“รูนาค” บนภูพระบาท
โบราณคดีบนภูพาน
ปรับปรุงใหม่จากข้อเขียนเมื่อ 59 ปีที่แล้ว ของ ศรีศักร วัลลิโภดม
[พิมพ์ครั้งแรกใน ช่อฟ้า (ปีที่ 1 ฉบับที่ 3) กุมภาพันธ์ 2509]
บทความเรื่องนี้มีประวัติความเป็นมาดังนี้
(1.) ศรีศักร วัลลิโภดม ขณะเป็นอาจารย์ประจำสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำสำรวจทางโบราณคดีและวัฒนธรรม พร้อมนักศึกษาจำนวนหนึ่งไปภาคอีสานและภาคเหนือ ช่วงปิดภาคเรียน 8 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2508
ครั้งนั้น (59 ปีมาแล้ว )ไปศึกษาและสำรวจภูพระบาท อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี
เมื่อกลับกรุงเทพฯ ได้เขียนรายงาน แล้วพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกในวันแสดงผลงานของชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม–โบราณคดี ที่วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนาคม พ.ศ. 2509 หน้า 77-85 (มีให้อ่านในคลังสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
(2.) ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนใหม่เป็นบทความชื่อ โบราณคดีบนภูพาน ตามคำขอของ ขรรค์ชัย บุนปาน, เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์, สุจิตต์ วงษ์เทศ (ขณะนั้นเป็นนักศึกษากลุ่มผู้จัดทำนิตยสารรายเดือน ของมูลนิธิอภิธรรม วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ) พิมพ์ครั้งแรก (58 ปีมาแล้ว) ใน ช่อฟ้า ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 (กุมภาพันธ์ 2509)
(3.) ต่อมารวมในหนังสือ แอ่งอารยธรรมอีสาน ของ ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ครั้งแรก (34 ปีมาแล้ว) พ.ศ. 2533
ภูพานเป็นเทือกเขาหินทรายยาวเหยียด แผสาขาไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี
บนเทือกเขานี้มีโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมายทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะโบราณสถานโบราณวัตถุในสมัยประวัติศาสตร์ส่วนมากเป็นของในศิลปะแบบทวารวดีและลพบุรี
บริเวณที่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีความสำคัญมาก ได้แก่เทือกเขาตอนที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทบัวบก ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ความสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้มีปรากฏอยู่แล้วในตำนานอุรังคธาตุ กล่าวว่าบริเวณที่ตั้งโบราณสถานบนเทือกเขาภูพานตอนนี้เคยเป็นเมืองโบราณมีชื่อว่าเมืองพระพาน หรือพงพาน เพราะมีภูเขาล้อมรอบเมืองอยู่ อันเกิดขึ้นจากการกระทำของพญานาคตนหนึ่งชื่อสุวรรณนาค และภูเขาที่ล้อมเมืองนี้ก็ได้ชื่อว่าภูกูเวียน
บริเวณโดยรอบของเมืองนี้มีหนองบัวบาน ที่อยู่ของพุทโธธปาปนาค ซึ่งเป็นหลานสุวรรณนาค
มีแม่น้ำซึ่งเกิดจากการกระทำของสุวรรณนาค เรียกว่าแม่น้ำปู่เวียน
