ตะลุย ‘ญาจาง’ เวียดนาม เมืองที่สร้างเศรษฐกิจด้วย ‘กุ้งมังกร’

10.08.24 | 12:19 น.
ตะลุย ‘ญาจาง’ เวียดนาม เมืองที่สร้างเศรษฐกิจด้วย ‘กุ้งมังกร’
มองจากบนเขาที่ตั้งเทวาลัยโพนคร จะมองเห็นอ่าวและสะพานข้ามแม่น้ำก๊าย

ตะลุย ‘ญาจาง’ เวียดนาม
เมืองที่สร้างเศรษฐกิจด้วย ‘กุ้งมังกร’

หลบฝนจากเมืองไทยไปเที่ยวเวียดนามกันดีกว่า ปักหมุดที่เมือง “ญาจาง” หรือ Nha Trang ตั้งอยู่ใจกลางของจังหวัดคั้ญฮวา (Khanh Hoa) ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหารทะเลซีฟู้ดสุดอร่อย และยังเป็นเมืองตากอากาศสวยงามของเวียดนามอีกด้วย

เพราะมีชายหาดและทะเลที่ยาวถึง 81 กิโลเมตร

ชื่อ “ญาจาง” คนส่วนมากจะอ่าน “นาตรัง” เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภาษาอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว Nha Trang เป็นภาษาเวียดนามอ่านว่า “ญาจาง” ก่อนจะถึงเมืองญาจางต้องผ่านเมืองคัมราญ (Cam Ranh) ก่อน เพราะสนามบินอยู่ที่เมืองนี้ ซึ่งห่างจากญาจางราว 35 กิโลเมตร รถวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงญาจางแล้ว ต้องยอมรับว่าทั้งคัมราญ และญาจาง กำลังพัฒนาอย่างรุดหน้ารวดเร็ว ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานและภูมิทัศน์ มีระบบคมนาคมค่อนข้างสะดวก อยู่ใกล้กับชายฝั่งสองแห่งซึ่งเป็นศูนย์พัฒนา

ประตูทางเข้าวัด Long Son

Van Phong และ Cam Ranh มีเส้นทางเดินทะเลคือท่าเรือญาจาง จึงทำให้ญาจางกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลระดับนานาชาติ และมีบทบาทสำคัญเป็นพื้นที่ที่มีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลแห่งหนึ่งของโลก การไปเยือนญาจางเป็นอานิสงส์ของการไปดูงานอบรมเชิงปฏิบัติการ KH Camp for Next C-Suite รุ่น 1 การเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต ซึ่งเป็นโครงการของสถาบันการเรียนรู้ KH Academy สังกัดหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

Advertisement

ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าอบรมเป็นนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1-4 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พระพุทธรูปจากเมืองไทยที่หน้าโบสถ์วัดลองเซิน

ด้วยความที่เป็นเมืองติดทะเล มีชายฝั่งทะเลและยังมีชายฝั่งของแม่น้ำก๊ายอีก รวมกันแล้วยาวกว่า 81 กิโลเมตร จึงทำให้เมืองแห่งนี้อุดมไปด้วยสัตว์น้ำทั้งกุ้งหอยปูปลา ประกอบกับตั้งอยู่บนอ่าวญาจางที่สวยงาม ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสามด้าน และยังมีเกาะใหญ่เกาะน้อยอีก 4 เกาะในมหาสมุทรช่วยป้องกันพายุใหญ่ไม่ให้เข้ามาทำลายเมือง ชายฝั่งญาจางจึงเงียบสงบ อากาศอบอุ่นเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างมาก อาหารซีฟู้ดของที่นี่สดใหม่เหมือนยกขึ้นจากทะเล ที่สำคัญราคาไม่แพง โดยเฉพาะกุ้งมังกร “ล็อบสเตอร์”

กุ้งมังกรสินค้าเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลของเมืองญาจาง

ราคาถูกกว่าที่ไหนๆ เริ่มตั้งแต่ 300-400 บาท ไปถึง 700 บาท (เงินไทย) ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนัก รับประกันเนื้อสดหวานเด้งดึ๋งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้นิยมรับประทานล็อบสเตอร์ ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไปแทบจะเรียกว่าทั้งเมืองก็ว่าได้

