‘หวังว่าผู้คนจะเริ่มสงสัย’ เส้นผม เกล็ดปลา ปีกแมลงเม่า
Under The Dark Sun โดย อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์
การกระทำของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่บางครั้งกลับไม่รู้ตัวว่าสร้างปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นขยะในมหาสมุทร การปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงโดยมีสาเหตุมาจากมนุษย์เป็นผู้กระทำ ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะเพื่อตั้งคำถามไปยังผู้คนว่าทำไมความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมบนโลกจึงค่อยๆ เสื่อมสลาย
Under The Dark Sun นิทรรศการศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจากการกระทำของมนุษย์ นำเสนอผลงานจากวัสดุธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ‘เส้นผม เกล็ดปลา ปีกแมลงเม่า’ เป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บวกกับแรงบันดาลใจส่วนตัวของ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ศิลปินผู้มีผลงานอันเป็นเอกลักษณ์จากการนำเส้นผมของมนุษย์มาเป็นวัสดุในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
นิทรรศการชุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศที่สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน อีกทั้งความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลกต่อปรากฏการณ์ น้ำขึ้น น้ำลง รวมไปถึงผลกระทบทางธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์
ธรรมชาติเปลี่ยน แหล่งน้ำถูกทำลาย
แรงบันดาลใจ Under The Dark Sun
“แรงบันดาลใจเกิดขึ้นมาในช่วงปี พ.ศ.2565 ช่วงโควิด-19 ระบาด แต่มีโอกาสได้ไปงาน Sydney Biennale 2022 ที่กำหนดธีมของงานเกี่ยวกับน้ำ เมื่อกลับมาประเทศไทยจึงเริ่มออกค้นหาข้อมูลแต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นไม่เอื้อต่อการลงพื้นที่เก็บข้อมูล จึงเปลี่ยนวิธีโดยรวบรวมข้อมูลจากสารคดีต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานที่เนื้อหาสะท้อนถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ต่อแหล่งน้ำ เรายังทราบข้อมูลว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะลงสู่ทะเลมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก แต่น่าแปลกที่แทบไม่มีใครพูดถึงปัญหาเหล่านี้”
อิ่มหทัยกล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มสร้างผลงานที่สะท้อนถึงการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้นเล่าถึงผลงานสะดุดตา คือ ประติมากรรมรูปใบหน้าลิงกอริลลาเป็นจุดแรก โดยได้รับอิทธิพลมาจากความทรงจำในวัยเด็กบวกกับของปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม
“ในงานนิทรรศการนี้จุดแรกคือประติมากรรมหน้าลิงกอริลลา ที่เราต้องการให้เป็นตัวแทนของธรรมชาติ สัตว์ป่า และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไอเดียมาจากปรากฏการณ์ของพระจันทร์ข้างขึ้น ข้างแรม เลยทำให้ตัวชิ้นงานมีสีดำในด้านหน้าและสีขาวทางด้านหลัง การจัดวางในลักษณะ 45 องศากับพื้นจะทำให้รู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงและพร้อมพังได้ตลอดเวลา แต่ยังมีสาเหตุหนึ่งเกี่ยวกับความจำฝังใจเรามาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก คือการที่ได้เห็นลิงกอริลลาที่สวนสัตว์พาต้า เขาอยู่ในกรงแบบมีระบบป้องกันอย่างดี เราได้กลับไปที่นั่นอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มสร้างงานชิ้นนี้ เลยนำเขามาเป็นแรงบันดาลใจอีกด้านและตั้งใจให้เขาเป็นจุดเด่นที่สุดของงาน”
อิ่มหทัยกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานชิ้นเด่น
The Dark Moon สื่อผสมปีกแมลงเม่า
สัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

ผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ
The Dark Moon งานสื่อผสมจากกล่องไฟ ประกอบเข้ากับปีกแมลงเม่า อยู่บนผนังสีดำให้ความรู้สึกไม่มีที่สิ้นสุด โดยเป็นจุดสุดท้ายของนิทรรศการ
ศิลปินเผยว่า มุ่งหวังสื่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติบนโลกที่ได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์และพระจันทร์ เช่น น้ำขึ้น น้ำลง การเปลี่ยนผ่านฤดูกาลต่างๆ โดยปีกแมลงเม่าแสดงสัญลักษณ์แทนการเปลี่ยนผ่านของเวลาและฤดูกาล
“ทำไมผลงานชิ้นนี้ถึงได้เลือกปีกแมลงเม่าเป็นองค์ประกอบ เพราะแมลงเม่าเป็นสัตว์ที่สามารถบ่งบอกการเปลี่ยนฤดูกาลได้ เพราะเราแทบจะไม่พบแมลงเม่าปรากฏตัวอยู่ในฤดูกาลที่ไม่มีฝนตก แต่เราจะพบมันออกมาจากพื้นดินในวันแรกของฤดูฝนเพื่อผสมพันธุ์” อิ่มหทัยอธิบาย
Message from fish to star
เสียงเรียกจากท้องทะเล

จากนั้นไปต่อที่ผลงานที่โดดเด่นด้วยเกล็ดปลา
โดยจุดเริ่มต้นมาจากการดูสารคดีการหายไปของทะเลอารัลจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลโซเวียตเริ่มทำสัมปทานขุดคลองเพื่อผันน้ำไปใช้ในการเกษตร เป็นผลกระทบต่อเนื่องทำให้ทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเคยใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกค่อยๆ แห้งกลายสภาพเป็นทะเลทรายใหญ่สุดลูกหูลูกตาแทน
“เรานำเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับทำงานชิ้นนี้โดยใช้เกล็ดปลาเป็นองค์ประกอบ มาตัดแต่งจนรูปแบบออกมาคล้ายกับภาษาโบราณที่ยังทิ้งปริศนาให้เราตีความได้อีก จึงนำมาเรียงเข้าด้วยกันเสมือนเป็นบทกลอนที่สะท้อนเสียงเรียกจากท้องทะเล” อิ่มหทัยเปรียบเปรย
Unknown Creatures เทคนิคผสมผสาน
งานเขียนกับเส้นผมมนุษย์

