นวัตกรรมไทยสร้างชื่อ ‘DeepGI’ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อหมอยุคใหม่ เมื่อ AI จับผิดลำไส้ใหญ่ เบรกมะเร็งร้าย

30.07.24 | 12:00 น.

นวัตกรรมไทยสร้างชื่อ ‘DeepGI’ ปัญญาประดิษฐ์เพื่อหมอยุคใหม่ เมื่อ AI จับผิดลำไส้ใหญ่ เบรกมะเร็งร้าย

น่ากลัวไม่ต่างจากมัจจุราช เป็นภัยเงียบที่ไม่มีคำใบ้

‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ ครองแชมป์อันดับ 3 สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย

ในปีที่ผ่านมาพบเคสใหม่ทะลุ 16,000 คร่าชีวิตถึง 1 ใน 3 ทว่า ตัวเลขนี้เบรกให้ลดลงได้ ถ้าตรวจเจอในระยะเริ่มต้น

นับเป็นก้าวสำคัญ ไม่เพียงฝั่งวิศวกรรมหรือแวดวงการแพทย์ แต่หมายรวมถึงชีวิตประชาชน

Advertisement

หลังเคี่ยวกรำตั้งแต่ก่อนยุคโควิด ผ่านไป 7 ปี คนไทยมีสิ่งที่เรียกว่า Deep GI สมองกลพร้อมใช้ ที่ค้นคิดจากรั้วจุฬาฯ

เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาช่วยเซฟชีวิตคนไข้ เป็นตาที่ 3 ให้แพทย์วินิจฉัยได้ไม่พลาด เพราะเชื่อมกับกล้องส่องทางเดินอาหาร พร้อมทะลวงลึกเข้าไปจับผิด ‘ติ่งเนื้อร้าย’ ถึงลำไส้ใหญ่และเยื่อบุกระเพาะอาหาร ตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนลุกลามกลายเป็น ‘มะเร็ง’

“บางทีเราส่องกล้องทั้งวันมันก็ล้า Deep GI เป็นเหมือนเพื่อน ที่คอยเตือนเวลาขับรถแล้วจะหลับ”

อาจารย์หมอ ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รักษาการผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ มั่นใจว่าสิ่งนี้จะช่วยลด Human Error เซฟงบประมาณและแบ่งเบาภาระหน้าตักของบุคลากรด่านหน้า

เปิดประตูต้อนรับ โชว์นวัตกรรมชิ้นล่าสุด ที่ซุกซ่อนอยู่ใน ศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาการ ของ รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งเคยไปอวดโฉมถึงเกาหลีใต้ กลางเวทีการประชุม ‘แพทย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารนานาชาติ ENDO 2024’ เมื่อไม่นานมานี้ ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 3 ของศูนย์ส่องกล้องฯจากทั่วโลก ให้โชว์ส่องกล้อง ถ่ายทอดสดไปโรงพยาบาลต่างๆ ปรากฏสู่สายตาแพทย์ กว่า 3,200 ชีวิต

ผลตอบรับปังเกินคาด อินเดียและอิตาลีสนใจในเทคโนโลยีนี้ ไต้หวันอยากอิมพอร์ต ยังไม่นับอีกหลายชาติที่สนใจร่วมทำงานวิจัยกับจุฬาฯ เพื่อต่อยอดในประเทศของตัวเอง

DeepGI (Deep Technology for Gastrointestinal Tracts) จึงเป็นดั่งความภาคภูมิใจ ที่ตอกย้ำจุดยืน “Innovations for Society” ของสถาบันที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

Deep GI นวัตกรรม เอไอทางการแพทย์ ชิ้นแรกๆ ของไทย

AI ไม่โกหก

อนาคต ‘โค้ชของหมอ’

เอไอทางการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ใช้มานานแล้ว อย่างการอ่านผล ‘เอกซเรย์ปอด’ ซึ่งเป็นภาพนิ่ง ถ่ายแล้วมานั่งจ้องนานเท่าไหร่ก็ได้

“เครื่องนี้ไม่ใช่การถ่ายวิดีโอแล้วหมอมานั่งย้อนดู แต่มันเตือนเรียลไทม์”

