ค่ายปั้นเกษตรกรนิวเจน ดันโมเดล ‘สมาร์ท’ พัฒนาบ้านเกิด จากพื้นที่เรียนรู้ สู่วิถีชีวิตจริง

9.08.24 | 13:20 น.

ค่ายปั้นเกษตรกรนิวเจน ดันโมเดล ‘สมาร์ท’ พัฒนาบ้านเกิด จากพื้นที่เรียนรู้ สู่วิถีชีวิตจริง

‘ผลผลิตน้อย ขายราคาต่ำ ทิ้งไร่นาเข้าไปหางานทำในเมือง’ ยังคงเป็นปัญหาร่วมสมัย ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่มาจนถึงรุ่นลูก และลากยาวตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

นอกจากจุดโฟกัสที่ต้องมุ่งเน้น พัฒนาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าแล้วนั้น เยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรแห่ง ‘ความหวัง’ ที่ต้องเริ่มหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือสุดล้ำ เข้ามาหนุนเสริมการพัฒนาพื้นที่สวน ไร่ นา บนสายธารแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่

ถึงคราวทายาทเกษตรกรท้องถิ่นทั่วไทย ต้องเริ่มเข้ามามีบทบาทหาทางพลิกฟื้นวิกฤตการณ์ ร่วมเผชิญปัญหาความท้าทาย แลกเปลี่ยนการเรียนรู้และหาทางออกร่วมกัน

ปีนี้โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2024 ได้จัดค่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “Real-life Agri Journey จากพื้นที่การเรียนรู้ สู่วิถีชีวิตจริง” คัดเลือกคนรุ่นใหม่กว่า 60 ชีวิต ที่มีความตั้งใจจะกลับไปพัฒนาหรือสานต่อเจตนารมณ์ของครอบครัว ในการทำเกษตรกรรมเข้าร่วมโครงการ

Advertisement

เปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ไฟแรง หอบหิ้วกระเป๋ามาสัมผัสกับการทำเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ผ่านการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ และเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่จริง โกยประสบการณ์กลับไป พัฒนาวิถีการทำการเกษตรในแบบของตัวเอง ตลอดระยะเวลา 4 วันเต็ม ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จ.เพชรบูรณ์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เยาวชนร่วมกิจกรรมทำนาและปลูกพืชหมุนเวียน โดยทดลองขับรถดำนานั่งขับ 8 แถว

สยามคูโบต้า ติดอาวุธสมัยใหม่

ดันศักยภาพ ‘มากกว่าเป็นเกษตรกร’

วราภรณ์ โอสถาพันธุ์

เริ่มตั้งต้นด้วยฉายวิสัยทัศน์กิจกรรมครั้งนี้ด้วย วราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp มุ่งเน้นส่งต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรสู่เยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงสร้างทัศนคติที่ดีและกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำอาชีพเกษตรกรรม

พร้อมส่งเสริมการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรแม่นยำอย่างยั่งยืน และรอบด้านมากขึ้น เพื่อเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ดีในอนาคต ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว ทั้งสิ้น 920 คน

สำหรับค่ายปีนี้อัดแน่นทั้งกิจกรรม ‘Real Life’ ฟังองค์ความรู้จากผู้ประสบความสำเร็จด้านการเกษตร ‘Real Agri’ เปิดโลกทัศน์ด้วยการฟังประสบการณ์จริงในการทำการเกษตร และ ‘Real Journey’ สร้างแรงบันดาลใจสู่เส้นทางการเป็นผู้ประกอบการเกษตรเชิงธุรกิจ พร้อมเรียนรู้จากนวัตกรรมและเครื่องจักรกลการเกษตร ที่จะได้ทั้งการทดลองทำจริง ลงมือจริง วางแผนจริงด้วยตนเอง

สยามคูโบต้ามุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างประสบการณ์ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เติบโตไปเป็น Smart Farmer ที่นำความรู้และความสามารถมาใช้พัฒนาภาคการเกษตร

พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การต่อยอดในการทำงาน และสานต่ออาชีพเกษตรกรของครอบครัว ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการดึงศักยภาพตัวเองออกมา เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าสามารถเป็นได้มากกว่าเกษตรกร” ผู้บริหารสยามคูโบต้าหมายมั่นปั้นมือ

