเช่น อกหัก แต่สำหรับเราซึ่งแทบจะไม่เคยพบความทุกข์ จนวันหนึ่งที่รู้สึกทุกข์มาก เพื่อนๆ ปลอบย่างไรก็ไม่หาย ใครปลอบอะไรก็ไม่หาย เราฉุกคิดขึ้นมาว่า คนที่ทำให้ความทุกข์ของเราให้หายไปได้ดีที่สุดคือ ตัวเอง เลยเริ่มเขียนอะไรก็ตามที่เราอยากได้ยิน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เราหายเศร้าสักที

พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกอยากแชร์ว่าวันนี้เราเขียนอะไรบ้าง จำได้เลย เปิดเพจรอบแรกขึ้นมาว่าเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่เต็มใจให้เป็นส่วนรวม นี่คือจุดเริ่มต้นของลายเซ็น ‘Teayii’ ซึ่งเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วภาษาไทยสวยมาก แต่ไม่เคยมีใครเอาคำภาษาไทยมามองให้กลายเป็นศิลปะ ทุกคนจะบอกว่างานภาษาไทยก็คืองานเขียนตัวหนังสือ แต่จริงๆ แล้วอารมณ์ของเรามันเป็นศิลปะ หากเอามาใช้ในทางที่เป็นพาวเวอร์ฟูล เลยพยายามทำให้คำภาษาไทยเป็นงานศิลปะ

⦁ ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกคือการเป็นศิลปินเลยไหม?

ไม่เลย ความฝันวัยเด็กคืออยากเปิดร้านขายปาท่องโก๋ เพราะมันดูสนุก ตอนเด็กทุกเช้าวันอาทิตย์เคยต่อแถวซื้อปาท่องโก๋กับคุณแม่และน้องสาว และเคยลองทำด้วย เป็นคนฝันและชอบลองทำ แต่ผลสุดท้ายรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเราที่จะเปิดร้านขายอาหาร หรือร้านขนม

จนวันหนึ่ง ฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ ตั้งไว้ว่าอยากเป็นโปรดิวเซอร์รายการทีวี แต่พอเรียนจบคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีโอกาสทำงานในสายงานด้านโปรดิวเซอร์ แต่ตอนนั้นเรากลับหลงทาง

ความฝันต่อมาคืออยากเป็นผู้กำกับละครเวที ก่อนที่จะเป็นผู้กำกับละครเวที ก็พยายามหาสายงานที่ได้กำกับ ได้เห็นภาพรวม คือไปเป็นอาจารย์สอนการแสดงก่อน แล้วเป็นผู้กำกับละครเวที หลังจากนั้นเจอความเศร้า และกลายเป็นศิลปินจนถึงทุกวันนี้

เป็นคนไม่ยึดในอาชีพไหน แต่เชื่อในศิลปะ อย่างเมื่อก่อน เราเอาอาร์ตมาทำเป็นพื้นที่ทางศิลปะ เช่น Rhythm of arts creative space สักพัก เราเริ่มเอาศิลปะมาทำละครเวที เราเอาศิลปะมาจัดนิทรรศการ และสุดท้ายเอาศิลปะมาสื่อสารเป็นคำเขียน

⦁ แล้ว Rhythm of arts creative space คืออะไร?

เป็น Creative space ที่ทำขึ้นมากับน้องสาว ที่เกิดมาจากเพนพอยต์ (Pain point) ในตอนเด็กเราไม่รู้ว่าในแต่ละมหาวิทยาลัยสอนอย่างไร คณะนิเทศศาสตร์ในแต่ละมหาวิทยาลัยต่างกันอย่างไร เราเลยทำห้องเรียนขึ้นมาและบอกว่า นี่คือห้องที่เปิดให้คนเข้ามาค้นหาตัวเอง ทำให้เด็กๆ มัธยมได้มาลองรู้จักแต่ละคณะในมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่ที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้เด็กไทยได้มีโอกาสพูดคำว่า ‘ไม่ชอบ’ ได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก ได้ลองรู้จักศาสตร์แต่ละอาชีพจริงๆ

ที่มา IG : teayiiartworks

⦁ ผลงานไหนคิดว่าโดดเด่นที่สุด เรียกได้ว่าเป็นชิ้น ‘โบแดง’?

