ความเท่าเทียมในกรงขัง เปิดโลกนักโทษข้ามเพศ ชีวิตหลังกำแพง‘แดน LGBTQ+’

7.08.24 | 13:27 น.

ไม่ว่าจะลงท้ายด้วยนามสกุลอะไร เกิดมาจากชนชั้นไหน 

สิทธิเสรีภาพ คือสิ่งที่ทุกคนพึงมีเท่าเทียมกันเบื้องหน้ากฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ไปในทางที่เป็นคุณหรือไม่

ทว่า หากจะกล่าวถึงโลกอีกหนึ่งใบ ถึงคนหลังกำแพงกั้นที่จำต้องก้าวเข้าสู่รั้วเรือนจำ ถูกริบเสรีภาพชั่วคราวและจดจารชื่อในฐานะ ผู้ต้องหา เพราะกระทำผิดประพฤติมิชอบตามกรอบกติกาของบ้านเมืองถึงอย่างนั้นความเท่าเทียม ยังจำเป็นต้องมีอย่างถ้วนหน้า การไม่เลือกปฏิบัติ หรือเลือกที่จะปฏิบัติบนมาตรฐานเดียวกัน อาจเป็นคำตอบของการอำนวยความยุติธรรม ของภารกิจคืนคนดีสู่สังคม

ทว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีผู้ต้องขังเพียงชายหญิงเพียงเท่านั้น ยังมีผู้ต้องขังข้ามเพศ หรือ LGBTQ+ อีกจำนวนมากที่ต้องถูกขังรวม อยู่ร่วมกันในสภาวะกล้ำกลืนฝืนทน ในแดนแห่งการคุมประพฤติโทษอาญา

Advertisement

ประตูบานใหญ่เปิดอ้า นับเป็นความก้าวหน้าของ กรมราชทัณฑ์ ที่ล่าสุด เรือนจำกลางคลองเปรม และ เรือนจำพิเศษพัทยา เดินหน้าแบ่งห้องแยกผู้ต้องขังชาย หญิง และผู้ต้องขัง LGBTQ+ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อความเสมอภาคทางเพศ

พร้อมนำสื่อมวลชนสัญจรภายในทัณฑสถาน แดน 1 เรือนจำกลางคลองเปรม ย่านจตุจักร รับต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ให้เห็นสภาพของแทร่ ว่าทางกรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังข้ามเพศแบบไหนอย่างไร สะท้อนภารกิจสำคัญและมาตรการการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง ที่ไม่เพียงแคร์อย่างเท่าเทียม แต่ยังคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนสากล 

เหล่าผู้ต้องขังชั้นดีแต่งกายในชุดสีขาว ผู้ต้องขังทั่วไปสวมชุดสีฟ้า จัดโชว์ชุดใหญ่ ‘Welcome to Thailand’ ต้อนรับ บนเวทีคือผู้ต้องขัง LGBTQ+ ที่แต่งเต็มทั้งเมกอัพและทรงผม 

ในดินแดนที่ต้องจำกัดเสรีภาพ

นี่อาจเป็นหนึ่งในโอกาสได้แสดงออกซึ่งตัวตนของพวกเขา 

ปฏิบัติแบบแฟร์ๆ แยกขัง LGBTQ+ ป้องกันถูกล่วงเกิน 

สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม แดน 1 มีทั้งสิ้น 1,085 คน โดยเป็นกลุ่มผู้ต้องขังข้ามเพศ LGBTQ+ ทั้งสิ้น 64 คน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

1.ผู้ต้องขังข้ามเพศที่แปลงเพศโดยสมบูรณ์แล้ว 14 คน 2.ยังไม่แปลงเพศแต่ลักษณะทางกายภาพไม่เป็นไปตามเพศกำเนิด เช่น มีการเสริมหน้าอก จำนวน 9 คน และ 3.ยังไม่แปลงเพศและไม่ได้มีลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการแยกขัง เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งมีถึง 41 คน

เราต่างมีภารกิจร่วมทำให้สังคมไทยดีขึ้น ทำให้สังคมน่าอยู่ ทำให้สังคมมีความปลอดภัยสิ่งสำคัญ ไม่ว่าผู้ต้องขังจะเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือ LGBTQ+ มีฐานความผิดใด เรามีหน้าที่ดูแลให้เขาได้รับความปลอดภัย

สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เกริ่นถึงที่มาที่ไป ของการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่จะต้องดูแลทุกคน ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules), ข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) และมาตรฐานสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมราชทัณฑ์ ตระหนักมาโดยตลอด

