แจ๊ซ-โรแมนติก หรืออื่นใด…ปลายทางล้วนนำไปสู่ ‘ความงามอันเรียบง่าย (คลาสสิก) ในที่สุด’
คอนเสิร์ตโดยวง TPO (Thailand Philharmonic Orchestra) ในบ่ายวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2567 สร้างประเด็นฉุกคิด, มากมาย หลังจากการแสดงจบลง ประเด็นมากมายเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจแบบปัจจุบันทันด่วนให้ผู้เขียนต้องเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวล่วงหน้า ที่น่าคิดก็คือ ประกายความคิดเหล่านี้ มาจากรสนิยมดั้งเดิม (บางประการ) ที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความทางดนตรีในครั้งนี้ มุมมองในทางดนตรีซิมโฟนีของ “กุสตาฟ มาห์เลอร์” (Gustav Mahler) ของ “คาห์ชุน หว่อง” (Kahchun Wong) วาทยกรรับเชิญในครั้งนี้ ที่ไม่ตรงกับรสนิยมดนตรีมาห์เลอร์ของผู้เขียนเอาเสียเลย บทเพลง “คอนแชร์โต สำหรับแตรทรอมโบน” (Concerto for Trombone) โดย “ชิค คอเรีย” (Chick Corea) ศิลปินดนตรีแจ๊ซ (Jazz) ชาวอเมริกัน ที่ดูจะมีสีสันทางเสียง, พลังทางดนตรี และความน่าตื่นเต้นน้อยกว่าที่ผู้เขียนคาดคิดไว้ แต่เมื่อการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้จบลง มันก็สร้างประเด็นความคิดทางดนตรีใหม่ๆ ให้ผู้เขียนต้องกลับมาครุ่นคิด และทบทวนมุมมองทางดนตรีของตัวเองในหลายๆ ประการ
ตัวผู้เขียนเอง ก็คือหนึ่งในสาวกของลัทธินิยมซิมโฟนีของ กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ที่เริ่มจะก่อตัวและพัฒนาขึ้นอย่างจริงจังเมื่อราวๆ 50 กว่าปีมานี้เอง) ดนตรีซิมโฟนีที่พัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้านจนถึงขีดสุด ทั้งความคิดสร้างสรรค์อันซับซ้อน (ราวกับโอบโลกไว้ทั้งใบ แบบที่มาห์เลอร์กล่าวไว้), วงออร์เคสตราที่ใช้จำนวนผู้บรรเลงมากที่สุดแบบปลายศตวรรษที่19 และศาสตร์แห่งการจำแนกเสียงเครื่องดนตรี ที่อธิบายเหตุผลในตัวเองว่า ทำไมเขาจึงต้องใช้เครื่องดนตรีจำนวนมากมายขนาดนั้น มันไม่ใช่เป็นไปเพื่อความโอ้อวดทางดนตรีแบบเอะอะมะเทิ่ง แต่เพียงประการเดียว หากแต่มันคือการสำแดงศักยภาพแห่งศิลปะทางเสียงของเครื่องดนตรีตะวันตก อย่างเปี่ยมด้วยเหตุผลและความจำเป็นทางศิลปะโดยแท้จริง อารมณ์ทางดนตรีซิมโฟนีของมาห์เลอร์ ที่ประจุไว้อย่างเปี่ยมล้นในสกอร์ดนตรี (Score) ของเขาประจักษ์แจ้งอยู่ในอักขระตัวโน้ต เปี่ยมล้นจนบ่อยครั้งก็ทำให้ ความรู้สึกผู้ฟังเกิดอาการ พลุ่งพล่าน อย่างยากที่จะหักห้าม สิ่งที่ล้นพ้นเกินเลยในทางดนตรีซิมโฟนีของเขา ฟังดูจะเป็นไปในเชิงลบ เมื่อเราพูดถึงมันด้วยคำพูด หรือคำบรรยายใดๆ หากแต่เมื่อมันสำแดงอยู่ในกระแสเสียงที่บรรเลงออกมาจริงๆ มันก็แสนจะเปี่ยมด้วยเสน่ห์ จนยากที่จะหักห้ามใจมิให้หลงใหล
