ปกรณัมแห่งความเหงา
พีระสิทธิ์ คูห์ศรีวินิจ
นักเขียนผู้ไม่หยุดค้นหาที่ของตัวเอง
ในยุคที่เทคโนโลยีและการสื่อสารเจริญก้าวหน้า โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ปัญหาความเหงาสภาวะซึมเศร้ากลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องให้ความสำคัญ
ความเหงาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีหลายปัจจัยในปัจจุบันที่ทำให้ปัญหานี้ประจักษ์ชัดมากขึ้น แม้จะมีการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หลายคนกลับต้องเผชิญกับความรู้สึกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบที่กระทบจิตใจ การเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับไลฟ์สไตล์ดีๆ ของผู้คนบนโลกออนไลน์

ผู้คนมากมายเผชิญภาวะที่เรียกว่า ‘ซึมเศร้า’ หนึ่งในนั้น คือ พีระสิทธิ์ คูห์ศรีวินิจ นักเขียนเทพปกรณัมชื่อดังจาก ‘ตำนานเทพไอริช’ พ็อคเก็ตบุ๊กเล่มแรกที่เริ่มสร้างชื่อในวงการ ก่อนตามมาด้วยผลงานต่อเนื่องอีกหลายเล่ม
“เขียนหนังสือเล่มแรกตอนช่วงปี 4 ของการเรียนในมหาวิทยาลัย (คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ตอนนั้นรู้จักกับนักเขียนคนหนึ่ง เรียกว่าแฟนก็ได้ แล้วเขาก็รู้จักกับคนที่ทำงานกับกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ซึ่งกำลังเฟ้นหาคอนเทนต์ใหม่ๆ เลยให้นักเขียนหน้าใหม่ส่งหัวข้อเข้าไป
คนรอบตัวรู้อยู่แล้วว่าผมค่อนข้างชอบเรื่องเกี่ยวกับปกรณัม (Mythology) หรือความเชื่อพื้นเมือง แล้วทุกคนก็จะบอกว่าผมเล่าสนุก จริงๆ โดนด่าด้วยซ้ำ ว่าไม่ควรมาเรียนคณะดุริยางค์ ควรไปเรียนอักษรศาสตร์มากกว่า ทุกคนบอก เอาสักทีสิ ลองดู โอกาสมาแล้ว ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ
ผมเลยส่งหัวข้อหนึ่งไป ก็คือ ตำนานเทพไอริช ซึ่งไปเตะตาสำนักพิมพ์ยิปซี เขาเลยเลือกเราเป็นหนึ่งในนักเขียนหน้าใหม่และได้ตีพิมพ์ หลังจากนั้นผมก็เขียนแนวนี้มาโดยตลอด อย่างหนังสือ 3 เล่มที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้วก็จะมี Kalevala เทพปกรณัมแห่งฟินแลนด์ และตำนานเทพเจ้าสลาฟและมหากาพย์วีรชนแห่งรัสเซีย”

พีระสิทธิ์ เล่าที่มาที่ไปของชีวิตบัณฑิตคณะดุริยางคศาสตร์ สาขาวิชาดนตรีเชิงพาณิชย์ รั้วศิลปากร สู่เส้นทางนักเขียนเต็มตัว
แม้ไม่เคยผ่านการร่ำเรียนในรั้วอักษรศาสตร์ แต่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เคี่ยวกรำฝึกฝนจนได้เสียงตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี
แน่นอนว่า แม้มี ‘คอมเมนต์’ ทั้งด้านบวกและลบ ที่เจ้าตัวยอมรับว่า ‘กระทบใจ’ บ้าง แต่ก็พร้อมรับฟังเสมอ
ในอีกมุม พีระสิทธิ์ ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์งานเขียนที่น่าทึ่งและเป็นเอกลักษณ์ เมื่อเคยเผชิญกับความเหงาและสภาวะซึมเศร้ามาก่อน ทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจวิธีการจัดการกับปัญหาดังกล่าว
ยืนยันไม่หยุดค้นหาที่ซึ่งเป็นของตัวเอง พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรง จากความเปลี่ยวเหงา สู่อารมณ์ซึมเศร้าที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งในฐานะนักเขียนและปุถุชนบนโลกทุนนิยมที่ตัวอักษร ภาพนิ่งและเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่วินาทีส่งผลมากมายต่อวิธีคิดและความรู้สึก
⦁ อะไรทำให้รู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากสังคม และคิดว่าสาเหตุมาจากไหน?
เราเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างไม่เหมือนใครและก็อยู่กับสังคมที่มันไม่ค่อยจะเหมือนใครมากๆ แล้วในสายตาคนทั่วไปดูเป็นคนที่ชอบอะไรไร้สาระ เช่นมีคนถามว่า ชอบเทพปกรณัมไปแล้วมันได้อะไร เพราะงั้นจะหาเพื่อนที่เข้าใจในตัวเราได้ยากมากๆ มันทำให้รู้สึกเหงาตลอดเวลา เพราะไม่มีสังคมไหนที่เชื่อมต่อกับเรา เวลาที่ไปดื่มกับเพื่อนสมัยมหา’ลัยก็รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในโต๊ะตลอดเวลาเหมือนกัน ในขณะที่เพื่อนคุยเรื่องคาวโลกีย์ เราก็ไม่ได้ชอบ ไม่ได้สนใจ เพราะส่วนตัวชอบอะไรที่มันเป็นความรู้ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา มันทำให้คุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย เราพูดถึงการเรียนดุริยางค์ คนที่ฟังแนวเพลงแนวเดียวกันมันจะมีความเชื่อมต่อกัน อย่างเช่น ชอบบริตป๊อป ป๊อป หรือชอบโอเอซิสไปเลย เขาก็จะมีกลุ่มก้อนของเขา แต่เราดันเป็นคนที่ชอบเพลงอนิเมะ ชอบ K-pop ซึ่งในสายตาของคนทั่วไปในตอนนั้นมันไม่ได้เหมือนปัจจุบัน
ดังนั้น เราเลยเป็นกลุ่มคนที่ยูนีคมากๆ แบบอยากคุยเรื่องวงเกิร์ลส์เจเนอเรชั่นกับเพื่อน แต่มันไม่มีเพื่อนคนไหนคุยกับเราเลย จริงๆ มันเรื่องของความผิดปกติบางอย่างด้วย ที่มันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกกีดกันออกจากสังคม อย่างเช่นเวลาเราคุยกับคนทั่วไปก็ต้องตั้งสมาธิมากในการที่จะคุยกับคนอื่น
⦁ มีเทคนิคส่วนตัวอะไรบ้างในการบริหารจัดการความรู้สึกที่ไม่ดีแบบ ‘เฉพาะหน้า’?
ถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง อยากหนี เราจะหยิบหูฟังเข้ามาใส่แบบอัตโนมัติเลย แม้กระทั่งทำงานกับเพื่อนแล้วรู้สึกว่ามันไปไม่ไหวแล้ว ก็จะหนีเข้าไปในโลกของตัวเอง ซึ่งพอได้ไปอยู่ในโลกจินตนาการมากๆ จะรู้สึกว่าเป็นเซฟโซน ได้อยู่กับเพื่อนในจินตนาการ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนในจินตนาการที่เป็นอาการของวัยเด็กขนาดนั้น เป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าชวนเพื่อนไปคลับ K-pop ก็ไม่มีใครไปด้วย เลยต้องเกาะเพื่อนไปฟังเพลงอินดี้ ซึ่งก็ไม่ได้สนุกกับมัน ถึงขั้นว่าบางครั้งไปคอนเสิร์ตกับเพื่อน เราต้องใส่หูฟังเลย เพราะรู้สึกว่าพอหนีเข้าไปที่นั่นแล้วสบาย ผ่อนคลาย

⦁ รับมือกับคำวิจารณ์ หรือความคิดเห็นเชิงลบอย่างไร?
จำได้เลยว่าตอน ตำนานไอริช พิมพ์เผยแพร่วันแรก เราเสิร์ชในเฟซบุ๊กหรือกูเกิลทุกวันว่ามีใครด่าไหม เพราะเป็นการเขียนครั้งแรก เราเป็นคนกลัวสังคมอยู่แล้ว โดนด่าแค่ครั้งเดียว ก็คงน็อกเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับมาคือคนชมเยอะมาก และได้ก็เจอคำที่รู้สึกดีที่สุด คือมีคนปกป้องเนื้อหาที่มีคนโจมตีเรา และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันทุ่มเทมากๆ