ไม่ว่าจะเป็นการที่ทางเรือนจำ ดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ (SOPs) โดยยึดถือหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังข้ามเพศโดยไม่เลือกปฏิบัติ และจะต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเหล่านี้ เช่นเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วไป รวมถึงสิทธิการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ตลอดจนการพัฒนาพฤตินิสัย ที่ผู้ต้องขังจะได้รับทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 

ห้องน้ำผู้ต้องขัง LGBTQ+ แยกออกจากผู้ต้องขังชาย

เราเองก็ต้องให้การคุ้มครองดูแลตั้งแต่เรื่องการจัดที่นอน ห้องน้ำ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตของผู้ต้องขังนั้นเหมือนสังคมภายนอก สามารถอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังชายได้ ในเรื่องห้องน้ำเราก็มีการแยกกันอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าผู้ต้องขังจะทำความผิดทางอาญามา เขาก็ต้องรับโทษ แต่เราต้องดูแล แก้ไข การพัฒนาผู้ต้องขังในด้านต่างๆ เพราะเป็นหน้าที่ของเรา ต้องทำด้วยความเข้มแข็งสหการณ์ เผยด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น

จัดเจ้าหน้าที่เฝ้า เตรียมสร้างห้องน้ำแยก

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ประตูแดน 1 เรือนจำกลางคลองเปรม 

เครื่องมือสื่อสาร ข้าวของ ถูกริบไว้ในล็อกเกอร์ ไว้อย่างแน่นหนา มีแค่เพียงสมุด 1 เล่ม และปากกา 1 ด้าม 

ก้าวเท้าเข้าสู่เครื่องสแกนร่างกาย ขานรับนับจำนวนต่อผู้เข้าเยี่ยม เข้าสู่ประตูแดน 1 ที่โอบล้อมไปด้วยกำแพงสีขาวสูงเสียดฟ้า 

เบื้องหน้าคือ เรือนนอนขนาดใหญ่ สายตาหลายสิบคู่จับจ้องมายังผู้มาเยือน แววตาโศกเปี่ยมไปด้วยการรอคอย แต่ยังคงรอยยิ้มไว้ได้ 

ขาซ้ายเริ่มสั่น ขาขวาอ่อนแรง เมื่อต้องก้าวขาเข้าเรือนนอนของผู้ต้องขัง ในเรือนนอนแห่งนี้มีห้องผู้ต้องขังจำนวนมาก อีกทั้งในแต่ละห้องขังไม่ใหญ่นัก 

ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว ขนาดเท่าสี่เหลี่ยมผืนผ้า 1.6 ตารางเมตร ภายใน 1 ห้องผู้ต้องขังประกอบไปด้วย ผ้าห่มสีน้ำเงิน ที่นอนบางๆ ทีวี พัดลม นาฬิกา ถังน้ำสเตนเลส ปิดล้อมรอบห้องด้วยกำแพงสีขาวสลับฟ้า ด้านหน้าเป็นเพียงประตูและลูกกรง อีกทั้งภายในห้องยังมีโถสุขภัณฑ์คอห่านที่อยู่ภายในห้องผู้ต้องขัง มีเพียงผนังปูนกั้นเอาไว้เป็นสี่เหลี่ยมไม่สูงมาก 

ภายในห้องผู้ต้องขัง LGBTQ+

โดยในแต่ละห้องมีผู้ต้องขังอาศัยอยู่รวมกัน ประมาณ 12 คน ส่วนห้องผู้ต้องขัง LGBTQ+ มีทั้งหมด 6 ห้อง แบบในกลุ่มที่แปลงเพศแล้ว 2 ห้อง กลุ่มที่ยังไม่แปลงเพศ 3 ห้อง และห้องรวมอื่นๆ 1 ห้อง 

ห้องน้ำห้องท่า ค่อนข้างห่างจากเรือนนอน 100-200 เมตร ติดกับห้องสมุดแดน 1 ซึ่งเป็นเพียงห้องน้ำชั่วคราวที่ไม่ใหญ่มาก โดยผู้ต้องขัง LGBTQ+ จะได้ห้องน้ำแยกจากผู้ต้องขังชาย

มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ ระหว่างรอแผนสร้างห้องน้ำให้ผู้ต้องขัง LGBTQ+ ใหม่อีกไม่กี่อึดใจ

ล่วงละเมิดพูดแทะโลม เพิ่มโทษวินัย

ด้าน พรเทพ ตรีอมรสวัสดิ์ ผู้บังคับแดน 1 เล่าว่า เมื่อแรกรับตัวผู้ต้องขัง LGBTQ+ เข้ามา จะต้องมีการตรวจสอบประวัติ ถ่ายภาพ ตรวจเพศสภาพก่อนว่ามีการแปลงเพศอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่ หากแปลงเพศโดยสมบูรณ์แล้ว จะแยกห้องนอน เพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้ต้องขังที่ยังไม่แปลงเพศ หรือผู้ต้องขังชายคนอื่น 

