ณัฐวุฒิ กีรติชัยพันธ์ หรือน้องวุฒิ เด็กพิเศษดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ผมติดตามพัฒนาการของน้องวุฒิเรื่อยมา เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องและสนใจศึกษาว่าดนตรีช่วยเด็กพิเศษได้อย่างไร น้องวุฒิเป็นเด็กพิเศษ (มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา) เรียนชั้นมัธยมดนตรี (ม.4-6) ที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยแพทย์ (พ.ศ.2559-2561) การเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้เรียนดนตรีเพราะต้องการจะศึกษาว่าดนตรีใช้เป็นเครื่องมือช่วยเด็กพิเศษพัฒนาความบกพร่องทางร่างกาย สมอง จิตใจ อารมณ์ และสังคมได้หรือไม่ โดยลงมือทดลองกับเด็กพิเศษจริง

เด็กพิเศษในสังคมไทยมีอยู่จำนวนมาก ตัวอย่าง เด็กตาบอด ร่างกายพิการ หูหนวก พูดไม่ชัด ติดอ่าง ปากแหว่ง เพดานโหว่ ปัญญาอ่อน ออทิสติก (Autistic) เป็นต้น มีข้อมูลบอกว่า มีเด็กพิเศษกว่า 140,000 คน โดยสำรวจเมื่อ พ.ศ.2560 อายุระหว่าง 2-17 ปี เด็กพิเศษถูกปล่อยให้เผชิญกับชีวิตอย่างยถากรรม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจครอบครัวอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีโรงเรียนเด็กตาบอด โรงเรียนเด็กหูหนวก โรงเรียนเด็กพิการอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของเด็กพิเศษได้ทั้งหมด หากดนตรีช่วยพัฒนาเด็กพิเศษให้สมบูรณ์ขึ้น ก็น่าจะเป็นเรื่องใหม่ที่จะสร้างความหวัง สร้างความอบอุ่นให้พ่อแม่ ซึ่งต้องอาศัยสถาบันที่สอนดนตรีสนับสนุนเอื้ออาทรให้แก่เด็กพิเศษ โดยอาศัยบริบทเพื่อนที่เป็นคนปกติเรียนดนตรี ถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่รอบๆ ตัวเด็ก ช่วยให้เด็กพิเศษได้พัฒนาจิตใจ สมอง อารมณ์ ร่างกาย และสังคมไปพร้อมกัน เสียงดนตรีเป็นพลังวิเศษ พลังดนตรีเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยกระตุ้นความเคลื่อนไหวของไฟธาตุ (ดินน้ำลมไฟ) ทุกอณูในร่างกายและทุกอวัยวะ รวมความรู้สึกนึกคิดให้ทำงานได้เต็มที่
เมื่อเด็กพิเศษได้เรียนร่วมและทำกิจกรรมกับเด็กปกติ ซึ่งเด็กที่ปกติจะมีส่วนช่วยเหลือเด็กพิเศษให้เรียนรู้และได้ปรับทัศนคติ ปรับความรู้สึกนึกคิด รับรู้สร้างสำนึกที่เป็นมิตรกับเด็กพิเศษ เมตตาและให้ความรักช่วยเหลือ โดยไม่ตั้งข้อรังเกียจเหมือนในอดีต เด็กพิเศษได้อาศัยเพื่อนๆ ที่ปกติช่วยชุบชีวิตของแต่ละวันให้ดีขึ้น
พ่อแม่น้องวุฒิต้องต่อสู้ชีวิตมากเป็นพิเศษ มีความลำบากเรื่องการหาโรงเรียน เพราะน้องวุฒิถูกตั้งข้อรังเกียจจากผู้บริหารสถาบันการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น พ่อแม่มีความลำบากที่มีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อถูกรังเกียจจากสังคมอีกก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้น แม่น้องวุฒิเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ดังนี้
“ไม่มีใครอยากจะรับน้องวุฒิเข้าเรียน ที่หนักๆ ไม่ได้สู้กับลูก แต่ต้องสู้กับสังคม เพราะเขาไม่ให้ที่เรียน ต้องไปขอเขาเรียนทุกช่วงวัย มีปัญหาเรื่องโรงเรียนมาก เพราะโรงเรียนคิดว่าน่าจะเป็นภาระ แม่ก็พยายามบอกทางโรงเรียนว่า แม่ได้ฝึกเขามาอย่างดีแล้ว ถ้ามองเขาว่าเป็นภาระ ความจริงถ้ามองว่าเขาทำได้ เขาทำได้ตั้งแต่เล็กแล้ว ตรงนี้ก็เป็นกำลังใจให้เราได้สนับสนุนเขา เขาไม่ได้ช้ามาก เขาใกล้เคียงกับคนปกติ พอพาน้องวุฒิไปสมัครเรียน ทางโรงเรียนเขามองไปอีกแบบหนึ่ง เพราะคิดว่าเขาคงทำอะไรไม่ได้เลย มาเอาจริงจังตอนเตรียมตัวสอบเข้าชั้น ม.4 ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล”