เกษตรกรท้องถิ่นรุ่นใหญ่

วิทยากร ‘ผู้ให้’ สลับกับการเป็น ‘ผู้รับ’

บุญเลิศ ปราบภัย

เริ่มตบเท้าเข้าฐานแลกเปลี่ยนความรู้ ปักหลักด้วยเกษตรกรรุ่นเก๋า บุญเลิศ ปราบภัย หรือป้าเภา ประธานกลุ่มหนองผักบุ้ง จ.เพชรบูรณ์ เล่าว่า เมื่อก่อนถ้าเราไม่ได้ปลูกข้าว เราก็จะไม่มีรายได้เลย แต่ตอนนี้เรามีรายได้ทั้งปี จากการพัฒนาสินค้าท้องถิ่นขาย และกลายเป็นชุมชนต้นแบบที่เราใช้เทคโนโลยี มาใช้ให้เกิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

ยิ่งในค่ายนี้มีการแจกโจทย์ให้น้องๆ แก้ปัญหาเกี่ยวกับเกษตรกรรม บางอย่างเราก็นึกแนวทางไม่ถึงเลย เช่น เด็กเขาเสนอทางออกว่า ทำไมแม่ไม่ ‘ปลูกข้าวใต้น้ำ’ แต่ตัวแม่เองยังไม่รู้เลยว่า ปลูกข้าวใต้น้ำคืออะไร แต่เราก็จดไว้แล้ว เดี๋ยวกลับไป ก็จะไปเสิร์ชดูว่ามันคืออะไร

“มันไม่ใช่แค่เด็กที่มาได้เรียนรู้ แต่เราก็ได้เรียนรู้จากเขาด้วย มันได้กันทั้งสองฝ่ายเลย เรายังจดไว้เลยว่าได้อะไรจากเด็ก เราก็จดใส่สมุดว่าอันไหนที่เราต้องไปศึกษาต่อ ถือว่าได้กันทั้งสองฝ่าย ถือว่าค่ายนี้เกิดประโยชน์กับน้องๆ เกิดประโยชน์ต่อตัวแม่ และต่อชุมชนอย่างมหาศาล” ป้าเภาเผยอย่างใจกว้าง

จากนั้น ยังเล่าถึงการต่อยอดสินค้าสเต็ปต่อไปว่า หลังจากพัฒนาเรื่องการเพาะปลูกแล้ว เราหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เอาสิ่งมีสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน คือ ‘กล้วย’ และ ‘มะขาม’ มาเพิ่มมูลค่า

“เราลองผิดลองถูกกันเยอะอยู่เหมือนกัน จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ กล้วยฮักมะขาม และ กล้วยทอดโรยผงบาร์บีคิว มันเกิดจากความร่วมมือหลายฝ่าย ที่ทำให้เราได้ใบรับรอง จนเอาสินค้าของเราไปขายขึ้นห้างได้

วันนี้ไม่ใช่แค่ปลูกข้าวอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นการต่อยอดสินค้า และจะมีการทำผลิตภัณฑ์ออกมาอีกหลายอย่าง ที่ช่วยกระจายรายได้และสร้างงานให้กับคนในชุมชน และพร้อมขายในตลาดออนไลน์” ป้าเภาพุ่งขยับข้ามสเต็ป

กิจกรรมทดลองบังคับโดรนการเกษตร

หยิบวัตถุดิบโลคัล ‘แปรรูป’

สร้างรายได้จุก-ดึงลูกหลานหวนคืนถิ่น

หยวน หมื่นนาอาน

เมื่อสางปัญหาทางการเกษตร จนเริ่มสร้างโมเดลต้นแบบ ‘การแปรรูปสินค้า’ ด้วยพลังของรุ่นแม่ หยวน หมื่นนาอาน หรือแม่หยวน หนึ่งในหัวหอกผู้นำคณะทำงานแปรรูปสินค้าเกษตร กลุ่มหนองผักบุ้ง จ.เพชรบูรณ์ ย้อนเล่าจุดเริ่มต้นว่า เมื่อก่อนถ้าไม่ได้ทำไร่ ทำนา น้ำแล้ง น้ำท่วมเราก็ไม่มีรายได้ เราเลยมาตั้งกลุ่มแปรรูปสินค้ากัน

