ภูพระบาท จากปูชนียสถานบนภูพาน สู่มรดกโลกทางวัฒนธรรม

13.08.24 | 12:29 น.
หอนางอุษา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

มื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “ภูพระบาท” หรือ “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” เป็นมรดโลกทางวัฒนธรรม แห่งที่ 5 ของประเทศไทย

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2567 จึงขอร่วมเฉลิมฉลองข่าวน่ายินดีของชาติ ด้วยบทความชื่อ “ภูพระบาท : ปูชนียสถานบนภูพาน ศักดิ์สิทธิ์สองฝั่งโขง” โดย รศ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ค้นคว้าและเรียบเรียง

เริ่มจากข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ที่เรียกว่า “ภูพระบาท” เพราะอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีชื่อ “ภูพระบาท” ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นเทือกเขาหินทราย อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 320-350 เมตร

ซึ่งเป็นต้นน้ำของลำน้ำหลายสาย เช่น ห้วยหินร่องและห้วยนางอุสา ซึ่งไหลลงสู่ลำน้ำโมงที่อยู่ทางทิศตะวันออกของภูพระบาท จากสถานที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีนี้ประกอบกับลำน้ำที่ไหลผ่าน จะเห็นว่ามีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เช่น เวียงคุก จังหวัดหนองคาย และกรุงเวียงจันทน์ 

Advertisement
ใบเสมาแปดเหลี่ยมที่แหล่งโบราณคดีบ้านหินตั้ง อำเภอบ้านผือ

พื้นที่ภูพระบาท เมื่อครั้งอดีตถูกธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ปกคลุม ต่อมาเมื่อราว 180 ล้านปี น้ำแข็งเริ่มละลายและมีการเคลื่อนตัวตามแรงดึงดูดของโลก ทำให้เทือกเขาภูพานมีสภาพเป็นเขาหินทราย เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ที่ยกตัวขึ้นสูงจากพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ราวกับว่าเป็นการกระทำของมนุษย์ ยุคโบราณใช้พื้นที่นี้ประกอบกิจกรรมตามความเชื่อของศาสนาท้องถิ่น 

ภูพระบาทจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำโขงและปรากฏชื่ออยู่ในตำนานอุรังคธาตุ หลักฐานชิ้นแรกที่กล่าวถึง “พระพุทธบาทบัวบก” และ “พระพุทธบาทบัวบาน” ในพื้นที่ภูพระบาทในฐานะความเป็นโบราณสถานปรากฏครั้งแรกในประกาศกรมศิลปากรกำหนดโบราณสถานสำหรับชาติ เมื่อปี 2478

ภายหลังการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จึงมีการขุดค้นและการศึกษาแปลความภาพประติมานวิทยาบนใบเสมาจากภูพระบาท ซึ่งถือว่าเป็นการขุดค้นตามหลักการวิชาการครั้งแรกที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ณ บริเวณภูพระบาท

จิตรกรรมรูปบุคคลที่ถ้ำคน ภูพระบาท

การศึกษาภูพระบาทยังพบว่ามีร่องรอยชุมชนโบราณอยู่อาศัยมายาวนาน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบจากการขุดค้นทางโบราณคดี แต่บริเวณพื้นที่บนภูพระบาทเป็นลานหินทรายขนาดใหญ่ไม่สามารถขุดค้นได้ จึงใช้ผลการขุดค้นบริเวณรอบภูพระบาทแทน ใน 2 แหล่งขุดค้น คือ

แหล่งที่ 1 วัดบ้านหนองเป่ง ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ ใช้วิธี AMS (Accelerator Mass Spectrometry) จากตัวอย่างถ่านพบว่ามีชุมชนแหล่งนี้ โดยเริ่มมีมนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยในราว 3,100-3,150 ปีมาแล้ว 

แหล่งที่ 2 โบราณสถานดอนศิลา ตำบลจำปาโมง อำเภอบ้านผือ ใช้วิธีเรดิโอคาร์บอน (Radiocarbon Dating Analyses) สามารถกำหนดลำดับชั้นวัฒนธรรมตามอายุสมัยที่มีการใช้งานกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (สมัยหินใหม่ถึงสมัยเหล็ก) จนถึงสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง 

รายงานการขุดค้นทั้งสอง ชี้ให้เห็นว่าภูพระบาทเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วง 500 ปีก่อนพุทธกาล

คอกม้าท้าวบารส แม้ว่าโครงสร้างหลักของโบราณสถานจะเกิดจากธรรมชาติ แต่ก็เผยให้เห็นการตบแต่งพื้นและผนังให้เรียบ

นอกจากนี้ พื้นที่อำเภอบ้านผือยังเป็นแหล่งภาพเขียนสีในเพิงผาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยภูพระบาทเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอบ้านผือ คิดสัดส่วนถึง 67.9% จากแหล่งภาพเขียนสีทั้งหมด 6 กลุ่ม ในภูพระบาท คือ กลุ่มถ้ำดินเพียง, กลุ่มวัดพ่อตา-ลูกเขย, กลุ่มวัดพระพุทธบาทบัวบก, กลุ่มถ้ำหินลาด, กลุ่มโนนสาวเอ้ และกลุ่มเพิงหินลาดใหญ่