คนส่วนมากมักคิดว่าเวียดนามยังไม่พัฒนาเท่าไหร่นัก แต่ถ้าใครไปญาจางในช่วงไม่เกิน 2-3 ปีมานี้ แทบไม่เชื่อว่าจากเมืองชนบทที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นว่าปัจจุบันกลับมีโรงแรมและที่พักทันสมัยสวยงามและสะอาดระดับ 5 ดาว ทั้งแบรนด์นอกและโรงแรมของคนท้องถิ่นผุดขึ้นราวดอกเห็ด ยังมีร้านค้าสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก ร้านอาหาร คาเฟ่ เรียงรายเต็มไปตลอดหน้าชายหาดริมอ่าวญาจาง จนทำให้ญาจางติดอันดับ 1 ใน 12 เมืองพักตากอากาศริมหาดที่หรูที่สุดในโลก

ลวดลายมังกรทางเข้าด้านหน้าโบสถ์วัดลองเซิน

จะว่าเมืองแห่งนี้สร้างเศรษฐกิจด้วยกุ้งมังกรก็ไม่ผิดนัก เพราะ “กุ้งมังกร” (Lobster) เป็นสินค้าพระเอกของเมืองญาจางและเวียดนามเกือบทั้งประเทศ ช่วงกลางเดือนมกราคม 2565 ขณะนั้นมีนายเจิ่น แทง นัม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท ได้ประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากรของจีนและรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง ในการจัดการปัญหาการนำเข้าและส่งออกกุ้งมังกรภายใต้กลไกพิเศษ ทำให้หลายท้องถิ่นของเวียดนามสามารถเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีผลผลิตประมาณ 4,000 ตันต่อปี เฉพาะกุ้งมังกรแดง (Spiny Lobster) เพียงอย่างเดียวมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างรายได้สูงมหาศาล หลายปีที่ผ่านมาการส่งออกล็อบสเตอร์ไปยังตลาดจีนมีสัดส่วนถึง 98-99% นับว่าจีนเป็นตลาดส่งออกล็อบสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยมีมูลค่าเกือบ 29 ล้านเหรียญสหรัฐ (ปี 2566) ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (2565) ถึง 27 เท่า ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลแห่งเวียดนามเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 การส่งออกกุ้งล็อบสเตอร์มีมูลค่าเกือบ 2,024 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมูลค่า 1,746 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกกุ้งล็อบสเตอร์สีน้ำเงิน (Rock Lobster) มีสัดส่วนมากกว่า 1.6% มูลค่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยกุ้งฝ้ายมูลค่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ เวียดนามยังส่งออกกุ้งมังกรสีน้ำเงินและกุ้งฝ้ายมายังประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์อีกด้วย จึงไม่แปลกหากไปเวียดนามจะเห็นร้านอาหารซีฟู้ดเต็มไปทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นในโรงแรมใหญ่ ตึกแถว ร้านเล็กร้านน้อยตามตรอกซอกซอย และยังร้านซีฟู้ดตามแนวชายหาดยาวกว่า 6 กิโลเมตร

พระพุทธรูปสีขาวทำจากหินอ่อนสูง 24 เมตร
ภายในโบสถ์ประดับด้วยกระจกสีงดงาม

“ญาจาง” ได้กลายเป็นแบบอย่างและแรงผลักดันในการพัฒนาของจังหวัดคั้ญฮวา (Khanh Hoa) ในหลายๆ ด้าน ที่น่าทึ่งคือเป็นหน่วยงานระดับอำเภอเพียงแห่งเดียวที่รักษาเงินสมทบประจำปีเข้างบประมาณจังหวัดและงบประมาณแผ่นดิน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี ตามแผนพัฒนาของประเทศเวียดนาม โดยนายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ได้อนุมัติเมื่อ 29 มีนาคม 2567 ให้มีการพัฒนาขับเคลื่อนในหลายพื้นที่ เป็นวิสัยทัศน์ที่วางแผนไว้จนถึงปี ค.ศ.2050 ซึ่งในแผนพัฒนานี้มีจังหวัดคั้ญฮวา บริเวณอ่าว Cam Ranh และเมืองญาจาง เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ปัจจุบันจึงเห็นการพัฒนาของเมืองญาจางและการวางแผนทั้งด้านคมนาคม สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ญาจางเป็นเมืองตากอากาศริมชายหาดของเวียดนามและระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตั้งแต่ชายฝั่งตอนกลาง, ตอนใต้ และที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ

เพียงไม่กี่ปีหลังการระบาดของโควิด-19 เราจึงเห็นญาจางเติบโตรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ปราสาทของจามปาที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน

มนต์เสน่ห์ ‘ญาจาง’

เทวาลัย “โพนคร” (Po Nagar) อาณาจักรจามปาของชาวจาม

ในอดีต “เมืองญาจาง” เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจามปามาก่อน ปัจจุบันคือภาคกลางและภาคใต้ (สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง) ของเวียดนาม อาณาจักรจามปาของกลุ่มจามมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศหมู่เกาะ โดยค้าขายผ้าไหม และไม้หอม ต่อมาต้องล่มสลายลงเพราะชนกลุ่มเวียดนามได้เข้ามายึดพื้นที่ ทำให้ชาวจามต้องอพยพไปอยู่ตามประเทศต่างๆ เช่น ตามประเทศหมู่เกาะ และบางกลุ่มเข้าไปที่ประเทศเขมร อาณาจักรจามปารุ่งเรืองสูงสุดช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 แต่ช่วงปลายถูกรุกรานจากอาณาจักรไดเวียตทางทิศเหนือ และอาณาจักรขอมโบราณทางทิศใต้ จนในปี พ.ศ.2014 กษัตริย์เลถั่นตองแห่งไดเวียตส่งทัพตีเมืองวิชัยเมืองหลวงของจามปาได้ และผนวกดินแดนส่วนที่เหลือของจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม ชาวจามกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในสมัยของจักรพรรดิมิงห์หม่าง

เทวาลัย ‘โพนคร’ หรือ Po Nagar

ในด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณี ชาวจามได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกายมาตั้งแต่ต้น ศาสนาพุทธ (มหายาน) มีอิทธิพลช่วงสั้นๆ ในพุทธศตวรรษที่ 14 แต่หลังจากนั้นศาสนาฮินดูก็กลับมาเป็นศาสนาหลักเช่นเดิม ส่วนศาสนาอิสลามเริ่มเข้าสู่อาณาจักรจามในพุทธศตวรรษที่ 15 จากการค้าขายกับชาวอาหรับ แต่ไม่แพร่หลายมากนัก จนอาณาจักรจามแพ้เวียดนามศาสนาอิสลามก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ปัจจุบันแม้ว่าคนที่สืบเชื้อสายจามส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่อิทธิพลของฮินดูก็ยังคงมีอยู่ค่อนข้างมาก

สิ่งที่บ่งบอกว่าญาจางเคยเป็นอาณาจักรเก่าแก่มาก่อน ดูได้จาก “Po Nagar” หรือ เทวาลัย “โพนคร” เทวสถานเก่าแก่ของชาวจาม ตั้งอยู่บนภูเขาติดชายทะเลญาจางเป็นจุดที่มีวิวสวยงามที่สุดของเมือง สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เพื่อสักการบูชาเทพธิดา Po Nagar ผู้ให้กำเนิดโลก เดิมสันนิษฐานว่ามีถึง 10 หลัง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 4 หลัง และยังคงมีการใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวจามอยู่จนถึงทุกวันนี้ สถาปัตยกรรมของเทวาลัยได้รับอิทธิพลจากขอมจึงดูคล้ายกับปราสาทหินในประเทศกัมพูชา ตัวปราสาททั้งหมดก่อด้วยอิฐแดง ข้างในเทวาลัยประดิษฐานเทวรูป “พระภควตี” ภาคหนึ่งของพระอุมาซึ่งเป็นเทพประจำอาณาจักรจามปาใต้ หน้าบันปราสาทมีภาพสลักของ “มหิษาสุรมรรทินี” หรือ พระแม่ทุรคา เป็นอีกปางหนึ่งของพระอุมาที่อวตารมาปราบอสูรชื่อมหิษาสูร ถือเป็นปางที่มีความเหี้ยมหาญและพละกำลังมาก เทวาลัย Po Nagar ที่เห็นในปัจจุบันได้บูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งสมบูรณ์และสวยงาม นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปถ่ายรูปและถ่ายพรีเวดดิ้ง

วัดลองเซิน (Long Son Pagoda) วัดที่คนไทยร่วมบูรณะ

“ลอง” คือ “หลง” ในภาษาจีนแปลว่ามังกร ส่วน “เซิน” มาจาก “ซาน” แปลว่าภูเขา รวมความแล้วก็คือ “ภูเขามังกร” วัดลองเซินเป็นวัดพุทธมหายานเก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งเดียวของเมืองญาจาง ตั้งอยู่เนินเขา ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่บนยอดเขา