กิจวัตรประจำวัน ตื่นตี 5 สวดมนต์เช้าตามศาสนาของแต่ละบุคคล โดยผู้ต้องขังที่มีการแปลงเพศแล้ว จะให้ไปอาบน้ำกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ซึ่งเป็นห้องน้ำเจ้าหน้าที่ 

แต่ในอนาคตเราจะสร้างห้องน้ำเพิ่มให้เพียงพอต่อผู้ต้องขังกลุ่ม LGBTQ+ ทั้งหมด

ส่วนอาหารเช้า เริ่ม 07.00 . เมื่อถึง 08.00 . เราจะเข้าแถวเคารพธงชาติ โดยต้องสวมเสื้อสีฟ้า กางเกงสีกรมท่า เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นผู้ต้องขังจะได้รับการพักผ่อนตามอัธยาศัย เมื่อเข็มนาฬิกาแตะ 11.00 . นับยอดพร้อมรับประทานอาหารกลางวัน พักผ่อนตามอัธยาศัย 15.00 . ทานอาหารเย็น พร้อมอาบน้ำเข้าเรือนนอน

17.30 . จะสวดมนต์เย็นอย่างพร้อมเพรียง และพักผ่อนตามอัธยาศัย 

 

การตรวจค้นขึ้นเรือนนอน เราจะแยกคนตรวจกัน เมื่อต้องตรวจค้นผู้ต้องขังกลุ่ม LGBTQ+ เราก็จะมีเจ้าหน้าที่ LGBTQ+ ในการตรวจค้นเช่นเดียวกัน และไม่ได้ขึ้นพร้อมผู้ต้องขังชาย เพราะป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ

หากมีการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการใช้วาจาที่ส่อ ต้องพิจารณาโทษทางวินัยตามความหนักเบา มีทั้งการลดชั้นผู้ต้องขัง งดเยี่ยม และสุดท้ายคือการย้ายแดนผู้ต้องขังออกไป หรือย้ายเรือนจำผู้บังคับแดน 1 ให้ภาพอย่างละเอียดยิบ 

ราชทัณฑ์ใส่ใจดีเทล

เปิดโอกาสแยงโมเทกฮอร์โมน 

ไม่เพียงการพิทักษ์สวัสดิภาพขั้นพื้นฐาน แต่ยังใส่ใจถึงดีเทลของชาว LGBTQ+ 

กนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผู้อำนวยการกองทัณฑวิทยา บอกว่าผู้ต้องขังกลุ่ม LGBTQ+ สามารถขอรับฮอร์โมนจากแพทย์ได้ด้วย 

ซึ่งการให้ฮอร์โมนแก่ร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสามารถก่อเกิดมะเร็ง หรือการเกิดอารมณ์แปรปรวนได้

กรมราชทัณฑ์มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เมื่ออยู่ในความดูแลของเราทุกอย่างต้องเป็นมาตรฐาน ผ่านแพทย์ในการให้คำปรึกษา ฉะนั้นผู้ต้องขังคนใดมีการให้ฮอร์โมนมาก่อน ต้องนำหลักฐานมายืนยัน และพบแพทย์ของทางราชทัณฑ์ หรือผู้ต้องขัง LGBTQ+ ไม่เคยรับยาฮอร์โมนเลย แล้วอยากจะรับก็สามารถมาปรึกษาแพทย์ได้เหมือนกัน 

ยังไม่รวมอุปกรณ์ แยงโม หรืออุปกรณ์การขยายช่องคลอด ที่ผู้ต้องขังแปลงเพศแล้วต้องใช้งาน ก็สามารถขอใช้งานได้ในเรือนจำเช่นกัน

เข้าสองแสน ออกสองแสน

ต่ำกว่ายุโรป หวังพ้นโทษไม่คัมแบ๊ก

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เน้นย้ำว่า เราต้องดำเนินการบำบัดให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถละเลยได้คือ เรื่อง ให้การศึกษา ที่จะทำให้นักโทษเมื่อพ้นคุกไปแล้ว ไม่ต้องวนกลับมาอีกหน 

ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ได้เน้นย้ำเป็นอย่างมากเรื่องการสร้างงาน สร้างอาชีพ ในวันหนึ่งบุคคลในกำแพงนี้ก็จะไปอยู่ในสังคม หากเขาไม่มีอาชีพที่มั่นคง ไม่มีสัมมาอาชีพก็จะเป็นปัญหา อาจจะย้อนกลับเข้ามาอีก