รวดเร็ว แม่นยำ คือผลลัพธ์ ศ.นพ.รังสรรค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหารเปิดห้องตรวจพิสูจน์ให้เห็นจะจะ ทดลองส่องคนไข้ ชายไทยสูงวัย เจอติ่งเนื้อพิรุธ 2 จุด แอบอยู่ตรงรอยพับของลำไส้ใหญ่ ไม่เพียงแจ้งเตือนเดี๋ยวนั้น แต่ยังตีกรอบให้เห็นชัด เมื่อตัดออกมาแล้วพบว่าเล็กจิ๋วกว่าเม็ดกรวด

แม้เชื่อมั่นใจฝีมือหมอไทย แต่ด้วยสัดส่วนต่อคนไข้ที่ล้นมือ หากรีบตรวจก็อาจพลาดเห็นก้อนเนื้อร้าย ปัจจุบันทั้งประเทศเรามีแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะ เพียง 500 ชีวิต เฉพาะในจุฬาฯ ราว 20 คน

ศ.นพ.รังสรรค์จินตนาการว่า คงดี ถ้าได้ใช้จริงในสถาบันการศึกษา

“อย่างน้อยเอไอ มันเหนื่อยไม่เป็น ปกติแพทย์ต้องดูเอง วันไหนล้า ก็อาจจะหลุดไป ซึ่งการที่แพทย์ฝึกหัดจะดูเป็น ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ไม่อย่างนั้นหมอที่ชำนาญต้องคอยไปยืนดูข้างหลัง ยากเหมือนกันในทางปฏิบัติ”

“เหมือนมีคนมาติวให้เรา มีฟีดแบ๊กจากโค้ชคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา มองอีกแง่นอกจากเทรนนิ่ง ยังกำกับมาตรฐานได้ด้วย เรากำลังคุยกับ สปสช. ว่าความจริงตอนนี้การส่องกล้องแพร่หลาย เพราะมะเร็งเป็นเรื่องใหญ่ ที่สำคัญคือแต่ละโรงพยาบาล จะต้องจ่ายเงินค่าส่องกล้องให้แก่แพทย์”

ยกตัวเลขยืนพื้น คนไข้ 100 คน จะส่องเจอติ่งเนื้ออย่างน้อยร้อยละ 30 ปัญหาคือ เราไม่รู้เพอร์ฟอร์มานซ์ของหมอ

“AI ไม่โกหกคน ถ้า สปสช.เอาเครื่องนี้ไปตั้ง แล้ว รพ.ไหนส่องกล้องพบติ่งเนื้อน้อยกว่าร้อยละ 30 ก็อาจจะ เอ๊ะ! ต้องควบคุมมาตรฐานหน่อยไหม เหมือนขับรถต้องตรวจสายตา ว่ายังดีหรือเปล่า” ศ.นพ.รังสรรค์เทียบให้เก็ทภาพ

แม่นยำ-เรียลไทม์

ตรวจจับผู้ร้าย ก่อนกลายเป็นมะเร็ง

ออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่เครื่องแรกในโลก บริษัทต่างชาติกำลังแข่งกันพัฒนา แต่ถ้าเราผลิตเองได้ จะเป็นนวัตกรรมที่ไทยทำไทยใช้ และถูกกว่าเป็นเท่าตัว จากที่ขายในตลาดเครื่องละไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน

ความยูนีคของเราคือ ‘อ่านชนิดของเนื้อได้’

มี 2 ฟังก์ชั่นทั้ง ‘ตรวจจับ’ (detection) และ ‘บ่งชี้’ (characterization) ว่าเป็นผู้ดี หรือผู้ร้าย

คุณหมอบอกว่า ส่วนใหญ่ในตลาดอย่างญี่ปุ่น จะตรวจจับ ‘มะเร็ง’ ไปเลย แต่ของเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สามารถจับความผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็งได้ มีโหมดแสงพิเศษ ‘Narrow Band Imaging’ เหมือนใส่ฟิลเตอร์แสงสีฟ้า ที่ทำให้เห็นเยื่อบุผิดปกติได้ง่ายกว่าแสงปกติ ทั้งยังสามารถตัดติ่งเนื้อออกด้วยลวดไฟฟ้าได้ทันที