ต่อมาถูกพายุพัดถล่มเสียหายอย่างหนักจึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่โดยย้ายลงมาที่เชิงเขาแทน ในวัดจะมีโบสถ์สถาปัตยกรรมแบบจีน มีพระพุทธรูปสีทองอร่ามจากเมืองไทยประดิษฐานอยู่ด้านหน้าทางเข้า ส่วนพระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปเช่นเดียวกัน

โบสถ์หินแห่งญาจางสถาปัตยกรรมแบบโกธิก มองเห็นหอนาฬิกาทั้งสี่ด้าน

แต่องค์เล็กกว่า เมื่อกราบพระในโบสถ์แล้วสามารถเดินไปขึ้นบันได 140 ขั้นด้านหลัง เพื่อไปสักการะพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่บนยอดเขา เป็นพระพุทธรูปทำจากหินอ่อนสูงประมาณ 24 เมตร ประทับนั่งบนฐานดอกบัว รอบๆ ฐานมีรูปสลักเจ็ดอรหันต์และมังกรคู่

1 ใน 7 อรหันต์ คือ “พระทิกกว๋างดึ๊ก” ภิกษุผู้เผาตัวเองตายประท้วงประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม ซึ่งปฏิบัติต่อศาสนาพุทธในประเทศเวียดนามอย่างไม่เป็นธรรม สำหรับใครที่ไม่อยากเดินสามารถใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านที่จอดรออยู่เชิงบันไดได้

ค่าบริการไม่แพง อีกจุดหนึ่งที่สำคัญในวัดลองเซินเป็น “พระพุทธไสยาสน์” ทำจากหินอ่อนขนาดใหญ่บริเวณทางพักบันไดที่จะขึ้นไปยอดเขา ใต้ฐานพระนอนนี้มีภาษาไทยจารึกไว้ด้วย กล่าวถึงความร่วมมือของคนไทยและคนเวียดนามที่ช่วยกันบูรณะวัดแห่งนี้

นอกจากนี้ ยังมีจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่ง เป็นจุดที่ “แม่ชี” ลูกศิษย์ของพระทิกกว๋างดึ๊กในวัดนี้ ร่วมประท้วงเผาตัวตายด้วยเช่นกัน

อาสนวิหาร “ญาจาง” (Nha Trang Cathedral)

ตั้งอยู่บนยอดเขาฮวงลาน คนเวียดนามทั่วไปนิยมเรียก “โบสถ์หิน” เพราะสร้างด้วยหินสีน้ำตาลเข้มตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองบริเวณวงเวียน Nga Sau Nha Trang การสร้างโบสถ์คาทอลิกแห่งนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2428 ญาจางในตอนนั้นมีชาว

พระพุทธไสยาสน์ ที่ใต้ฐานมีจารึกภาษาไทย

คาทอลิกไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านชาวประมงกระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่ง ชาวคาทอลิกเหล่านี้มักประกอบกิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์คาทอลิกที่สร้างขึ้นชั่วคราวบริเวณชายหาดญาจาง กระทั่ง 3 กันยายน ค.ศ.1928

บาทหลวงหลุยส์ วัลเลต์ (Louis Vallee) นำชาวคาทอลิกสร้างโบสถ์หินญาจางขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยใช้หินจากภูเขา Hon Mot จนแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1933 มีพิธีเปิดมหาวิหารอย่างยิ่งใหญ่และนับเป็นศูนย์กลางคริสต์ศาสนา

นิกายโรมันคาทอลิกแห่งเมืองญาจาง สถาปัตยกรรมของโบสถ์ญาจางเป็นแบบโกธิก ภายในงดงามด้วยกระจกสีที่ประดับโดยรอบ มีลานกว้างด้านนอกวิหารประดับด้วยรูปปั้นนักบุญที่มีชื่อในศาสนาคริสต์ตั้งเรียงรายกันไปตลอดแนวหน้าโบสถ์

อาสนวิหารแห่งนี้ยาว 36 เมตร กว้าง 20 เมตร จุดเด่นที่เห็นชัดสะดุดตา คือหอระฆังซึ่งมีระฆังทองสัมฤทธิ์ 2 ใบ ผลิตโดยบริษัทระฆังชื่อดังของฝรั่งเศส Bourdon Carillond และหอนาฬิกาขนาดใหญ่มีหน้าปัดทั้งสี่ด้าน ใช้บอกเวลาจนถึงปัจจุบัน