เราใส่อ้างอิงเยอะมาก ลงทุนค้นคว้าแบบจริงจังมากๆ ภายในเวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น ซัดข้อมูลเต็มแม็กซ์ จนได้คำตอบหนึ่งว่า ถ้าทำเต็มที่จริงๆ ต้องมีคนเห็นคุณค่าในตัวผลงาน แต่แน่นอนว่ามันจะต้องมีคนแขวะ ด่า แบบเอาไปใช้เป็นรองขาโต๊ะดีกว่าอะไรอย่างนั้น สุดท้ายบางทีมันก็ต้อง ช่างแ-่ง แต่ไม่ใช่ไม่รับฟัง หรือเกลียดเขา
เราค่อนข้างชอบดูว่าใครวิจารณ์ว่าอะไร อย่างเช่นมีคนหนึ่งวิจารณ์ผลงานเล่มสอง คือ Kalevala ว่าอ่านแล้วเหมือนเป็นนิยายผู้หญิงเขียน เพราะภาษามันหวานขึ้น เขาไม่ชอบ ถ้าเทียบกับเล่มแรก อ่านแล้วรู้สึกบึกบึนกว่ากับการเป็นตำนานเทพที่มีความแข็งแกร่ง
คำวิจารณ์มันต้องมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเราเป็นซึ่งเป็นสายเรียบเรียง ถูกโจมตีได้ง่ายกว่าแนวนิยาย เพราะสายประวัติศาสตร์ สายมานุษยวิทยาจะมีข้อมูลมาโต้แย้ง แต่กลุ่มนิยายก็จะมีการโจมตีกันอีกแบบหนึ่ง มีน้องๆ ที่เขียนนิยายออนไลน์เยอะ ได้ฟังดราม่าทุกวัน อย่างพวกดราม่านิยายอิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเรามองว่าอะไรที่มันเก็บมาใช้ต่อยอดได้ก็เก็บ แต่ถ้าอ่านแล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้อะไรเลยจากคำพูดเหล่านี้ มันอาจจะต้อง ช่างแ-่ง แต่เข้าใจว่าช่างแ-่งแบบ อุ๊ย! ไม่โกรธหรอก ไม่ได้ เราอาจจะต้องมีวิธีการจัดการหรือนั่งคิดทบทวนบางอย่างไป

⦁ ในฐานะนักเขียนที่ทุ่มเทค้นคว้าข้อมูลด้านสังคมศาสตร์ คิดว่าความเหงาเกิดขึ้นในโลกเมื่อไหร่ ความเหงาในยุคเก่า กับความเหงาในยุคใหม่ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
คิดว่ามันเป็นปัญหาตั้งแต่ตอนมนุษย์ก่อตั้งสังคมได้แล้ว แต่ถ้าถามในเชิงปัจจุบัน รู้สึกว่าเรารับรู้ตัวตนหลายๆ ด้านของแต่ละคนได้รวดเร็วผ่านโซเชียล บางครั้งก็รู้สึกว่า ควรจะต้องได้มีส่วนร่วมกับสังคมแบบนั้น ขนาดมีสังคมที่เปิดกว้างมากแล้ว อย่างผมชอบหมาก็เข้ากลุ่มเลี้ยงหมา ชอบแมวก็เข้ากลุ่มคนเลี้ยงแมว แต่เราก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เชื่อมต่อกับใคร ซึ่งอาจจะเป็นปัญหา หรือมันบวกกับอิทธิพลทางสื่อต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า ต้องไปอยู่ในระดับนั้นให้ได้ ก็ยิ่งตอกย้ำความเหงาไปด้วย
ในมุมมองส่วนตัว เราเห็นเป็นประจักษ์มากขึ้นด้วยหรือเปล่า เดี๋ยวนี้คนตั้งสเตตัสในโซเชียลมีเดียว่าเหงา ลงสตอรี่ว่าเหงาจัง แชร์เพลงเศร้า แต่ยุคพ่อแม่พวกเรา การจะบอกคนว่าเหงา ไปขอเพลงกับ DJ ก็คงไม่ได้ เราว่ามันชัดขึ้นเฉยๆ โดยเฉพาะสภาวะซึมเศร้า หรือโรคต่างๆ ที่คนบางกลุ่มชอบบ่นว่าทำไมเดี๋ยวนี้คนเป็นกันเยอะจัง คนสมัยก่อนไม่เห็นเป็นเลย ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่ใช่ คนสมัยก่อนก็เป็น แต่มันอาจจะไม่มีชื่อโรคหรือเปล่า หรืออาจยังไม่รู้ถึงสิ่งที่พวกเขาเป็นหรือเปล่า
⦁ ในมุมมองส่วนตัว มีปัจจัยภายนอกอะไรอีกไหมที่เข้ามาเพิ่มเติมให้ผู้คนเกิดสภาวะซึมเศร้า?