ในตำนานนี้ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับกษัตริย์ที่ปกครองชื่อพระพาน กษัตริย์องค์นี้ไปได้นางอุษา ซึ่งเกิดจากหนองบัวบานมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรี ต่อมามีกษัตริย์ที่มาจากแดนอื่นชื่อ บารถได้มาลอบรักกับนางอุษา เลยเกิดรบกับพระพาน สุวรรณนาคได้ออกมาช่วยพระพานรบและจับเอาบารถได้ ต่อมาปู่ของบารถชื่อพระกึดนารายณ์ ได้มาช่วยบารถและปราบ พระพานได้ (มาจากเรื่องราวของพระอุณรุทกับนางอุษาในเรื่องกฤษณาวตาร อันเป็นอวตารภาคหนึ่งในสิบภาคของพระวิษณุในศาสนาฮินดู)
เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น ในตำนานอุรังคธาตุได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาทรงทรมานและโปรดสั่งสอนบรรดานาคที่อาศัยอยู่ในที่นี้ มีสุวรรณนาคและ พุทโธธปาปนาค
พระพุทธเจ้าได้ทรงเหยียบรอยพระบาทไว้หลายแห่งเพื่อให้บรรดานาคเหล่านั้นได้บูชา เช่นที่ใกล้ปากถ้ำที่สุวรรณนาคอยู่หนองบัวบานอันเป็นที่อยู่ของพุทโธธปาปนาคและที่เกิดของนางอุษา (ปัจจุบันเรียกว่าพระบาทบัวบาน) บนแผ่นหินสองรอยให้แก่นาคทั้งหลายที่ไม่ได้ปรากฏชื่อ และในแผ่นหินบนโพนบกอีกรอยหนึ่ง (ปัจจุบันได้แก่พระพุทธบาทบัวบก)
บริเวณที่ราบของภูกูเวียน มีตำบลหนึ่งอยู่ทางใต้เรียกว่าเมืองพาน และบริเวณที่ราบระหว่างหมู่บ้านติ้วและอำเภอบ้านผือทางทิศตตะวันออกเฉียงใต้นั้น พบภาชนะและเครื่องใช้สอยที่เป็นสัมฤทธิ์และเงินหลายชิ้น ส่วนบริเวณบนภูกูเวียนนั้นมีวัดพระพุทธบาทบัวบก อันมีพระสถูปเจดีย์ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ก่อครอบรอยพระพุทธบาทบัวบกไว้เป็นประธาน
บริเวณโดยรอบของวัดพระพุทธบาทบัวบกนี้ออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สำรวจพบหินตั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์, โขดหิน, เพิงหิน, คอกม้าบารถ, ปราสาท บารถ, พร้อมด้วยบ่อน้ำนางอุษา, หอนางอุษา, ยุ้งข้าวพรานเจตบุตร,
และถ้ำใต้เพิงหิน ที่มีหลักหินทำเป็นรูปเสมาล้อมรอบแปดทิศมากมาย เป็นรูนาค กล่าวกันว่าเป็นทางเดินของพญานาคตนหนึ่งชื่อมิลินทร์ ซึ่งคอยตามเสด็จพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งมาโปรดสัตว์บนเขานี้
บริเวณนี้มีธารน้ำเล็กๆ หลายสายไหลมาแต่ยอดเขา มีน้ำไหลรินอยู่ตลอดปี พระสงฆ์ที่วัดพระบาทบัวบกได้ทำรางน้ำรองน้ำจากลำธารเหล่านี้เข้าไปใช้ในวัดทำให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้ที่มาพักแรมที่วัดในระหว่างหน้าเทศกาล
สิ่งที่สำคัญที่พบจากการสำรวจในทิศทางนี้ก็คือวัดพ่อตากับวัดลูกเขย
โดยเฉพาะวัดพ่อตานั้นยังมีโบราณวัตถุที่เหลือยู่มากกว่าวัดลูกเขย คือมีซากวิหารที่ก่อขึ้นใต้เพิงหินแล้วอาศัยเพิงหินเป็นหลังคา มีพระพุทธรูปหินทรายสมัยลพบุรีตั้งอยู่หลายองค์ แต่น่าเสียดายที่คนร้ายได้ลักตัดเศียรพระพุทธรูปเหล่านั้นไปเกือบหมดสิ้น
ในบริเวณวัดนี้มีโขดหินซึ่งมีรูปพระพุทธรูปยืนและนั่งและเทวรูปสลักอยู่โดยรอบมากมาย
ลักษณะของศิลปะที่แกะพระพุทธรูปซุ้มและเทวรูปดังกล่าวเป็นแบบลพบุรี แต่ทว่าเค้าพระพักตร์ของพระพุทธรูปนั้นยังมีลักษณะคล้ายกับพระพักตร์พระพุทธรูปแบบทวารวดีเหลืออยู่
