อาศรมมิวสิก : วงปล่อยแก่คืออะไร เป็นอย่างไรและเพื่อใคร

11.08.24 | 11:10 น.
คณะผู้จัดการบริหารวงปล่อยแก่ 13 วง ประชุมหาทิศทางและแก้ปัญหาร่วมกัน

วงปล่อยแก่คืออะไร
เป็นอย่างไรและเพื่อใคร

วงขับร้องประสานเสียงปล่อยแก่ เป็นอุปกรณ์สำหรับการวิจัย (ทดลอง) ในการดูแลรักษาและบำบัด ช่วยเหลือคนแก่ให้มีพลัง เพื่อให้ชีวิตคนแก่อยู่อย่างมีความสุข เพราะเมื่อคนแก่ได้ร้องเพลงหรือได้เล่นดนตรี เสียงจะเป็นตัวกระตุ้นต่อมความสุขให้เกิดความเพลิดเพลินและทำให้มีชีวิตชีวา ความสุขที่เกิดขึ้นจากการร้องเพลงหรือการเล่นดนตรี ยังเป็นการดูแลรักษาคนแก่ให้อายุยืนได้ โดยใช้เสียงดนตรีช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตให้มีสุขภาพจิตที่สดใสดีงามและมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์ขึ้นด้วย

ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง เสียงเป็นพลังงาน พลังงานของเสียงสามารถสร้างความเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา การพัฒนาทำให้เกิดความเจริญ ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ยิ่งทำให้เกิดความเจริญเร็วขึ้น ที่สำคัญพลังงานเสียงที่อยู่ในร่างกายของคนแก่ทุกคน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่หยุดการเปลี่ยนแปลง ชีวิตก็ตาย

วงขับร้องประสานเสียงปล่อยแก่ เป็นการร้องเพลงเพื่อสร้างพลังของคนแก่ ให้สามารถช่วยตัวเองได้มากที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายและกำลังกายถดถอย ต้องสร้างแรงฮึดพลังจากภายในออกมากระตุ้นให้กายและจิตเข้มแข็ง เมื่อได้ร้องเพลง เลือดลมในร่างกายก็จะสูบฉีดไปทั่วร่าง คนแก่ได้ปลดปล่อยความเจ็บปวดที่มีอยู่ภายในตัวให้ออกไป เติมความสุขเข้ามาแทน การเปล่งเสียงออกมาจึงเป็นการออกกำลังกายที่ดีของคนแก่

กายกับจิตทำงานคู่กันเหมือนฝาแฝด เมื่อกายป่วย จิตก็จะป่วยตามกาย หากจิตป่วย กายก็ป่วยตามจิต การร้องเพลงจึงเป็นโอกาสที่จะบำรุงจิตใจให้สดใสร่าเริง เพื่อจะช่วยพยุงกายให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากได้ร้องเพลงสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนแก่ได้มากขึ้น

Advertisement

คนแก่เมื่อได้เดินเลยสะพานพระราม 6 ไปแล้ว เข้าใจชีวิตและมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เป็นภาระให้ใคร มีความคาดหวังน้อยลง เหงาและว้าเหว่ เพราะลูกหลานใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับมือถือ ยุ่งกับภาระงาน หรือใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยี หากคนแก่มีเพลงเป็นเพื่อนก็สามารถร้องเพลงได้ทุกวันทุกสถานที่ เพื่อช่วยคลายเหงาคลายเศร้า เพลงช่วยขจัดความทุกข์ ขจัดความเจ็บปวดระหว่างวัน เพลงช่วยเพิ่มเติมความสุขเข้ามาแทน ขจัดความว้าเหว่ ขจัดความหลงลืม การร้องเพลงจึงเป็นการสร้างความสุขที่ลงทุนน้อยและทำได้ด้วยตนเองทันที

คำว่า “ปล่อยแก่” เดิมเป็นชื่อละครตลก เป็นละครพูดผสมกับละครร้องของศิลปินชาวบ้าน คณะ นายบัว วิเศษกุล เมืองนครศรีธรรมราช จัดแสดงขึ้นเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร แสดงเมื่อคืนวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2452 บันทึกในจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้

อาการปล่อยแก่ เป็นเรื่องของคนแก่ต้องการจะบอกให้ลูกหลานได้รับรู้ว่า อย่าได้ถือสาหาความอะไรกับคนแก่ เพราะว่า “แก่แล้ว” นานๆ ครั้งจะได้ปล่อยแก่สักที โดยธรรมชาติคนแก่นั้นต้องรักษาความแก่เอาไว้กับตัว เมื่อรู้สึกว่าแก่แล้ว ต้องการสงวนท่าทีรักษากิริยาอาการไว้ เพื่อไม่ให้เด็กรุ่นหลัง “ถอนหงอก” ให้ความเคารพ ให้ความนับถือว่าเป็นผู้มีอาวุโสที่มีบารมีและน่าเกรงใจ