“คูโบต้าเขาก็เข้ามาช่วยทำฝายกั้นน้ำ ให้เรามีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง และแนะนำเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมกับบอกว่า ถ้าทำก็จะไปหาตลาดให้ เราก็มานั่งคุยกันตามประสาชาวบ้านกันว่า เอ๊ะ เราแก่แล้วเราจะมาทำอะไรดี เลยนึกถึงว่าบ้านเรามีกล้วย เลยเริ่มสู้ลองผิดลองถูกพัฒนาสินค้ากันมา

จากตอนแรกกลุ่มเรามีกันอยู่ 3 คน เราก็เลยมีกำลังใจ เพราะมีคนคอยมาสนับสนุนเรา เขาไม่เคยทิ้งเรา ยิ่งได้ขึ้นห้างขายก็ยิ่งได้ทำเยอะขึ้น จนตอนนี้เรามีเงินใช้ในครอบครัวเยอะขึ้น ตอนนี้เราเอาเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้การแปรรูป และการขายของออนไลน์มากขึ้น

ต่อไปลูกแม่ที่ไปทำงานโรงงานที่สมุทรปราการบอกว่า ถ้าโรงงานเขาไปไม่รอด หรือเลิกจ้างยังไง เขาขอกลับบ้านมาทำกับแม่ได้ไหม แม่ก็บอกว่า ได้เลย ยิ่งดีมากๆ เพราะอยู่กรุงเทพฯมันไม่เหมือนอยู่บ้านเรา

อยู่ที่นี่เรียกกันกินข้าว แบ่งข้าวปลาอาหารกัน ต่างจากที่นู้น อยู่ติดกันแต่ไม่เคยรู้จักกันเลย มันมีแต่รายจ่ายทั้งนั้น ซื้อทุกอย่าง อันนี้อยู่บ้านเราเก็บผักแบ่งปันกัน อย่างแค่มะเขือ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องไปซื้อ อันนี้บ้านเอ็งไม่มี มาเอาไป

แถมได้กลับมาเลี้ยงลูกหลานที่บ้านเราดีกว่า อยู่บ้านเราพร้อมหน้ามันดีกว่าอยู่แล้ว” แม่หยวนหวังโอบลูกหลานคืนถิ่น

เยาวชนร่วมถ่ายภาพรวม ค่าย Kubota Smart Farmer Camp 2024 ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จ.เพชรบูรณ์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-4 สิงหาคมที่ผ่านมา

สางปัญหา ‘ทิ้งไร่นาเข้าเมือง’

หวังรุ่นใหม่ดึงความเจริญถึงชุมชน

กิตติธัช กิตติภูวนาท

หันมาฟังเสียงสะท้อนปัญหา ‘ชาวนา’ บนพื้นที่ราบสูง จากปากเยาวชนรุ่นใหม่ กิตติธัช กิตติภูวนาท หรือโจอี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเกษตรศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า ตนเกิดและเติบโตมากับชุมชนชาวนา จ.ขอนแก่น มักเจอปัญหาว่า ‘ข้าวมีราคาต่ำ ปลูกได้ปริมาณน้อย’

ตอนนี้คนเริ่มหันมาปลูกแค่กินเอง จนแทบจะเลิกปลูกข้าวขายกันแล้ว เพราะขายไปก็ไม่คุ้ม เก็บไว้กินเองดีกว่า ช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำนาก็จะไปทำงานอย่างอื่นแทน เขาก็จะกลายไปเป็นแรงงานในเมืองใหญ่ เหลือทิ้งแต่คนแก่ที่ไว้บ้าน เอาลูกหลานฝากไว้กับตายายแทน มันก็เลยเป็นปัญหาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