บริเวณจากวัดพระพุทธบาทบัวบกไปทางทิศใต้ สำรวจพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใต้เพิงหินที่ชาวบ้านเรียกว่าผาลาย
เมื่อเดินทางต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็พบรอยพระพุทธบาทร้างอยู่บริเวณไหล่เขา ชาวบ้านเรียกว่าพระพุทธบาทหลังเต่า เป็นรอยพระบาทข้างขวายาว 1 เมตร 65 เซนติเมตร ตอนส้นพระบาทกว้าง 45 เซนติเมตร ส่วนตอนหน้ากว้าง 77 เซนติเมตร เป็นรอยพระพุทธบาทที่แกะลึกลงไปบนพื้นหิน 29 เซนติเมตร (ไม่มีรอยสลักเป็นรูปลวดลายหรือมงคล 108 ประการอย่างที่เคยพบเห็นที่สุโขทัย อยุธยา และที่อื่นๆ)
บริเวณขอบรอยพระบาทนี้มีเศษหินซึ่งนำมาเรียงก่อล้อมรอบและสร้างหลังคาคลุมไว้หักพังอยู่เกลื่อนกลาดเหมือนกับแอ่งน้ำเล็กๆ
ยังมีโบราณสถานโบราณวัตถุอีกหลายแห่งรอบภูกูเวียนนี้ เช่น ใบเสมาหินที่มีรูปสลักและถ้ำที่เก็บสมบัติของโบราณอีกมาก เช่น ถ้ำแมวโพรง, พระพุทธบาทคอแก้ง, พระพุทธบาทบัวบาน เป็นต้น
โบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบบนภูกูเวียนของเทือกเขาภูพานในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่นที่เคยพบเห็นมาในประเทศไทย
บริเวณนี้ไม่ปรากฏโบราณสถานที่ก่อสร้างขึ้นโดยตรงจากฝีมือมนุษย์ เช่น พระเจดีย์ โบสถ์ และวิหารทั่วๆ ไป แต่เป็นการตกแต่งและดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เคารพบูชา เช่น ตกแต่งโขดหิน (เขาเทือกนี้เป็นเขาหินทราย มีโขดหินและเพิงหินซึ่งเกิดจากการสึกกร่อนโดยการกระทำของลม ฝน และธารน้ำ อยู่ระเกะระกะมากมาย) ให้เป็นสถูปแล้วปักเสมาหินล้อมรอบบอกเขตไว้แปดด้าน ดังเช่นหอนางอุษาและปราสาทท้าวบารถ ดัดแปลงเพิงหินโดยการสกัดพื้นหินใต้เพิงให้เรียบเพื่อเป็นที่กระทำศาสนกิจและปักเสมาหินล้อมรอบแปดทิศ เช่น คอกม้าท้าวบารถ ยุ้งข้าวพรานเจตบุตร เป็นต้น สกัดพื้นหินเป็นรูปรอยพระพุทธบาทเพื่อเคารพบูชา ดังเช่นพระพุทธบาทหลังเต่าดังที่กล่าวมาแล้ว
พระพุทธรูปยืนและนั่งพร้อมทั้งซุ้มและเทวรูปซึ่งแกะสลักเป็นรูปนูนสูงจากโขดหินในบริเวณวัดพ่อตา ลวดลายและเครื่องประดับของประติมากรรมเหล่านี้เป็นศิลปะแบบลพบุรี แต่ทว่าหน้าตาและความรู้สึกที่แสดงออกยังเป็นลักษณะของศิลปะแบบทวารวดีผสมอยู่ ศิลปกรรมที่พบนี้จึงมีลักษณะอยู่ในระหว่างศิลปะแบบทวารวดีต่อกับแบบลพบุรี
ภูมิประเทศรอบๆ ภูกูเวียน เป็นที่ราบลุ่ม มีความชุ่มชื้น ทำไร่ไถนาได้ผลดีเพราะได้รับน้ำหล่อเลี้ยงจากธารน้ำและลำห้วยที่ไหลลงมาแต่ภูเขาไปออกแม่น้ำโขงทางเหนือในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่ ดินแดนในบริเวณนี้คงเป็นแหล่งที่มีคนอยู่เรื่อยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จึงปรากฏมีของก่อนประวัติศาสตร์ เช่น หินตั้ง ภาพเขียน ขวานหิน ในบริเวณภูเขาตอนนี้ ครั้นต่อมาเมื่อมีการรับนับถือพระพุทธศาสนาขึ้น ก็มีการจัดตั้งปูชนียสถานไว้สักการบูชา