แม้กระนั้น ก็ยังมีกระแสลัทธิดนตรีมาห์เลอร์ที่พยายาม ยับยั้ง, ควบคุมพลังทางดนตรีซิมโฟนีของมาห์เลอร์ให้อยู่ในกรอบของความพอเหมาะพอดี อาทิ แนวทางการตีความโดย ปีแยร์ บูเลซ (Pierre Boulez) วาทยกรและนักแต่งเพลงชาวฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 20 หรือวาทยกรชาวดัทช์ “เบอร์นาร์ด ไฮติงก์” (Bernard Haitink) ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องและยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีซิมโฟนีมาห์เลอร์ใน “สายคลาสสิก” ซึ่งได้กล่าวเตือนการตีความดนตรีมาห์เลอร์ที่ เต็มไปด้วยความเปี่ยมล้นทางพลังละอารมณ์ ในหลายครั้งหลายครา อาทิ ซิมโฟนีของมาห์เลอร์ที่มักจะได้รับความนิยมในการบรรเลงด้วยพลังเสียงที่ดังมากขึ้นๆ และก็มักจะถือกันว่าเป็นการบรรเลงที่ประสบความสำเร็จ หรือการตีความดนตรีมาห์เลอร์ที่น่าอันตรายเพราะมันอาจจะทำให้วาทยกรกระทำการตามอำเภอใจกันมากขึ้นๆ หรือแม้แต่ ซิมโฟนีของมาห์เลอร์ ไม่ควรที่จะถูกนำออกมาบรรเลงกันจน “บ่อยครั้งเกินไป” นั่นหมายความว่า เขา (เบอร์นาร์ด ไฮติงก์) คำนึงถึงผลกระทบทางอารมณ์-ความรู้สึกที่ทั้งผู้บรรเลงและผู้ฟังดนตรี อาจจะต้องรับผลกระทบทางอารมณ์จากดนตรีของมาห์เลอร์จนมากเกินไปอย่างไม่รู้ตัว ผู้เขียนขอขยายความต่อไปว่า ในที่นี้ ซิมโฟนีของมาห์เลอร์อาจเสมือนอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนแรงการบริโภคจนบ่อยเกินไปและมากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
และการบรรเลง ซิมโฟนีหมายเลข 7 ของมาห์เลอร์ โดยวง TPO เมื่อบ่ายๆ วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับวงโดย “คาห์ชุน หว่อง” ก็สำแดงศิลปะมาห์เลอร์ใน “สายคลาสสิก” ให้เราได้สัมผัสกันอย่างประจักษ์ชัด ผ่านการอำนวยเพลงของเขา ถ้าซิมโฟนีของมาห์เลอร์ อันเปี่ยมล้นด้วยพลังอารมณ์เปรียบเสมือนรถสปอร์ตหรูเพรียวลม และเครื่องยนต์แรงสูง คาห์ชุน หว่อง ก็เปรียบเสมือนคนขับรถสปอร์ตหรูเครื่องแรงที่รู้กำลังเครื่องยนต์เป็นอย่างดี รู้ว่าจะนำศักยภาพความแรงความเร็ว ออกมาใช้อย่างไรภายใต้การควบคุมการขับขี่ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดด้วยเช่นกัน มันเป็นซิมโฟนีมาห์เลอร์ในแบบคลาสสิกที่ แต่เดิมทีนั้นผู้เขียนคัดค้านและไม่เห็นด้วย แต่เมื่อได้ชมการบรรเลงภายใต้การอำนวยเพลงของเขา เราก็ต้องยอมรับ “หลักสุนทรียศาสตร์ใหม่” ภายใต้การอำนวยเพลงของเขา