“ถ้าไปตัดที่ไม่ใช่ก็เสียเงินเยอะ เพราะลวดไฟฟ้าอันนึงราว 10,000 บาท คนไข้ 1 คนต้องใช้ 1 อัน เพราะปนเปื้อน เสียทั้งเงิน เวลา และนำมาซึ่งความเสี่ยง ถ้าตัดไม่ดีอาจเลือดออก ติดเชื้อได้”

“เหมือนเราจับคนที่กำลังวิ่งหนี จับได้แล้ว แต่ตกลงคนนี้เป็นโจรไหม เครื่องมันบอกได้ กระทั่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่แม่นเท่าไหร่ สุดท้ายคนที่ชี้วัดคือ พยาธิแพทย์ เอาชิ้นเนื้อไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยัน ในอนาคตถ้าอ่านได้เรียลไทม์ว่าเป็นเนื้อร้ายไหม ก็อาจจะไม่ต้องส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ ต้องบอกว่าในท้องตลาดตอนนี้ ยังไม่มีระบบไหนที่เข้าเกณฑ์นั้น เราเองก็เกือบ” คุณหมอเผย

ยังไม่หยุดหาทางพัฒนา จากความคมชัด Full HD สู่ระดับ 4K และขยายมาทดลองหามะเร็ง ในท่อน้ำดี, ตับ และการอัลตราซาวด์ต่างๆ ที่ยิ่งยากและท้าทายขึ้นไปอีก

“ติ่งเนื้อมันเป็นตุ่มๆ ขึ้นมา เห็นง่าย แต่กระเพาะเวลาผิดปกติยังแบนราบอยู่ ขอบไม่ชัด เหมือนเกาะในแผนที่ ดูยาก เป็นปื้นๆ เหมือนผื่น ไม่เป็นกรอบสี่เหลี่ยม ต้องตีเส้นให้ชัด” ศ.นพ.รังสรรค์อธิบายถึงความยาก

ต่างชาติยังเหลียว

ลุ้นผ่านด่าน อย.-คุมมาตรฐานใน รพ.รัฐ

ด้วยในทางปฏิบัติและข้อกฎหมายไทย ยังบ่งชี้ว่าสิ่งนี้ คืออุปกรณ์ทางการแพทย์

ด่านต่อไปที่ต้องลุ้น คือจะผ่านการรับรองจาก คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่ ทั้งมาตรฐานความปลอดภัยและซอฟต์แวร์สแตนดาร์ด

แต่คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะซื้อ-ขายได้อย่างถูกต้อง และหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจะสามารถใช้ ‘สิทธิบัตรทอง’ เพื่อตรวจโรคด้วยเครื่องนี้ได้

“แต่อย่างที่ผมไปเกาหลี เพื่อนจากอิตาลีและอินเดีย เขาก็บอกว่าเอาไปใช้ได้เลย เหมือนหมอซื้อคอมพิวเตอร์ เพราะประเทศเขาไม่ถือว่าสิ่งนี้เป็นอุปกรณ์การแพทย์ แต่บ้านเราใช้ระเบียบ อย. น่าจะเหมือนกับอเมริกา ยังไม่เคยมีใครจดทะเบียนสินค้าที่เป็น ‘เอไอทางการแพทย์’ ซึ่งเราก็เข้าใจ ว่ามันใหม่สำหรับเขา”

ในมุมของแพทย์ท่านนี้มั่นใจว่าน่าจะผ่าน อย. เพราะไม่ต่างจาก CPU ของคอมพ์ ที่ใส่การ์ดอัจฉริยะเข้าไป

ยกให้เป็นมิชชั่นหนึ่งในการนำพานวัตกรรมไทย ก้าวเข้าสู่ระดับสากล

“เดี๋ยวนี้ AI จะไปเป็นผู้ช่วยในแต่ละวงการ ผมมองว่าถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐ เราน่าจะคุยกับ สปสช. กระทรวงสาธารณสุขโดยตรง เพราะมันไม่ได้แค่ช่วย แต่ยังควบคุมมาตรฐานด้วย ไม่นานมานี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาฯ สปสช. ท่านมาดูก็สนใจ มองว่าเครื่องนี้เข้าเกณฑ์ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยเติมเต็มได้ ดีที่สุดคือซื้อให้แล้วบังคับใช้ ถ้ามาตรฐานไม่ถึง สปสช.อาจจะไม่จ่ายเงินให้ เป็นต้น” อาจารย์แพทย์รั้วจุฬาฯ ยกการควบคุมมาตรฐานของอเมริกา เป็นตัวอย่าง