แต่โดยเหตุที่ดินแดนแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของความเจริญ อีกทั้งการคมนาคมติดต่อถึงกันไม่สะดวก วัสดุและเทคนิคในด้านการก่อสร้างตลอดจนวิทยาการในด้านอื่นๆ ซึ่งเจริญขึ้นในภายหลังไม่อาจเข้าไปถึงได้โดยสะดวก การก่อตั้งปูชนียสถานและสิ่งกราบไหว้บูชาอื่นๆ จึงทำกันไปตามคติเดิมซึ่งตกทอดกันมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังเช่นการดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติขึ้นมาเคารพบูชา
สิ่งที่สะดุดใจมากในบริเวณภูกูเวียนนี้ก็คือ รอยพระพุทธบาท
การบูชาพระบรมธาตุและรอยพระพุทธบาทเป็นสิ่งที่สำคัญมีมาช้านาน ดังที่ปรากฏอยู่ในตำนานนิทาน เช่น อุรังคธาตุ ตลอดจนขนบประเพณีซึ่งยังคงปฏิบัติกันในท้องถิ่นทุกวันนี้
เรื่องราวประวัติของรอยพระพุทธบาทต่างๆ เช่น พระพุทธบาทบัวบก, พระพุทธบาทบัวบาน, พระพุทธบาทคอแก้ง, และพระพุทธบาทหลังเต่าที่ได้สำรวจพบมา ทำให้นึกไปถึงรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี ซึ่งอาจจะตกอยู่ในสมัยระยะเวลาเดียวกันก็ได้
ตำนานอุรังคธาตุซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของพระพุทธบาทมีเนื้อหาทำนองเดียวกับเนื้อความในพงศาวดารสมัยอยุธยาได้กล่าวถึงการพบรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี
เนื้อความในพงศาวดาร ลักษณะของรอยพระพุทธบาทตอนพรานบุญพบนั้นก็คงคล้ายๆ กันกับพระพุทธบาทหลังเต่าที่สำรวจพบบนภูกูเวียนในเขตอำเภอบ้านผือ คือมีลักษณะเป็นธรรมชาติ แกะลึกลงไปในเนื้อหิน ไม่ใช่ทำขึ้นเป็นแผ่นๆ ดังเช่น พระพุทธบาทตะแคงสมัยลพบุรี หรือพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัยและอยุธยา
ส่วนลวดลายที่เป็นกงจักรและมงคล 108 ประการ รอยพระบาทที่พรานบุญแรกพบจะมีหรือเปล่าไม่ทราบ แต่รอยพระพุทธบาทหลังเต่านั้นไม่มี ส่วนรอยอื่นๆ เช่นพระบาทบัวบกและพระบาทบัวบานก็คงเช่นเดียวกัน (สำหรับรอยพระพุทธบาทสองรอยหลังนี้ ปัจจุบันได้มีการสร้างรอยใหม่ปิดทับ และสร้างพระสถูปครอบแล้ว)
รอยพระพุทธบาทที่สระบุรีกับรอยพระพุทธบาทที่พบบนดอยภูกูเวียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหรือไล่เลี่ยกัน และเป็นรอยพระพุทธบาทในสมัยแรกเริ่มที่ปรากฏขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน
อายุของรอยพระพุทธบาทเหล่านี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะของโบราณสถานและที่ตั้งและตำนานแล้วก็คงอยู่ในยุคสมัยทวารวดีขึ้นไป

ศรีศักร วัลลิโภดม วัดลูกเขย ภูพระบาท เมื่อ 59 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2508)
วัดพ่อตา ภูพระบาท เมื่อ 59 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2508) (บน) ศรีศักร วัลลิโภดม (จากซ้าย) อำพน นาคบัว (นักศึกษาโบราณคดี), พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (จบโบราณคดี), จิระเดช ไวยโกสิทธิ์ (ขุนเดช)

ภูพระบาท เมื่อ 59 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2508 (บน) คอกม้าท้าวบารถ (ล่าง) วัดพ่อตา