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังหยิบยกค่าเฉลี่ยที่ว่า ใน 1 ปี มีผู้ต้องขังกลับเข้ามาใหม่อีกครั้งถึง 15%, 2 ปี 21%, 3 ปี 31% สิ่งนี้คือสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ 

โดยเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว อธิบดีกรมราชทัณฑ์มาเลเซีย ได้มาเยี่ยมเรา เขาบอกว่า มาเลเซียมีผู้ต้องขังติดที่ย้อนกลับเข้ามาติดซ้ำมากกว่า 50%  อีกทั้งในยุโรป อเมริกา ก็มากกว่าเรา แต่ไม่เคยนิ่งนอนใจ ต้องทำให้มันลดลงกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน พ...ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม ยังคงติดตามนโยบายต่างๆ ที่ฝากฝังไว้กับ เรือนจำกลางคลองเปรม หรือสถานที่ราชทัณฑ์ คือ จะต้องเป็นหน่วยหนึ่งที่มีพลังให้กับสังคม สร้างคนที่มีคุณภาพ สามารถไปทำหน้าที่ให้กับสังคมหลังจากออกประตูไปแล้ว เช่นเดียวกับพลเมืองที่มีคุณภาพในส่วนอื่นๆ

ในปีหนึ่ง เราปล่อยตัวไปกว่า 200,000 คน แล้วเข้ามาอีก 200,000 คน ถือว่าเป็นพลังที่สำคัญมาก พลังส่วนนี้คือพลังที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นพลังที่มีคุณภาพ มีคุณค่า ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้กับสังคมไทย

อย่างน้อยได้เป็นตัวเองขอแค่อาชีพเพื่ออนาคต 

หนูอยากได้อาชีพจากที่นี้ การสอนอาชีพมักไปอยู่ในผู้ต้องขังชาย หรือหญิง สำหรับผู้ต้องขัง LGBTQ+ ยังมีน้อยมาก อยากให้สร้างอาชีพให้แก่พวกเรา เมื่อพวกเราได้ออกจากกำแพงนี้ไปก็จะได้มีอาชีพ เพื่อประกอบธุรกิจในอนาคต 

คือเสียงของ ผู้ต้องขัง LGBTQ+ รายหนึ่ง ที่ในปัจจุบันกำลังทำโครงการ TO BE NUMBER ONE ซึ่งยกให้เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ทำให้ชาว LGBTQ+ ที่มีความสามารถ ได้กล้าคิดกล้าแสดงออก

ใครชอบเต้นก็ไปเต้น ใครชอบรำก็ไปรำ แต่ก็ยังขาดการเรียนรู้เรื่องอาชีพอยู่

ถามความรู้สึก จากวันแรกที่ก้าวเข้ามาในเรือนจำ จนวันนี้ ยอมรับว่าวันแรกๆ มีภาพในจินตนาการที่ว่าเรือนจำจะต้องน่ากลัวมากๆ 

เราคิดมาก่อนแล้วว่าในกำแพงจะต้องมีความโหดร้าย แต่พอเราได้อยู่มาเรื่อยๆ ก็พบว่าที่นี้เป็นสังคมที่ดี เราเริ่มได้รู้สึกปล่อยวางอะไรบางอย่าง เปลี่ยนความคิด ลดความเครียด ยอมรับกับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องไปทุกข์กับมัน อยู่ในสิ่งที่ตัวเองเป็น ข้างในนี้ยังมีนักจิตวิทยา คอยให้คำแนะนำแก่ผู้ต้องขังที่มีความเครียด อย่างสม่ำเสมออีกด้วย 

ผู้ต้องขัง LGBTQ+ รายนี้ เอ่ยปากว่า ทางราชทัณฑ์ ให้อิสระทางด้านการแต่งหน้าทำผมอย่างมาก โดยเครื่องสำอางมาจากเงินที่ผู้มาเยี่ยม ฝากไว้กับเรือนจำ

ใส่ใจว่าพวกเราคือ LGBTQ+ ทุกคนสามารถแต่งหน้า ทำผม ถักเปีย ตามเพศสภาพได้

เป็นความสุขที่เราได้รับในตรงนี้ อย่างน้อยเขาก็เห็นคุณค่าพวกเรา ทำให้เรามีความเป็นตัวเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก เกิดกิจกรรมสันทนาการมากขึ้น

เป็นเสียงของหนึ่งในผู้ต้องขังข้ามเพศ ที่หวังว่าเมื่อไดอารี่ชีวิตเล่มเก่าเขียนจบ จะก้าวขาออกไปไม่หันหลังกลับ และเริ่มต้นเขียนบทใหม่ของชีวิต ด้วยสองมือของตัวเองได้อย่างมั่นใจ

 

ชญานินทร์ ภูษาทองเรื่อง

ชลาธิป รุ่งบัวภาพ