ดนตรีซิมโฟนีของมาห์เลอร์ที่เรารับรู้กันมาอย่างงยาวนานว่า เต็มไปด้วย ความขี้ตระหนกตกใจ, ชีพจรอันสับสนวุ่นวาย, การตั้งประเด็นคำถามเอากับสรรพสิ่งต่างๆ อย่างไม่รู้จักพอ… ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แหละคือเสน่ห์ในศิลปะดนตรีซิมโฟนีของเขา (ที่เบอร์นาร์ด ไฮติงก์ หรือปีแยร์ บูเลซ เตือนให้ทั้งผู้บรรเลงและผู้ฟังพึงสังวร ให้มีความระมัดระวัง) คาห์ชุน หว่อง คือวาทยกรที่เราอาจเรียกได้ว่ามี “เทคนิคการอำนวยเพลง” อันเป็นเลิศ ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้เฝ้าสังเกตการณ์ในการฝึกซ้อมวงของเขา ได้แต่การสังเกตการณ์เขาในฐานะผู้ชมในการแสดงจริง ซึ่งได้เห็นภาษากายอันชัดเจนของเขา, เทคนิคการใช้ไม้บาตอง (Baton) ในมือขวาในการควบคุมจังหวะ (ด้านที่เป็น “ภววิสัย” (Ojective) ทางดนตรี) และมือซ้ายที่ใช้แสดงออกทางอารมณ์, ความรู้สึก หรือแม้แต่การเปล่งเสียงสั้น-ยาวทางดนตรี ในมุมมองของผู้ชม เรายังเข้าใจถึงความต้องการทางดนตรีของเขาได้อย่างประจักษ์ชัด ว่าเขากำลังต้องการอะไร? หนัก-เบา, ใหญ่โต-กว้างขวาง, เล็กน้อยกระจุ๋มกระจิ๋ม ลักษณะประโยค-วลีต่างๆ ล้วนสำแดงได้อย่างเป็นที่ประจักษ์โดยตลอด และก็ดูว่าวง TPO เป็นวงออร์เคสตราที่ “ปั้นง่าย” ภายใต้การสื่อสารของเขา (บางทีคำว่า “สื่อสาร” ก็ดีกว่าคำว่า “กำกับ”)
ถ้าเปรียบเขาเป็นสารถี ผู้ควบคุมรถสปอร์ตหรูเครื่องแรง ก็ต้องเปรียบต่อไปว่า คาห์ชุน หว่อง มีศิลปะการใช้เบรกห้ามล้อ ในซิมโฟนีของมาห์เลอร์ได้อย่างเฉียบขาด สะท้อนถึงคุณลักษณะพื้นฐานตามสกอร์ดนตรีของมาห์เลอร์บทนี้ที่มีการเปลี่ยนอารมณ์แบบหุนหันพลันแล่นอยู่บ่อยครั้ง การเหยียบเบรก ในดนตรีมาห์เลอร์ของเขาแทบจะใกล้เคียงกับคำว่า “หัวคะมำ” ทุกอย่างจึงออกมาอย่างคลาสสิก, สะอาดและเป็นระเบียบชัดเจน (ระเบียบในความสับสน!) เบรกของเขาช่วยควบคุมมิให้รถสปอร์ตหรูเครื่องยนต์แรงยี่ห้อมาห์เลอร์ไถลออกนอกลู่วิ่ง แม้เราอาจไม่เห็นด้วยกับ “มาห์เลอร์คลาสสิก” แต่คาห์ชุน หว่อง สำแดงให้เราต้องจำนนด้วยเหตุผลว่า ยิ่งสกอร์ดนตรีเปี่ยมล้นด้วยพลังทางดนตรีมากเท่าไร เราก็ยิ่งควรจะต้องใช้ปรัชญา “คลาสสิก” มากำกับควบคุมมากขึ้นเท่านั้น