อีกหนึ่งผลงานคือสื่อผสมระหว่าง เส้นผมมนุษย์ กราไฟต์ กับเทคนิคการเขียนภาพประกอบออกมาเป็นงานศิลปะรูปร่างเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่ระบุสายพันธุ์ไม่ได้
“งานชิ้นนี้สร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคการวาดเส้นระหว่างช่องว่างของเส้นผมที่ถูกใช้บนผ้าใบ หลังจากนั้นเราพบว่ารูปทรงที่เกิดขึ้นมันคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ อาจจะเป็นชิ้นส่วนของสัตว์ขนาดเล็กอย่างแพลงตอน หรือว่าเป็นชิ้นส่วนที่สลายมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็ได้ แสงไฟที่กระทบกับชิ้นงานยังทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตในภาพเปลี่ยนรูปร่างตลอด” ศิลปินเจ้าของผลงานเล่า
Plankton ประติมากรรมเส้นผม
สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายด้วยชิ้นที่งานสร้างจากเส้นผมของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายกับแพลงตอนถูกเก็บไว้ในกล่องพลาสติกอย่างดี
“ตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่าแพลงตอน เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้มีความสำคัญกับระบบนิเวศ เป็นสัตว์ที่ผลิตออกซิเจนให้กับโลกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ที่มนุษย์ใช้หายใจ ทีนี้เขาอาศัยอยู่ในทะเลซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องมลพิษและอุณหภูมิน้ำสูงขึ้นทุกปีทำให้ปริมาณของแพลงตอนลดลง การนำเส้นผมมาใช้สร้างผลงานชิ้นนี้ เพื่อให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ว่าเป็นผู้สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ที่อาศัยในแหล่งน้ำ” ศิลปินเล่า
ครั้นถามถึงข้อจำกัดของวัสดุที่นำมาใช้สร้างสรรค์ผลงาน ได้คำตอบว่า เส้นผมเป็นวัสดุที่ความหนา บาง และขนาดของเส้นผมไม่เท่ากัน งานบางชิ้นเหมาะกับเส้นผมขนาดเล็ก ยกตัวอย่างชิ้นงานที่สร้างจากเส้นผมบางชิ้นถ้าใช้ผมเส้นเล็กและมีความหยิกจะทำให้วัสดุคงรูปได้มากกว่าเส้นผมที่มีขนาดใหญ่ จึงเริ่มคัดแยกเส้นผมก่อนเพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบผลงานที่ต้องการ ความยากอีกส่วนหนึ่งคือ วัสดุธรรมชาติที่นำมาใช้จะมีภูมิหลังของวัสดุ เช่นในความเชื่อของคนไทยบางคนจะ ‘กลัว’ เพราะในสื่อร่วมสมัยเรามักเห็นเส้นผมไปปรากฏอยู่ในหนังผี
“เส้นผมที่ใช้ในนิทรรศการเราต้องการให้เป็นตัวแทนของมนุษย์ โดยพยายามทำให้ผลงานของตัวเองออกห่างจากความน่ากลัว เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อออกไป ส่วนผลงานที่สร้างจากเกล็ดปลา 2 ชนิด คือ ปลากะพง และปลายี่สก ความยากคือเราจะไม่สามารถรู้เลยว่า
รูปร่างของเกล็ดปลาจะออกมาเป็นเช่นไรถึงแม้จะควบคุมการตัดให้ออกมารูปทรงในแบบที่ต้องการได้ เพราะความหนาของเกล็ดปลาแต่ละชิ้นมีความแตกต่างกัน ลักษณะของเกล็ดปลาทั้ง 2 ชนิดยังมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันอีก เกล็ดปลากะพงมีความหนา ขนาดใหญ่ สีของเกล็ดเป็นสีครีม ความมันวาวน้อย ในผลงาน Massage from fish to Star ที่ตั้งใจทำออกมาในลักษณะคล้ายตัวหนังสือจึงเลือกใช้เกล็ดของปลากะพงที่มีขนาดใหญ่ ส่วนเกล็ดปลายี่สกมีความมันวาว จึงนำใช้ตรงส่วนพื้นช่วยสะท้อนแสงไฟขึ้นไปกระทบชิ้นงาน ให้มีความรู้สึกเหมือนเดินบนหาดทราย”
อิ่มหทัยเล่าถึงปัญหาและข้อจำกัดของวัสดุที่เธอใช้สร้างผลงานอย่างละเอียด พร้อมทิ้งท้ายว่า นิทรรศการเป็นเพียงแค่กระบอกเสียงส่วนหนึ่งในการทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักแล้วหันมาใส่ใจกับผลกระทบในระบบนิเวศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

“งานศิลปะคงไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้คนหยุดสร้างผลกระทบในธรรมชาติได้ทันที แต่เราก็คาดหวังว่านิทรรศการนี้จะทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมบนโลก และหันไปใส่ใจกับการกระทำของตนเองมากขึ้น”
นิทรรศการ Under The Dark Sun จะมีไปจนถึง 28 กันยายนนี้ เวลา 10.30-19.30 น. ที่วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี โอพี การ์เดน เจริญกรุง 36 เขตบางรัก กรุงเทพฯ