‘มะเร็ง’ จะรักษาให้หายขาดได้ ต้องไม่มีอาการ ‘คัดกรอง’ ตั้งแต่ อายุ 45 ปี คือคำตอบ

“มะเร็งทั่วไปใช้เวลาการพัฒนา 10 ปี เราจึงพบคนเกษียณเป็นมะเร็งเยอะ”

“คิดดูลำไส้ใหญ่ 4 ซม. ติ่งเนื้อ 1 ซม. ยังไม่มีอาการแต่มีมะเร็งเกิดขึ้นแล้ว เราเคยคำนวณคนไข้ที่ปล่อยให้เป็นมะเร็งเต็มที่แล้วค่อยมารักษา เงินที่ต้องจ่ายเท่ากับการตรวจคัดกรอง ถึง 20,000 คนที่จะหายขาด แต่ทำได้แค่ยืดชีวิต”

ปัจจัยเสี่ยงที่คุณหมอขอย้ำ คือ 1.พันธุกรรม 2.การสูบบุหรี่ 3.อายุ 4.เพศ (ชายเป็นมากกว่าหญิง) และ 5.พุง

“เราแก้ไขได้คืออ้วน กับสูบบุหรี่ เพราะมีตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งกว่า 20 ชนิด อาหารการกินก็มีส่วน พวกเนื้อแดง อาหารแปรรูป ไหม้เกรียม

ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูกไม่ทราบสาเหตุน้ำหนักลด” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ทิ้งท้าย

จุดแข็งมี ไม่แพ้ต่างชาติ

หมอ-วิศวฯดันวงการ ทำงานข้ามศาสตร์

หันมาถาม รศ.ดร.พีรพล เวทีกูล และ ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รั้ววิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

ปลุกปั้น Deep GI ตั้งแต่ปี 2560 ร่วมกับคณะแพทย์ และทีมจากศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท อีเอสเอ็ม โซลูชั่น จำกัด ในการหนุนนวัตกรรม เป็นตัวแทนจำหน่าย

7 ปี 2 รุ่นที่พัฒนา กว่าจะถึงจุดที่พร้อมใช้ ไม่ใช่เรื่องง่าย

“มันก็เหมือนไอโฟน หรือแมคอินทอช ที่เวอร์ชั่นแรกยังไม่ดี 7 ปีผ่านไปพัฒนาไปมาก

เวอร์ชั่นแรกภาพยังกระตุก ใหญ่เท่าคอมพ์ เทอะทะมาก ตอนนี้พัฒนาจนได้เวอร์ชั่น 2 จากที่ต้องมีอุปกรณ์เสริม ก็ยุบลงจนเหลือกล่องเดียวแล้วเหมือน CPU”

รศ.ดร.พีรพลพูดได้เต็มปากว่า ความต่อเนื่องและการซัพพอร์ตสำคัญมาก หากปราศจากความร่วมมือที่เข้มแข็ง ไม่มีทางสำเร็จ

“ช่วงนั้นกระแส AI กำลังมา ทางฝั่งวิศวะกับฝั่งแพทย์ ดันมีความต้องการพอดีกัน เราเลยทำนำร่องพัฒนาเอไอของตัวเองขึ้นมา งานทางฝั่งเอไอกับการแพทย์ มีเยอะ แต่ที่ใช้ได้จริงแบบเรียลไทม์ ส่องไปปั๊บแล้วภาพไม่กระตุก ต้องบอกเลยว่ามีน้อย”

วิศวกรไทยมั่นใจในจุดแข็ง ทั้ง ‘ความแม่นยำ’ แบบเรียลไทม์ ‘ใช้ได้กับกล้องทุกรุ่น-ยี่ห้อ’ และ ‘ต่อยอด’ ไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ และ ‘ถูกกว่า’

เพื่อให้เก็ท หยิบภาพมาซูมให้เห็นชัดๆ Deep Al จะโฟกัสช่วยแพทย์ ตีกรอบให้เห็น และกัดไม่ปล่อย