เราชอบผลงานชิ้นแรกที่ทำในนาม ‘Teayii’ คือนิทรรศการ ‘AM TILL PM ไม่อยากพิมพ์หาเธอแล้ว’ เป็นความเศร้าแรกที่เอามาตีแผ่เป็นงานศิลปะ แล้วคนมาต่อคิวรองานนิทรรศการ 4-5 ชั่วโมง ไม่รู้คนมาจากไหนมหาศาลมากๆ

จำได้เลยว่าเราเขียนคำเป็นร้อยๆ เขียนไม่หยุด มันเป็นความสัมพันธ์ที่ง่ายมากคือ การพิมพ์หาใครสักคนที่ไม่มีสถานะ แต่เราพิมพ์หาเขาเช้าจรดเย็น จึงมาตั้งชื่อว่า AM TILL PM ไม่อยากพิมพ์หาเธอแล้ว

ส่วนใหญ่ผลงานของเราไม่ได้ทำเพื่อเจาะกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ทุกการทำงานนิทรรศการ ไม่เคยมองเลยว่าใครจะเป็นคนเดินเข้ามา แต่วันนี้เราอยากเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่อยู่เป็นเพื่อนคนไทย อยู่เป็นเพื่อนความรู้สึกของทุกคน จึงบอกเลยว่า Teayii เป็นลายเซ็นที่อยู่เป็นเพื่อนทางความรู้สึก

⦁ คิดว่าอะไรที่ทำให้ผลงานของเตยยี่แตกต่างจากคนอื่น?

เรามีขั้นตอนการเล่าเรื่องเป็นของตัวเอง พอเข้ามาในงานนิทรรศการ เรามีเกริ่นก่อนเข้า มีเรื่องราวจบ เราคิดอย่างนี้ทุกการจัดนิทรรศการ ว่าคนดูจะได้อะไร เรามีวิธีการเล่าที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง

ส่วนการเขียนหนังสือมันเป็นอะไรที่ยากกว่าการจัดนิทรรศการมาก เพราะเป็นอีกหมวดหมู่หนึ่งของศาสตร์ ตอนเรารวมเล่มคือ ยากมากเลย เราไม่ใช่นักเขียน เราเป็นนักรัก เราเกลียดความเศร้ามาก แต่วันหนึ่งความเศร้ามันทำให้เข้าใจได้ว่า เราเติบโตอย่างไร

⦁ เลือกคำอย่างไร ให้โดนใจคนอ่าน?

แต่ละคำที่กลั่นกรองออกมา มันเริ่มจาก ‘ความจริงที่สุด’ ก่อน ว่าวันนั้นรู้สึกอะไร เราคิดให้มันเป็นความจริงที่สุด แต่ด้วยความที่เราเรียนศิลปะการละคอนมา ชั้นของผลงานหรือความรู้สึกจึงมีความลึก เช่น การร้องไห้เฉยๆ เราไม่ได้เห็นว่ามันเป็นน้ำตา แต่เห็นว่าน้ำตามันไหลออกมาจากที่ไหนสักที่ และอาจจะมีคำอะไรบางอย่าง ที่เข้ามาเสริมคำว่า น้ำตา ให้มันมีมิติยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างประโยคที่ว่า ‘ลืมไม่ได้ก็จำแ-งเลย’ มันมาจากความรู้สึกมนุษย์ที่ตื่นขึ้นมาแล้วชอบตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เมื่อไหร่เราจะลืม’ สุดท้ายแล้วเช้าวันนั้น ก็ตัดสินใจตอบคำถามกับตัวเองเลยว่า มนุษย์ไม่มีวันลืม ถ้าลืมไม่ได้ก็จำแ-งเลยดีกว่า แต่จะจำอย่างไรให้ไม่ทุกข์กว่าเดิม

⦁ มุมมองในอาชีพศิลปินท่ามกลางแรงกดดันทางสังคม?