เมื่อน้องวุฒิเรียนจบชั้นมัธยมดนตรีแล้ว น้องวุฒิก็ไม่ได้เรียนต่อที่สถาบันเดิม ต้องไปสอบเรียนดนตรีที่อื่น ต่อมาได้เข้าเรียนที่บ้านสมเด็จฯ (พ.ศ.2562-2566) เมื่อผู้บริหารสถาบันเดิมปฏิเสธ ซึ่งได้คัดข้อความและเหตุผลจากสำนวนของผู้บริหารสถาบันที่บันทึกอยู่ในคำให้การต่อศาลปกครองเอาไว้ว่า
“ปริญญาบัณฑิตในประเทศไทยไม่มีการออกใบปริญญาบัตรที่ระบุว่า เป็นปริญญาบัตรเฉพาะสำหรับนักศึกษาที่มีความต้องการพิเศษ มีเพียงปริญญาบัตรรูปแบบเดียว ซึ่งเป็นปริญญาบัตรที่มีศักดิ์และสิทธิ เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่มีมาตรฐานการวัดและประเมินผลการศึกษาในระดับความเข้มข้นทางวิชาการเดียวกัน”
พ่อแม่น้องวุฒิรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีทางเลือก ได้นำเรื่องไปฟ้องศาลปกครอง (27 พฤศจิกายน 2562) เพื่อเรียกร้องสิทธิฐานะเด็กพิเศษ ศาลตัดสิน (23 พฤศจิกายน 2566) ให้น้องวุฒิแพ้คดี โดยการยกฟ้อง
น้องวุฒิเข้าเรียนที่บ้านสมเด็จฯ ระหว่างต่อสู้คดีและรอคำตัดสิน 4 ปี จึงได้คำตอบมีข้อความ 19 หน้า วันนี้น้องวุฒิเรียนจบปริญญาตรีดนตรีจากบ้านสมเด็จฯ เรียบร้อยแล้ว
ที่บ้านสมเด็จฯ น้องวุฒิได้รับความเมตตาจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดารัตน์ ชาญเลขา ผู้ให้ความรักความเมตตาและเอื้ออาทรต่อน้องวุฒิอย่างดี ทำให้น้องวุฒิได้พัฒนาทักษะดนตรี พัฒนาสมอง การอยู่ร่วมในสังคม น้องวุฒิมีเพื่อนร้องเพลงเล่นดนตรี 2-4 คน ตระเวนแสดงดนตรีในศูนย์การค้า เปิดหมวกตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งน้องวุฒิมีงานแสดงดนตรีในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ให้แสดง เปิดหมวกรับเงินบริจาคเป็นทุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงชีพ คนดูชื่นชมในความสามารถ การเปิดหมวกกลายเป็นอาชีพเล่นดนตรีอีกวิธีหนึ่ง

เมื่อชีวิตถูกกดดัน การปฏิเสธจากผู้บริหารการศึกษาต้องนำเรื่องไปต่อสู้คดีในศาล ต้องหาที่เรียนใหม่ ต้องหาเงินเลี้ยงชีวิต สู้ชีวิตเพื่อความอยู่รอด สู้เพื่อความเป็นธรรม ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและสู้เพื่อศักดิ์ศรีของความเป็นคน การต่อสู้จึงเป็นตัวอย่างให้สังคมได้เรียนรู้
เด็กพิเศษต้องการเวลาเพื่อพัฒนา กว่าเด็กพิเศษจะช่วยตัวเองได้ก็ลำบาก การต่อสู้กับสังคมที่ตั้งข้อรังเกียจ ซึ่งพ่อแม่ก็ยังมีกำลังใจเมื่อได้เห็นพัฒนาการของลูก ทำให้พ่อแม่เชื่อและมีความหวัง หวังว่าลูกจะช่วยตัวเองได้ ความมุ่งมั่นเพื่อจะหาทางออก หาทางรอด ต่อสู้ทุกอย่างเพื่อลูก “ด้วยความรักและความผูกพัน” ยังมีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าลูกมีโอกาสรอด และหวังว่าคนในสังคมจะเห็นมิติของชีวิตท่ามกลางความพยายาม ซึ่งเป็นการขยายเวลาให้พ่อแม่ได้หาโอกาสและหาทางออก
คืนวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2567 น้องวุฒิออกรายการโทรทัศน์ (ช่อง 8) ทางรายการได้ติดตามไปทำข่าวที่บ้าน ได้เห็นชีวิตของน้องวุฒิ การเล่นดนตรีตีกลองเปิดหมวก เล่นตามศูนย์การค้าต่างๆ อาทิ พาซิโอ กาญจนาภิเษก เซ็นทรัลพระราม 3 เซ็นทรัลเวิลด์เป็นต้น มีผู้ติดตามชมผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ น้องวุฒิตีกลองได้อย่างอัศจรรย์ สร้างความประหลาดใจ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ติดตาม สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว สร้างอาชีพเล่นดนตรีด้วยวิธีเปิดหมวก เล่นดนตรีถ่ายทอดผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้มีรายได้เลี้ยงพ่อแม่ น้องวุฒิตีกลองเพื่อชีวิต มีชีวิตเป็นตำรา และเป็นชีวิตที่ต้องสู้
ครอบครัวน้องวุฒิมี 3 ชีวิต รวมกันเป็นหนึ่ง พ่อต้องเลิกอาชีพธุรกิจมาขับรถแบกกลอง แม่เลิกทำงาน มีหน้าที่ดูแลอาหาร ทำตารางแสดง ติดต่อประสานงาน ทำบัญชีเก็บเงิน น้องวุฒิมีหน้าที่ตีกลอง มีความสุขกับการได้ตีกลอง เมื่อเป็นเด็กพิเศษจึงไม่รับรู้การถูกย่ำยีหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นคน ได้แต่ยิ้มและหัวเราะให้กับอุปสรรค
ดนตรีช่วยเด็กดาวน์ซินโดรมได้อย่างไร ชีวิตน้องวุฒิคือคำตอบ น้องวุฒิใช้ดนตรีพัฒนาทักษะปรับชีวิต ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมที่เหลื่อมล้ำ การรังเกียจเด็กพิเศษเป็นปัญหาของแผ่นดิน แต่น้องวุฒิได้ก้าวข้ามไปแล้ว ดนตรีช่วยพัฒนาน้องวุฒิได้อย่างอัศจรรย์ เด็กพิเศษได้รับความเมตตาจากสังคม การตีกลองของน้องวุฒิเป็นดนตรีบำบัดที่เปี่ยมด้วยความสุข ตีกลองเก่งเป็นกำลังใจในการดำรงชีวิต การบำบัดเด็กพิเศษทำด้วยความเมตตา การเลี้ยงดูด้วยความรักจากคนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเป็นหัวใจของการใช้ดนตรีบำบัดเด็กพิเศษ
วันนี้น้องวุฒิเป็นดาราผ่านสื่อออนไลน์ เมื่อพ่อแม่ต้องสู้และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หรือความลำบาก ทำให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ การดิ้นรนต่อสู้ทำให้น้องวุฒิได้พบกับผู้มีเมตตา ได้เรียนดนตรีสำเร็จ ดนตรีช่วยพัฒนาน้องวุฒิให้เต็มศักยภาพ น้องวุฒิจึงสร้างงานได้อย่างอัศจรรย์
น้องวุฒิมีความรู้เทคโนโลยี แกะเพลงเล่นได้ละเอียด ตีกลองถ่ายทำลงยูทูบ (YouTube) ลงในติ๊กต็อก (TikTok) ตีกลองวันละ 3-4 ชั่วโมง ทั่วโลกดูน้องวุฒิผ่านสื่อออนไลน์หลายล้านคน มีรายได้จากสื่อออนไลน์ทุกวัน เป็นความสำเร็จที่เหลือเชื่อสำหรับผู้ด้อยโอกาส
โลกสลับขั้ว เมื่อเด็กพิเศษดาวน์ซินโดรมหารายได้เลี้ยงพ่อแม่ เป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อต้องสู้เพราะชีวิตถูกบีบคั้น เป็นพลังผลักดันครอบครัวน้องวุฒิให้ต้องทำงาน ตีกลองให้โลกกว้างได้รับรู้ ชีวิตยังมีโอกาส ซึ่งชาติไม่ได้ช่วยก็ทำได้ ที่สำคัญคือ น้องวุฒิกลายเป็นแรงบันดาลใจให้พลังแก่ครอบครัวผู้บกพร่องและพิการได้อีกมาก
ศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นพลังที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน หากได้พัฒนาพลังที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ นำพลังและศักยภาพที่ถูกพัฒนามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิต ชีวิตก็จะช่วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร ศักยภาพความเป็นเลิศจึงเป็นทรัพย์สมบัติที่มีพลังมหาศาลของทุกคน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า เด็กพิเศษดาวน์ซินโดรมก็ยังสามารถทำได้ถึงเพียงนี้
สุกรี เจริญสุข