ภาพที่เขียนมีตั้งแต่ ภาพคน, สัตว์, มือ, สัญลักษณ์เรขาคณิต โดยเกือบทั้งหมดใช้สีแดงเป็นหลัก ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากแหล่งแร่ที่บ้านดูน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าบ่อดินแดง ซึ่งอยู่ใกล้อำเภอบ้านผือมากที่สุด ซึ่งผู้เขียน (รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล) ประเมินอายุจิตรกรรมที่ภูพระบาทน่าจะอยู่ในช่วง พ.ศ.600-1200 โดยประมาณ

รุ่งโรจน์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “เอกลักษณ์อีกประการของแหล่งโบราณคดีภูพระบาทและพื้นที่ใกล้เคียงคือ แผ่นศิลาหรือแท่งศิลาขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง ซึ่งนักวิชาการสมัยหลังต่างสมมุติเรียกแผ่นหินและหลักหินนี้ว่า ‘เสมา’ แต่ในวงการวิชาการสากลเรียกหินเหล่านี้ว่า หินตั้ง (Standing Stone)

และที่สำคัญชื่อบ้านนามเมืองที่มีแผ่นหินหลักหินปักก็ยังมีชื่อบ้านหินตั้ง เช่น บ้านหินตั้ง ใกล้เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา หนองหินตั้ง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ และบ้านหินตั้ง อำเภอภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ดังนั้น จึงชวนให้คิดว่า ผู้คนทั่วไปในท้องที่รับรู้ว่า แท่งหิน แผ่นหินลักษณะนี้คือหินตั้ง”

แผนที่แสดงตำแหน่งโบราณสถานบนภูพระบาท (ภาพจาก วรพงศ์ ผดุงชอบ)

สำหรับในพื้นที่สองฝั่งโขง วัฒนธรรมหินตั้งมีทั้งแท่งหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่โดดๆ และปักเป็นวงกลม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการฝังศพ เช่น เขตเดียนเบียนฟูทำเป็นโกศหินมีฝาปิด ภายในมีเถ้าอัฐิและของเซ่นไหว้,เขตหัวพัน สปป.ลาว มีหินตั้งปักอยู่เป็นวง ตรงกลางของวงหินตั้งมีแผ่นหินรูปกลมขนาดใหญ่ เป็นหลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ประเทศไทยพบร่องรอยหลักฐานในแหล่งโบราณคดีบ้านโนนเมือง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พบโครงกระดูกจำนวนมาก และใบเสมา ขณะเดียวกันจารึกดอนเมืองเก่า 1 พบที่เมืองฟ้าแดดสงยางเป็นจารึกที่สลักบนใบเสมา รายงานการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์และหม้อกุณฑี หรือหม้อมีพวย ซึ่งเป็นภาชนะที่มีต้นแบบจากชมพูทวีป 

ส่วนโบราณสถานที่ภูพระบาทพบว่ามีการปักใบเสมา หรือหินตั้งล้อมรอบเพิงผา เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา ฉางข้าวนายพราน คอกม้าน้อย และถ้ำฤๅษี รวมถึงบริเวณแหล่งใกล้เคียง เช่น พระพุทธบาทบัวบาน และถ้ำนาหลวง 

เพิงผาดังกล่าวส่วนมากมีภาพเขียนสีที่เขียนขึ้นในช่วง พ.ศ.600-1200 โดยประมาณ ซึ่งลักษณะของการปักใบเสมาที่แหล่งที่กล่าวนี้ถือเป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่พบในแหล่งโบราณคดีใบเสมาแห่งอื่นในไทย ที่สำคัญกว่านั้นคือ วัฒนธรรมการทำแผ่นหินขนาดใหญ่และแท่งหินขนาดใหญ่ทั้งที่ปักล้อมเพิงผาและปักล้อมรอบลานเป็นเอกลักษณ์ของสองฝั่งแม่น้ำโขงที่ไม่ปรากฏในอินเดียและศรีลังกาแต่ประการใด

นอกจากนี้ยังมี “อุสาบารส” วรรณคดีเรื่องสำคัญที่สะท้อนภูพระบาท ช่วง พ.ศ.2300 ที่อธิบายโบราณสถานอธิบายเรื่องราวภูพระบาทในตำนาน, การเกิดเมืองพาน, เรื่องราวความรักของท้าวบารสกับนางอุสา และห้องนางอุสา หรือหอนางอุสาโขดหินรูปคล้ายเห็ดอยู่บนลานหิน ที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท 

ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงภาพรวมกว้างของ “อุทยานแห่งชาติภูพระบาท” ยังมีรายละเอียดอีกมาก รวมทั้งข้อเสนอของรุ่งโรจน์ที่ชวนให้สลัดแนวคิดเชื่อมโยงภูพระบาทกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ให้หันมามองความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เช่น เวียงคุก จังหวัดหนองคาย และเวียงจันทน์ สปป.ลาว ทั้งหมดขอท่านผู้อ่านโปรดติดตามจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

วิภา จิรภาไพศาล

[email protected]