“ถ้าขึ้นคำว่า Neoplastic หมายความว่าเป็นติ้งเนื้อร้าย ต้องตัดทิ้ง เมื่อแพทย์เห็นปุ๊บ ก็แกะตัวตัดที่ราคาแพง ใช้ได้ครั้งเดียวทิ้ง ได้อย่างมั่นใจ”

แน่นอนว่า เอไอ เรียนรู้จากสิ่งที่มนุษย์ป้อนให้ ถ้าสอนแบบผิดๆ เอไอก็จะเรียนรู้แบบผิดๆ จึงให้ ‘แพทย์ระดับเอ็กซ์เปิร์ต’ เป็นผู้ตีกรอบภาพชิ้นเนื้อทีละภาพ ถึง 15,000 ตัวอย่าง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล

“ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ดีระหว่างแพทย์ กับวิศวะ พอทำถึง 15,000 รูป มันสำเร็จจริงๆ มีแพทย์ มีเอไอ และ อ.ณัฐวุฒิที่ช่วยทำฝั่งซิสเต็ม ก้าวหน้าจนเราต้องให้เครดิต”

ไอเอ ลดเหลื่อมล้ำ

ส่องเจอ 1 ราย เซฟเงินได้เป็นล้าน

‘เอไอ’ มีพลาดบ้างไหม? วิศวกรท่านนี้บอกเลยว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นตีพิมพ์ออกมายืนยัน

“พบว่า DeepGI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาติ่งเนื้อถึง 16% ตรวจพบเพิ่มขึ้น 1% และช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้ถึง 3%”

“ตอนนี้ในแง่ของการตรวจจับ เกิน 90% แล้ว ความแม่นยำอยู่ที่กว่า 80% เรายังคงพัฒนาต่อไป” รศ.ดร.พีรพลเผย

ทดลองไปแล้วหลายพันเคส มีเสียงรีเควสจาก รพ.ตามภูมิภาค ปัจจุบันให้บริการที่ รพ.จุฬาฯ และทดสอบใน รพ.หลายแห่งแล้ว ทั้ง รพ.พระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี, รพ.มหาชัย, รพ.บำรุงราษฎร์, รพ.เมดพาร์ค เครือสมิติเวช (BDMS)

ถามถึงความคุ้มค่า อย่างที่ รพ.จุฬา ส่องกล้องแบบธรรมดา จ่าย 8,000-12,000 บาท แต่หากส่องพลาด ต้องจ่ายค่ารักษาเป็นล้าน

“จากสถิติ คนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป มีมากถึง 10-20 ล้านคนแล้ว ซึ่ง 500 หมอ : 10 ล้านคนไข้ ตรวจอย่างไรก็ไม่หมด

มีงานวิจัยที่บอกว่า ถ้าส่องเจอ 1 คนโดย AI หมายความว่าเราสามารถเซฟเงินได้ไปเป็นล้าน” คือคำตอบของคำถาม ว่าคุ้มกว่าหรือไม่

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ผู้สร้างซิสเต็ม เห็นความท้าทายในอนาคต ที่น่าจะทำ ‘ออนคลาวด์’

เพื่อให้เป็น ‘บิ๊กดาต้า’ มีฐานข้อมูลระดับชาติ ที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบ

“เอไอ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายศาสตร์มาก ผมไม่คิดว่าจะเข้ามาแทนหมอได้แน่ แต่ทำให้หมอได้โฟกัสในงานที่ต้องการหมอจริงๆ”

“เพราะต้องยอมรับว่า ความต้องการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเพิ่มขึ้น เราจึงต้องช่วยหมอรุ่นใหม่ ไทยเรามีความเข้มแข็งด้านการแพทย์แต่ความจริงแล้วในต่างจังหวัดยังขาด อย่างมองในฝั่งจิตเวช โอ้โห! เรามีคนที่ป่วยด้านซึมเศร้าราว 2,200 รายต่อประชากร 200,000 แต่หมอมี 9 : 100,000 คน”

“ต้องบอกว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการการแพทย์ ยังมีอยู่มันจะช่วยประเทศได้เยอะมาก” ผศ.ดร.ณัฐวุฒิทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่น

อธิษฐาน จันทร์กลม