เรามาทำอาชีพศิลปินตรงนี้ได้ แต่แรงกดดันก็มีเยอะ (หัวเราะ) งานศิลปะที่ทำ มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ เป็นเรื่องปกติ

งานศิลปะที่เราเขียน มีคนชอบและไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องปกติ บางคนมองว่า แค่เขียนเฉยๆ ทำไมเป็นงานศิลปะ เราก็เคยคิดเหมือนกัน แต่สุดท้ายได้คำตอบเรื่องรูปแบบตัวอักษรที่เรามองเห็นความสวยงามของมัน

เคยไปเดินชมงานนิทรรศการในต่างประเทศที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษเยอะมาก แล้วไหนคำภาษาไทยล่ะ? ไม่มี ทั้งๆ ที่ตัวอักษรเรามันสวยมาก จึงค่อยๆ ศึกษาว่า Text Art มันมีในโลก

ประเทศเรายังไม่ชินกับงานศิลปะรูปแบบนี้

บางคนอาจมองว่าเราไม่ได้ทำงานศิลปะ ก็แล้วแต่เขา

เราเรียนมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วว่า ‘ศิลปะ ไม่มีผิดไม่มีถูก’ มีทั้งชอบและไม่ชอบ มันขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยม

ทุกวันนี้ทำหน้าที่เดียวคือ เคารพคำวิจารณ์ ตอบดูเหมือนโลกสวย แต่กว่าจะได้คำพูดนี้ขึ้นมา มันผ่านความรู้สึกว่าบางครั้งเราอยากตอบโต้ อยากบอกด้วยซ้ำว่า กว่าจะผ่านการสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง มันยากมาก บางครั้งเราอยากอธิบายตัวตนออกมา แต่สุดท้ายแล้ว ณ วันนี้ เรามา Full Stop แล้วว่า ถ้าจะเป็นนักทำงานศิลปะ ให้ฟูลสต๊อปกับสิ่งที่เราทำ แล้วไม่เบียดเบียนความรู้สึกคนอื่น

⦁ มีวิธีการฮีลใจท่ามกลางแรงกดดันและคำวิจารณ์อย่างไร?

เราต้องรู้ไดนามิกตัวเอง ไม่ใช่วิ่งตามหรือจับแต่งานใหญ่ กลับมาโอบกอดผู้คนที่เราเข้าไม่ถึงบ้าง เช่น เราไม่เคยไปจัดงานนิทรรศการที่ไหน เราก็ไป เราพยายามโอบกอดตัวเองด้วยการศิโรราบ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือจัดงานใหญ่ๆ อย่างเดียว แค่วันนี้ได้ยินเสียงตนเองว่าเราต้องการอะไร และพอใจกับทุกวันที่ได้ทำงาน

⦁ มีช่วงเวลาเบิร์นเอาต์บ้างไหม หลังจากส่งพลังบวกให้ผู้คนเยอะมาก?

ปัจจุบัน เราเชื่อในความหวัง เชื่อในความสุข เชื่อในความรัก ชอบแฮปปี้เนส (Happiness) ไม่ชอบความเศร้าและความเหงา ความเหงาน่ากลัวมากสำหรับเรา ไม่ค่อยเบิร์นเอาต์เวลาเจอคน แต่จะเบิร์นเอาต์เวลาอยู่นิ่งๆ เป็นคนพบปะผู้คนแล้วไม่ได้เอาเรื่องของคนอื่นกลับบ้าน นอกเสียจากว่า แฟนคลับบางคนเจอเรื่องความรักหนักหนาหรือร้ายแรงมากๆ เราก็จะรู้สึก (ซี้ดปาก) ก็มีบ้าง เลยต้องทำ Sound healing เพื่อเอาเอ็นเนอร์ยี่คนอื่นออกจากร่างกาย เราจะเบิร์นเอาต์ต่อเมื่อรู้สึกว่าในวันข้างหน้าไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร

⦁ แล้วความสุขสำหรับ ‘เตยยี่’ คืออะไร?

ความสุขคือ อยากมีเงินที่ทำให้ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ บวกกับการที่ได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก เคยวิ่งทำงานจนเหมือนข้างในมันแหลก วิ่งตามหาอะไรก็ไม่รู้ แต่สุดท้ายกลับบ้านก็ว่างเปล่า เลยรู้สึกว่าชีวิตคือความรัก อยู่ที่ว่าวันนี้เราให้คุณค่าอะไร เรารู้สึกว่าอยากกลับบ้านแล้วได้กอดแฟน ได้คุยโทรศัพท์กับพ่อแม่ ชีวิตคือระหว่างทางที่เราโอบกอดคนที่รักเราและเรารักเขา