ความสับสนในทางความคิดของมาห์เลอร์สำแดงอยู่ทั้งในอักขระตัวโน้ตที่เขาเขียนขึ้นและคำกำกับอารมณ์, ความรู้สึก อาทิ ในท่อนที่ 3 “สแกร์โซ” (Scherzo) ซึ่งมาห์เลอร์เขียนกำกับไว้ว่า “Scherzo : Schattenhaft” หรือพอจะแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Lively but Shadowy” (“ร่าเริง” แต่ก็ “หม่นหมอง”) ซึ่งเราจะพบกับคำกำกับลักษณะการบรรเลงที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งในดนตรีของมาห์เลอร์อยู่บ่อยครั้ง นี่คือความยากในการ “ตีความ” การค้นหาความหมายทางดนตรีที่แท้จริงที่แฝงอยู่นอกเหนือตัวโน้ตที่เขียนขึ้น (“ความหมายระหว่างบรรทัด” ในทางวรรณคดี)
ในท่อนสุดท้ายที่มาห์เลอร์ เขียนกำกับว่า “Rondo” (รอนโด) ซึ่งในความหมายเดิมใช้พรรณนาถึง ดนตรีซิมโฟนิก (ซิมโฟนี หรือคอนแชร์โต) ในท่อนสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความแจ่มใสร่าเริง, ใช้แนวทำนองหลักที่โดดเด่นด้วยอารมณ์อันเบิกบานซึ่งจะวนกลับมาให้สะดุดหูผู้ฟังอย่างสังเกตได้ชัดเจน นี่คือความหมายดั้งเดิมที่ มาห์เลอร์ดูจะก้าวข้ามมันไปแล้ว รอนโด ในมุมมองของเขา ไม่มีความรื่นเริงแจ่มใส หากแต่เสมือนอารมณ์, ความคิดที่กระเจิดกระเจิง (แต่ก็ถูกกำกับและจัดระเบียบด้วย เทคนิคชั้นเชิงทางดนตรีอันเป็นเลิศ) แนวทำนองหลัก (รอนโด) ที่มีลักษณะเพลงมาร์ชที่ปลื้มปีติ, เคลิบเคลิ้มเป็นล้นพ้น สลับคั่นด้วยแนวทำนองแทรกเป็นห้วงๆ ในลักษณะดนตรียามค่ำคืน (Nachtmusik) และวอลทซ์ปีศาจ (Scherzo) ที่หยิบยกมาจากท่อนก่อนๆ ซึ่งเบรกหัวคะมำของ คาห์ชุน หว่อง ทำหน้าที่คั่นภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยมไม่ให้มันลื่นไหลมาปะปนกัน และแสดงสภาวะ “Bipolar” (ไบโพลาร์) ทางดนตรีของมาห์เลอร์ได้อย่างชัดแจ้ง ไบโพลาร์ ที่อาจฟังดูไม่ดีในโลกแห่งชีวิตจริง หากแต่มันแสนจะงดงาม, และน่าตื่นเต้นมีสีสันในโลกของเสียงดนตรีซิมโฟนี

บทเพลง “คอนแชร์โต สำหรับทรอมโบน” ของ “ชิค คอเรีย” (Chick Corea) นักเปียโนและนักแต่งเพลง “แจ๊ซ” (Jazz) ชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ สำแดงออกด้วยวุฒิภาวะขั้นสูงทางดนตรีอีกบทเพลงหนึ่ง ใครๆ ก็รู้ดีว่า แตรทรอมโบน (Trombone) เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้แสดงพลังอำนาจ หรือการข่มขวัญได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ชิค คอเรีย ผสมผสานกลิ่นอายดนตรีละติน (Latin), แจ๊ซ และคลาสสิก เข้าด้วยกันอย่างไร้ตะเข็บ ราบรื่นเป็นเนื้อเดียวกัน นักแต่งเพลงผู้ก้าวข้ามพรมแดน ทั้งกาลเวลาและรั้วขวางกั้นของประเภทหรือชนิดทางดนตรี เขาไม่จำเป็นต้องอวดเสียงกระด้าง (Dissonance) อย่างเลอะเทอะด้วยความร้อนวิชาใดๆ อีกต่อไป ผลงานการประพันธ์ของเขาจึงเป็นดนตรีสำหรับเพื่อนมนุษย์ในทุกๆ กาลเวลา ที่ไม่ยึดติดกับคำว่า “สมัยใหม่” ใดๆ อีกต่อไป ณ ที่นี้คงต้องขอบคุณ “จอห์น ดิคสัน” (John Dickson) เป็นอย่างสูงที่ได้ช่วยเรียบเรียงแนวการบรรเลงสำหรับวงออร์เคสตรา (Orchestration) ได้อย่างเป็นเลิศ เขาช่วยยกระดับ, จัดระเบียบ และนำพาภาษาดนตรีของ ชิค คอเรียก้าวข้ามพรมแดนทางดนตรีมาได้อย่างงดงาม