ถ้าแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ เช่น การใช้เทคโนโลยีเสริมการเพาะปลูก และเพิ่มมูลค่าของสินค้าทางการเกษตร หรือสร้างความรู้ด้านการตลาดได้ คนก็จะอยากกลับมาทำการเกษตรมากขึ้น ปลูกแล้วคุณภาพมันดี ราคามันดี ความเจริญก็จะกลับมาสู่ชุมชน มันก็จะช่วยให้ท้องถิ่นพัฒนามากขึ้นไปด้วย ตัวเราเองก็ยังอยากจะกลับไปพัฒนาที่ตัวเอง และพัฒนาสินค้าแปรรูปให้ดียิ่งขึ้น

“เราอยากเห็นให้คนรุ่นใหม่ กลับไปพัฒนาบ้านตัวเองเอง แล้วกระจายความเจริญไปรอบๆ มากกว่าอยู่ในเมือง นักศึกษาคนที่จบใหม่ไฟแรง อยากให้กลับไปพัฒนาที่บ้านมากกว่า เพราะถ้าเราเก่งอยู่เมือง เราก็อาจจะมาเก่งมากๆ ที่บ้านของเราก็ได้

เมื่อเราสร้างสินค้าคุณภาพดีขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นด้วย” โจอี้มุ่งโกยความรู้เต็มกำลัง

สานต่อสวนผลไม้ครอบครัว

เพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ทันโลก

ศิริมน พันธุ์พิริยะ

เสริมมุมมองด้วยเพื่อนร่วมค่าย คนรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมด้วยแพชชั่นหวังพัฒนาบ้านเกิด ศิริมน พันธุ์พิริยะ หรือแก้วตา นิสิตปี 3 จากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทางบ้านมีสวนผลไม้หลายไร่ที่ จ.ตราด ปลูกสับปะรด เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ยางพารา และต้นปาล์ม

“เคยช่วยที่บ้านปลูกสับปะรดเป็นหลัก ได้เรียนรู้จากที่พ่อแม่สอนให้ลงมือทำจริง เช่น การใส่ปุ๋ยที่พอดี ใส่แบบไหนแล้วสับปะรดจะตาย หรือสังเกตพืชที่ป่วยเป็นโรค ได้ลองผิดลองถูกจากการลงมือทำ จนเกิดความตั้งใจที่อยากพัฒนาบ้านเราให้ดีขึ้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายนี้ทำให้เราได้ลองใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมทางการเกษตร และการทำการตลาด ซึ่งที่บ้านไม่ค่อยได้ขายสินค้าแบบแปรรูป เช่น ทุเรียน ก็ขายแบบเป็นลูกเลย ไม่ได้เป็นการขายจากสวนไปถึงลูกค้า แต่จะผ่านพ่อค้าคนกลางไปหาลูกค้าอีกทีหนึ่ง มันอาจจะโดนกดราคา ให้ไม่ได้เท่าที่ควรจะได้

เราอยากเอาสินค้าที่บ้านมาทำการตลาดเอง ทำให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าของเรามีคุณภาพแบบไหน และอาจจะใช้ช่องทางการไลฟ์สด (Live) ผ่านช่องทาง Tiktok เข้ามาช่วย จากที่พี่ในค่ายเข้าสอนมา เราได้ลองทำสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แล้วก็ได้เอามาไลฟ์ขาย” แก้วตาจับจุดจากครอบครัว

จากตอนแรกที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการพัฒนาอย่างไร ไม่กล้าทำ แต่พอมาได้ฟังวิทยากรที่ประสบความสำเร็จ ก็เริ่มมีไอเดียว่า ทำให้เราค่อยๆ กล้าเริ่มลงมือทำการตลาดให้มันดีขึ้น กลับไปทำแบรนด์ของตัวเอง หยิบเอาความรู้หลายศาสตร์ เข้ามาใช้พัฒนาด้วยกันให้มันดียิ่งขึ้น” แก้วตาเผยมุมคนรุ่นใหม่

สมาร์ทฟาร์มเมอร์ จึงไม่ใช่เรื่องพืชผลการผลิตเท่านั้น แต่มันยังมีทั้ง ‘ความฝัน’ และ ‘ความหวัง’ ถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่เบื้องหลัง ที่กำลังดึงเอาคนหลายรุ่นมาร่วมกันผลักดัน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอีกด้วย

ภูษิต ภูมีคำ