ตอนเด็กมักจะได้ยินคนนั้นคนนี้มีเพื่อนเยอะ แต่สุดท้ายมันว่างเปล่ามาก ไม่วิ่งตามหาอะไรแล้ว รู้แค่ว่าวันนี้อยากทำอะไร ทำ และถ้าไม่อยากทำอะไร ก็จะบอกเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไร จนมีประโยคฮิตติดใจไว้ใช้กอดตัวเองว่า ‘ความเปลี่ยนแปลงเป็นมิตรแท้เสมอ’ ความเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัว ความคิดต่างหากน่ากลัวที่สุด

⦁ ในพาร์ตความรัก ยากไหม กว่าที่จะคัมเอาต์ตัวเองว่าเป็น LGBTQ?

ยากนะ เราอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้บอกใครมาก บอกเฉพาะคนใกล้ตัว คนที่รู้ก็จะรู้ คนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเราด้านความรักเลย ก็รู้แค่ว่าเตยยี่อกหัก

ณ ปัจจุบัน กว่าที่จะเจอความรักในแบบที่เคยเขียนคำหนึ่งให้กันคือ ‘เป็นความรักที่เรารักกัน’ มันไม่ใช่ความรักที่เรารักเขาฝ่ายเดียว หรือเขารักเราฝ่ายเดียว วันนี้ได้เจอสักที รักที่เป็นทั้งสองคนรักกัน พร้อมที่จะให้เกียรติกัน และพร้อมที่จะคัมเอาต์ออกมาว่าเราเป็นแฟนกันนะ ต่อให้เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ตอนนี้คบกันมาได้ครึ่งปีแล้ว

⦁ ความรู้สึกแรกในวินาทีที่กฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ ผ่าน?

แฮปปี้มาก คุณแม่เป็นสายแรกที่โทรศัพท์มาหาว่า ผ่านแล้วนะ ตอนนั้นรู้สึกว่ามันจริงแล้วเหรอที่ประเทศเรามีแบบนี้ ที่ความรักของเรามีสิทธิเท่าหญิง-ชาย

เมื่อก่อนคุณแม่ยังไม่รู้หรอกว่าเราคบผู้หญิง คนที่พามาเจอคุณแม่ก็จะไม่รู้ว่าเป็นแฟน แต่คนนี้เป็นแฟนคนแรกที่เราบอกแม่ว่าเป็นแฟน และบอกแม่ด้วยว่าเราอยากแต่งงาน

⦁ สำหรับเตยยี่ การเป็น LGBTQ ส่งผลต่ออาชีพไหม?

ด้วยความที่เราทำธุรกิจเองตั้งแต่ตอนเด็ก เลยไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่สำหรับ LGBTQ ท่านอื่น ที่เคยได้ฟังเรื่องราวมา เขาต้องฝ่าฟัน บางคนมีอาชีพที่ต้องหลบซ่อน เช่น คุณหมอ ต้องปกปิดความรู้สึกตัวเองเพื่อสร้างความเชื่อใจ ซึ่งเรามองว่าทุกอาชีพมีจุดที่เขาต้องเลือก แต่ ณ วันนี้ โลกนี้มันสวยงามขึ้นมาก ที่ทำให้ทุกคนเป็นในแบบที่อยากเป็นและไม่เบียดเบียนคนอื่น

⦁ วันแรกที่เริ่มเป็น ‘Teayii’ กับวันนี้ เติบโตและแตกต่างจากเดิมอย่างไร?

แตกต่างกันเยอะมาก บางทีก็หลงทาง ระหว่างทางที่เราเดิน มันจะมีคนที่ไม่เข้าใจเราเลย มันจะมีคนที่หมั่นไส้เรามากๆ ว่า เตยยี่คือใคร ทำไมมีชื่อเสียงขึ้นมา แต่ความจริงแล้วทุกอย่างเกิดจากความเชื่อและความพยายาม แต่ละงานที่ทำออกมาคิดหัวแตก แทบไม่ได้นอน ทีมที่ทำงานด้วยกันต้องฝ่าฟันเยอะมาก

มันจะมีงานที่ดีจังเลย และมีงานที่แบบ เฮ้ย! นี่เราทำอะไรกัน แต่สิ่งสุดท้ายในแต่ละวันคือจะอนุโมทนาบุญเสมอ ว่าถ้าวันนี้คำเขียนหรืองานศิลปะของเราได้ช่วยเหลือจิตใจใคร ก็ขออนุโมทนาบุญ สุดท้ายเรามีหน้าที่ทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ คือเขียนต่อไป และทำให้งานศิลปะเราไม่หายไป