คนแก่เป็นโรคชนิดหนึ่งมีสภาพไร้อารมณ์ หมดการยึดถือในลาภยศสรรเสริญ ตำแหน่ง ไม่สนใจคำนินทา ไม่มีงานประจำต้องทำ ไม่มีเงินใช้ฟุ่มเฟือย กู้เงินไม่ได้ ละลดเลิกเรื่องรสกลิ่นเสียง เบื่อโลก เบื่ออาหาร เบื่ออารมณ์ เบื่อชีวิต เบื่อตัวเอง เบื่อกิจกรรมที่จำเจ ซึ่งเป็นอาการของคนแก่ การสูญเสียความรู้สึก หมดอารมณ์ สูญเสียความเชื่อมั่น ชีวิตน่าเบื่อ ไม่รู้สึกว่าร้อนหรือหนาว เป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่มีความสนุก ไม่มีชีวิตชีวา เป็นต้น

วงปล่อยแก่เป็นพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับความเป็นคนแก่ ต้องการปลุกให้คนแก่ตื่นขึ้นจากความรู้สึกที่หดหู่ เตรียมตัวหัวเราะ มีอารมณ์ขัน คุยกับเพื่อนขจัดความเหงา ปลดปล่อยความซึมเศร้า เพื่อให้โล่งโปร่งเบา

มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัดตั้งวงขับร้องประสานเสียงของคนแก่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2562 เพื่อใช้เป็นกิจกรรมวงขับร้องประสานเสียง “ดนตรีพลังบวก” เพื่อจะปล่อยความแก่ออกไป นำอารมณ์ความรู้สึกที่มีชีวิตกลับมา อาศัยความรักความผูกพันที่มีต่อกัน อาศัยการร้องเพลง ใช้เสียงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศให้คนแก่มีชีวิตชีวา เสียงเพลงช่วยกระตุ้นให้คนแก่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น วงปล่อยแก่ทำหน้าที่เป็นยาบำบัดโรคคนแก่

ปี พ.ศ.2563 ได้เริ่มทดลองวงปล่อยแก่ที่บ้านคาและที่เกาะลอย ราชบุรี เพราะว่ามีการรวมตัวคนแก่ที่เป็นชาวบ้านที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2565 วงปล่อยแก่ได้รับการสนับสนุน “ทุนวิจัย” จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้พัฒนาและขยายวงปล่อยแก่ไปยังเมืองอื่นๆ อาทิ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย ยะลา อุดรธานี บุรีรัมย์ นครสวรรค์ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เมืองโคราช และชมรมสายใยในกรุงเทพฯ

พ.ศ.2567 มีวงปล่อยแก่ 13 วง พื้นที่ 12 จังหวัด วงปล่อยแก่เป็นวงขับร้องประสานเสียงเพื่อให้คนแก่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ทำให้คนแก่มีเพื่อน ชีวิตมีบรรยากาศใหม่ สามารถสร้างความสุขได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใคร

วงปล่อยแก่ แตกต่างไปจากชมรมผู้สูงอายุที่รวมตัวกันร้องเพลงอย่างไร ในสังคมไทยปัจจุบันมีประชากรคนแก่เพิ่มมากขึ้น (15 ล้านคน) ในขณะที่สังคมไทยโดยรวมยังไม่ได้เตรียมตัวรับกับสถานการณ์ของจำนวนคนแก่ที่เพิ่มขึ้น เหตุนี้คนแก่ทั้งหลายก็ต้องช่วยตัวเองให้มากที่สุด คนแก่คนไหนมีความรู้มีความสามารถเฉพาะทาง ก็รวมตัวกันทำกิจกรรมที่ถนัด อาทิ การออกกำลังกาย ทำกิจกรรมศิลปะ วาดภาพ ร้องเพลง เล่นดนตรี การลีลาศเต้นรำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ลงทุนกันเองโดยไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดใดๆ

คณะครูและวิทยากรร้องเพลงต้นแบบให้วงปล่อยแก่ฟัง

ชมรมคนแก่ที่รวมตัวกันร้องเพลง ส่วนใหญ่จะร้องเพลงแบบคาราโอเกะ (Karaoke) หมายถึงการร้องเพลงโดยใช้ดนตรีแห้งประกอบการขับร้อง ซึ่งจะต้องร้องเพลงทีละคน คนอื่นๆ ก็ต้องเป็นผู้ฟังหรือเพื่อรอโอกาสร้องเพลงในลำดับต่อไป การร้องเพลงแบบคาราโอเกะ คนที่ร้องจะมีความสุขมาก ซึ่งเป็นความสุขเกิดขึ้นคนเดียว ส่วนผู้ฟังก็ตกอยู่ในสภาพ “ทรมานบันเทิง” ทั้งยังต้องคอยนานกว่าจะได้โอกาสร้อง ในที่สุดการร้องเพลงแบบคาราโอเกะก็กลายเป็นเรื่องที่หนวกหู น่ารำคาญ สำหรับผู้ที่นั่งฟังนานๆ แบบ “เอ็ดตะโรโฟนี” เพราะนักร้องที่เป็นคนแก่ทั้งหลายไม่ได้เป็นนักร้องอาชีพหรือมีเสียงชั้นเลิศ ไม่ได้ฝึกฝนเพื่อการร้องเพลงให้ผู้อื่นฟัง

กรณีวงขับร้องประสานเสียงปล่อยแก่ เป็นการขับร้องหมู่ ขับร้องโดยคนแก่ ขับร้องบทเพลงที่คนแก่ชอบ เป็นกิจกรรมร่วมร้องเพลงของคนแก่ คนแก่ทุกคนได้ร้องเพลงที่ชอบพร้อมกัน โดยไม่ต้องนั่งรอคอยใครและที่สำคัญไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ฟัง เพราะทุกคนร้องกันเองฟังกันเอง ไม่มีใครรำคาญใคร และทุกคนมีความสุขพร้อมๆ กัน

วันที่ 3-6 กันยายน พ.ศ.2567 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาคมขับร้องประสานเสียงแห่งประเทศไทย จัดประกวดวงขับร้องประสานเสียงขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทำให้สมาชิก “วงปล่อยแก่หัวใจพองโต ตัวสั่นระริก” เพราะอยากขึ้นเวที อยากร้องเพลง อยากแต่งตัวสวย ทั้งที่วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งวงปล่อยแก่ ไม่มีนโยบายเพื่อการประกวดหรือเพื่อเข้าแข่งขันแต่อย่างใด

ผู้แทนวงปล่อยแก่ 13 วง จากทั่วภูมิภาค พร้อมผู้สนับสนุนโครงการ

สมาชิกวงปล่อยแก่จำนวนหนึ่ง ก็อดใจไว้ไม่ไหว อยากจะเข้าร่วมกิจกรรมประกวด สมาชิกวงปล่อยแก่ทั่วประเทศมีอยู่ 13 วง ต้องคัดเลือกกันเองให้เหลือแค่วงเดียว (43 คน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว เพราะเมื่อมีการคัดเลือกก็ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องสร้างมาตรฐาน ต้องมีการตัดสิน มีผู้ผ่านและมีผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก มีทั้งผู้ที่ดีใจและผู้ที่เสียใจ โดยปรัชญาแล้ววงปล่อยแก่มีหน้าที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับคนแก่ทุกคน เพราะหมดเวลาของคนแก่ สำหรับเรื่องความผิดหวัง ทั้งดีใจและเสียใจ วงปล่อยแก่ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อล่ารางวัลแต่อย่างใด

เมื่อสมาชิกสนับสนุนและตัดสินใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ จึงต้องมีการคัดเลือกนักร้อง ต้องเข้าค่ายเพื่อการฝึกซ้อมอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าสมัครเข้าร่วมแข่งขันคนละ 1,000 บาท รวมแล้วก็โขอยู่ ปรัชญาที่ว่า “ฉิบหายไม่ว่า เอาหน้าไว้ก่อน” เพื่อสร้างความสุขให้กับคนแก่ เพื่อสร้างเป้าหมายและทิศทางให้วงปล่อยแก่ เป็นประสบการณ์ใหม่กับวงปล่อยแก่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนแก่ เป็นการกระตุ้นปลุกพลังที่มีอยู่ในตัวของคนแก่ให้เอาพลังออกมาใช้ด้วยการร้องเพลง

ขอขอบคุณคณะผู้จัดงานประกวดการขับร้องประสานเสียง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้เปิดเวทีเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้าน โดยวงปล่อยแก่ได้ขึ้นเวทีแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งคนแก่เหล่านี้ไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติหรือนักร้องผู้มีชื่อเสียง โอกาสขึ้นร้องเพลงบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องที่สุดยอดในชีวิตแล้ว การลงทุนจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์ถือว่าคุ้ม นำไปเล่าให้ลูกหลานฟัง ตายก็นอนตาหลับ

สุกรี เจริญสุข