“โยเซฟ อะเลซซิ” (Joseph Alessi) หัวหน้ากลุ่มทรอมโบนของวง “นิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก” (New York Philharmonic) คือศิลปินเดี่ยวทรอมโบนในคอนเสิร์ตนี้ เขาคือศิลปินต้นแบบที่ ชิค คอเรีย จงใจประพันธ์บทเพลงนี้เพื่ออุทิศให้เขาโดยเฉพาะ นี่จึงเป็นการบรรเลงที่แฝงด้วยความสำคัญด้วยนัยในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ผู้ได้รับการอุทิศผลงาน ออกมาบรรเลงเดี่ยวด้วยตนเอง โยเซฟ อะเลซซิ ไม่จำเป็นต้องตะเบ็ง, ตะโกน ผ่านเสียงแตรของเขาเพื่อแสดงพลังอำนาจใดๆ อีกต่อไป (คนเราเมื่อเข้าใจ “อำนาจ” ดีแล้วก็มักละวางอำนาจลงไปได้เอง) เทคนิคต่างๆ ทั้งความเร็ว, ช่วงกว้างของเสียง, การเปล่งเสียง ล้วนผสานเข้าจนเป็นเนื้อเดียวกันจนเราแทบจะไม่รู้สึกได้ถึง “ความยาก” ใดๆ ของบทเพลงนี้อีกต่อไป มันหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกับดนตรีและศิลปะไปแล้ว ลื่นไหลไปด้วยกันจนไร้ตะเข็บ, ไร้ปมเขื่อง, ปมเด่นให้เราต้องมานั่งตื่นเต้น-ตาโต หรือชีพจรเต้นแรง โยเซฟ อะเลซซิ นำพาเราสู่โลกดนตรีอันงดงาม ด้วยความเรียบง่ายอันราบรื่น (คลาสสิก)

“คุณว่า โยเซฟ อะเลซซิ เป็นยังไงบ้าง?” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามผู้เขียนหลังคอนเสิร์ต เขาอยู่เหนือสถานะที่เราจะตั้งคำถามอะไรกับเขาแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เปล่าประโยชน์ใดๆ ที่เราจะฟังการบรรเลงของเขาด้วยแนวคิดแบบ “จับผิด-รู้ทัน” การแสดงของเขาเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ความหมายของคำว่า “ดนตรีดีๆ” สำหรับพวกเรา (ผู้ชม) มากกว่า ผู้เขียนอยากจะตอบกลับไปว่าคุณน่าจะถามใหม่นะครับว่า “คุณได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆทางดนตรี จากโยเซฟ อะเลซซิ บ้าง?”
นี่เป็นคอนเสิร์ตอีกครั้งหนึ่งที่มีจำนวนผู้ชมมากอย่างอบอุ่น ด้วยวัยรุ่นหนุ่ม-สาวที่มาเชียร์ โยเซฟ อะเลซซิ ราวกับศิลปินป๊อปเกาหลี เสียงปรบมือโห่ร้องให้กำลังใจอย่างแสนจะอบอุ่น นี่คือบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งของการแสดงคอนเสิร์ตดีๆ ในแถบชานเมืองว่า “ระยะทางมิใช่อุปสรรคของรักแท้”
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