นี่คือสิ่งที่เราท่องมาตั้งแต่ทำงานวันแรกเราทำเพราะสนุก แต่ ณ วันนี้เราโตขึ้นมาก เรากลัวทุกงานที่เราจัดแสดง ด้วยความที่ทุกคนมีมือถือ มันง่ายมากเลยที่คำด่าทอจะออกมาทางอินเตอร์เน็ต มันโหดกว่าที่ทุกคนเห็นมาก ทุกอย่างแลกมาเลือดตาแทบกระเด็น

ระหว่างเส้นทางการเติบโต รู้สึกว่าทำผู้คนหล่นหายไปจากชีวิตมากมาย แต่ไม่เสียใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ เมื่อเติบโตขึ้น ความคิดเราเปลี่ยน ความคิดเขาเปลี่ยน เคยเขียนคำหนึ่งว่า ‘นักเดินทางทำของหายระหว่างทางเป็นเรื่องปกติ’ เราเป็นแค่นักเดินทางของโลกใบนี้ เราจะได้เจอคนที่รักและไม่รัก บางวันสนุก บางวันเหงา จนมาเป็นเตยยี่ในวันนี้ ตอนแรกตกใจเหมือนกันเวลาแฟนคลับเข้ามาหา เขารู้จักเราได้อย่างไร เขาจะจำเราได้เหรอ รู้สึกอึ้งว่าภูมิใจที่วันนี้มีคนอยากอ่าน อยากได้ลายมือเรา กลับบ้าน และมันมีความหมายกับเขา

⦁ ถ้าไม่ได้เป็นศิลปิน จะทำอาชีพอะไร?

เป็นดีเจ (หัวเราะ) มีอาชีพต่อไปรอแล้ว เพราะเป็นคนไม่เชื่อในฝันเดียว เป็นคนที่ทำมาเยอะมากและสนุกกับการมีอาชีพอื่นๆรองรับ เราเป็นคนมองภาพตัวเองเป็นเดือนๆ ไป เดือนนี้จะทำอะไรและเดือนหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองถึงอนาคต คงอยากเอางานศิลปะไปแสดงต่างประเทศ อยากเห็นคำภาษาไทยไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์เมืองนอก

⦁ ฝากถึงศิลปินรุ่นใหม่ ที่กำลังต่อสู้กับความกดดันในสังคม?

อยากบอกว่า ทำเถอะ ทำเขาก็ด่า ไม่ทำเขาก็ด่าอยู่ดี ทำดีกว่า ทำอย่างไรก็ได้ตามความเชื่อตัวเองโดยไม่เบียดเบียนความรู้สึกคนอื่น อาจจะขวางหูขวางตาคนอื่นบ้าง สุดท้ายแล้วไม่มีใครชอบเรา 100% เราต้องรับความเกลียดชังให้ได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ และเราก็ต้องเรียนรู้ความรักให้เป็น มองให้เห็นว่าใครคือคนที่รักเราจริง และใครคือคนที่ใช่มิตรเรา หรือใครที่ไม่ใช่

มันจะเห็นได้ในวันที่เราต้องการความช่วยเหลือ มันจะไม่ได้เห็นในวันที่เราประสบความสำเร็จ มันจะเห็นชัดที่สุดคือ วันที่เราไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้น ศิลปินรุ่นใหม่มีหน้าที่เดียว คือทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แต่ต้องไม่ไปเบียดเบียนหัวใจคนอื่น

⦁ กระซิบผลงานหรือความตั้งใจที่จะทำในโปรเจ็กต์ต่อไป?

อยากทำเกี่ยวกับความเหงา เพราะรู้สึกว่าเป็นพาร์ตที่ใหม่มากสำหรับเรา คนอาจจะบอกว่าเจอคนเยอะ ทำไมเหงา มนุษย์มีความเหงา เอามาขยี้ทำนิทรรศการ อยากให้คนได้เข้าใจว่า ความเหงาที่มันอบอุ่นเป็นอย่างไร และอาจจะได้เห็นผลงานใหม่เร็วๆ นี้แน่นอน