ทุนนิยม (หัวเราะ) คือเรารู้สึกว่าความเชื่อมต่อของความเหงาแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางครั้งมันต้องการการยอมรับ พอไม่ได้รับการยอมรับก็เลยต้องถีบตัวเองขึ้นมาเพื่อสร้างบางอย่าง ต้องอยากได้ ต้องอยากมี มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องแข่งขัน ซึ่งมันเหนื่อยมากๆ เหมือนกันในการต้องทำให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ จนบางทีไม่ได้จัดการความรู้สึกข้างในของตัวเอง พอเราทำไม่ได้ก็รู้สึกว่าไม่ถูกยอมรับ พอไม่ถูกยอมรับ ก็รู้สึกโดดเดี่ยว พอโดดเดี่ยว มันก็เหงา มันก็เศร้า เอาง่ายๆ เหมือนการจีบใครสักคน แล้วไม่ได้รับการยอมรับจากเขา แค่มันถูกขยายจากคนคนหนึ่งมาเป็นสังคม เป็นกลุ่มคน หรือครอบครัว
สถาบันครอบครัวในประเทศเรา มันยังมีปัญหาค่อนข้างมาก มันทำให้เด็กมีความเหงาอยู่แล้วในตัว ที่ชินตากันคือ ทำไมเรียนหนังสือไม่ได้ A ทำไมไม่ได้คะแนนเต็ม ทำไมสอบหมอไม่ติดล่ะ ลูกป้าข้างบ้านไปเรียนเมืองนอกแล้วนะ เราคิดว่าความเหงาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ที่เป็นเพื่อน เป็นแฟนเท่านั้น แต่ความเหงาที่บ้าน ความเหงาในสถาบันครอบครัวก็สำคัญ และเป็นวงจรใหญ่ที่สุดในการส่งอิทธิพลสู่ความเศร้า ส่งผลต่อการที่เราจะไปรับมือกับโลกข้างนอก
นอกจากนี้ รัฐบาลสามารถสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้แข็งแรงได้ และสังคมก็ต้องไปด้วยกัน ต้องช่วยๆ เปิดรับกัน เรารู้สึกดีมากๆ ทุกครั้ง เวลาเราเจอครอบครัวที่พ่อแม่อุดมการณ์ (ideology) แบบหนึ่ง ลูกอุดมการณ์อีกแบบหนึ่ง แต่สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะรับฟังกันและกัน
จริงๆ ความเหงา มันก็มาจากการที่ไม่มีใครรับฟังด้วยหรือเปล่า เราควรเอาคนมารับฟังกันละกัน รับฟังจริงๆ ไม่ใช่ฟังแล้วด่ากลับ หรือฟังหูซ้ายทะลุหูขวา เมื่อมีการรับฟังกันมากขึ้น ความเหงาและความเศร้ามันจะหายไป เพราะผู้คนจะเข้าใจกันละกันมากขึ้น ซึ่งมันสามารถเกิดได้จากการสนับสนุนจากภาครัฐและการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่อยากจะขยายแล้วคิดนี้ออกไป ซึ่งมันทำได้ทั้งสองทาง อย่างเช่นการ Self-Awareness (ความตระหนักรู้ตนเอง)

⦁ อยากฝากอะไรกับนักเขียนหน้าใหม่ และคนที่กำลังเผชิญสภาวะซึมเศร้า?
สำหรับนักเขียน เราเข้าใจว่ามันยาก แต่การที่เลือกมาเป็นนักเขียนกัน เพราะว่าเรารักการเขียน เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก แม้ในช่วงที่มันลำบากแค่ไหน ถ้ารักมันจริง มันจะเยียวยาทางใดทางหนึ่งเอง แต่ถ้าทำแล้วมันไม่ได้เยียวยาขนาดนั้น คุณอาจจะต้องตั้งคำถามใหม่ว่า คุณรักมันจริงหรือเปล่า หรือคุณทำมันเพราะอะไร
เอาจริงๆ เราก็จัดการกับความเหงาไม่เก่งเหมือนกัน เหงาทุกวันอยู่แล้ว เพราะมีความเข้ากับใครไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้จากการอยู่มาจนอายุ 30 กว่า คือ ยังไม่หยุดค้นหาที่ของตัวเองเลย คือบางครั้งที่เหงาหรือเศร้า มันเป็นเพราะยังไม่เจอสถานที่ของคุณ หรือบางครั้งคุณอาจจะเจอแล้วคิดว่ามันใช่ แต่โดนถีบออกมา สุดท้ายก็ไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะเราก็อยู่กับกลุ่มคนหลายสังคม ทั้งโรงเรียนเก่า ช่วง ม.ปลายก็มีกลุ่มการเมือง กลุ่มปรัชญา กลุ่มศาสนาอะไรพวกนี้ เราก็สิงอยู่ทุกที่ เพื่อนมหา’ลัยก็มีหลาย ม. หลายแก๊ง
สุดท้ายเราก็เจอบางที่ที่รู้สึกว่าใช่ ท้ายสุดมันก็อาจเปลี่ยนไป หรือไม่ดีอย่างที่คิดเอาไว้ แต่เราก็ไม่หยุดค้นหา บางคนเลือกที่หยุดแล้วซ่อนตัวเองในเงามืด ถ้าสุดท้ายคุณมีความสุขที่อยู่ในเงามืด ผมก็จะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเลือกที่จะซ่อนตัวเองอยู่ในเงามืดเพราะกลัวปัญหาใหม่ เราก็อยากจะบอกว่า ออกไปตามหาเถอะ
คุณอาจเจอที่ที่รู้สึกว่า มันคือที่ที่ใช่สำหรับคุณเอง มันต้องมีสิ….สักวันหนึ่ง


