วีน เหวี่ยง จิต ‘นารีวิปลาส’
‘บุณฑริกา พวงคำ’
ล้วงอคติในความป่วยไข้
ชำแหละสตรีเพศกับความ ‘บ้า’
‘ผู้หญิง’ มักถูกจดจำในฐานะเพศที่อ่อนแอ อ่อนไหวทางอารมณ์
ภาพชินตา แม่มดในตำนาน นางร้ายขี้วีนในละครหลังข่าว ไม่สติวิปริตก็จบชีวิตด้วยการ ‘เป็นบ้า’
ทว่า ‘ความลำเอียงและอคติ’ อาจเป็นต้นเหตุของประวัติศาสตร์ที่ขาดวิ่นไปในบางแง่ เพราะไม่เพียงเรื่องราวดีๆ ของสามัญชนคนธรรมดา ที่หนึ่งในล้านจะได้ปรากฏบนหน้ากระดาษ หากแต่ประวัติศาสตร์ ‘นารีเพศ’ ก็ไม่ต่าง
ถ้าจะมี… ก็มักปรากฏแต่ในมุมที่เกี่ยวพันกับความ ‘ผิดปกติ’ เป็นคู่ตรงข้าม ผู้มีส่วนก่อให้เกิดสิ่งเลวร้าย ทำลายความชอบธรรมของชายไทย
แต่นั่น ก็ล้วนเป็นข้อจริงเท็จในอดีต ที่นิยามปั้นแต่งจากปลายปากกาของ ‘บุรุษเพศ’ ทั้งสิ้น!
หวนกลับไปในปี 2530 ทันทีที่ บุณฑริกา พวงคำ นักวิจัยชาวพะเยา แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้รักนิยายเป็นชีวิตจิตใจ ได้อ่านงานเขียน Ten Days in a Mad-House ของเนลลี บลาย (Nellie Bly) ว่าด้วยอาการป่วยทางจิตที่เกี่ยวกับเพศหญิง ก็จุดประกายให้เริ่ม ‘เอ๊ะ’ ในใจ และสงสัยถึงการเจ็บป่วยทางจิตของตนเอง

เป็นจุดพลิกผันให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องผู้หญิง ผุดคำถามกลับไปยังไทยแลนด์แดนออฟสไมล์ ว่าเหตุใดเราจึงแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวช ได้รับก็แต่อิทธิพลจากต่างประเทศ แล้วทำไมการถูกวินิจฉัยให้เป็นบ้า จึงไม่ต่างกับการถูกตีตราว่าเป็นเมียและแม่ไม่ดี เท่าที่สังคมคาดหวัง

‘นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิงประหลาดในจิตเวชสมัยใหม่’ ปกใหม่จากสำนักพิมพ์มติชน เพิ่งคลอดจากแท่นพิมพ์สดๆ ที่นักเขียนหน้าใหม่อย่าง บุณฑริกา แอบกระซิบว่า กางข้อมูลมหาศาล งานวิจัยเป็นกองๆ ที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องจิตเวชตั้งแต่เริ่มเข้ามาในไทย ทั้งในมุมแพทย์ ไล่เรียงพลวัตพัฒนาการที่แผ่ขยาย ลามไปถึงสังคมและสถาบันครอบครัวตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, เปลี่ยนแปลงการปกครอง, ทศวรรษ 2500-2520 จวบจนถึงปัจจุบัน มาขยี้
“อาการทางจิตของชาย มักมาด้วยเหตุผลด้านความกดดันทางเศรษฐกิจ ต่างจากหญิงที่เป็นเรื่องธรรมชาติตามเพศ”
งานเขียนชิ้นแรกในชีวิตของเธอคนนี้ ได้แง้มแง่มุมที่ชวนให้สงสัย ตั้งคำถามไปยังสังคมไทย ชำแหละไปถึงการป่วยทางจิตของเพศหญิง ขุดคุ้ยนิยามความ ‘บ้า’ เปิดฟลอร์ให้หญิงเสียสติได้พูดบ้าง เพื่อเติมเต็มบรรทัดที่ขาดหาย ไขข้อถกเถียงกระจ่าง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่านยุคสร้างชาติ ความป่วยไข้ในแต่ละยุคสมัยต่างกันไหม แล้วมาตรอะไรที่ใช้วัดว่า บ้า-ไม่บ้า โดยสายตาใคร?
“ ‘วิปลาส’มีความหมายว่า ความไม่ปกติ สิ่งที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ผิดปกติไปในทางเสื่อม เราเลือกคำนี้ เพราะเป็นคำที่ติดหู และตีความไปได้หลายแง่”
‘ใบสั่งยา’ ‘หน้าหญิงสติเฟื่อง’ ถูกหยิบขึ้นมาชูเป็นหน้าปก ยิ่งชวนให้น่าค้นหา 256 หน้าขุดลึกลงไปถึงสาเหตุที่แท้ เส้นแบ่งเพศสภาพ ศีลธรรมในสังคมสมัยใหม่ มีผลกับสภาพจิตของเพศแม่ด้วยไหม กระทบต่อใจของพลเมืองในชาติหรือเปล่า
บุณฑริกาแอบเล่าเรื่องลับๆ สาเหตุของป่วยทางจิตของเพศหญิงที่คาดไม่ถึงอย่าง ‘เพศสัมพันธ์’ ‘รูปลักษณ์’ ‘มดลูก’ ที่กลายเป็นเรื่องเซนซิทีฟ ลามไปถึงเศร้าซึมหลังคลอดบุตร ที่ยังเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไม่ต่างกับทุกวันนี้

“หนังสือชิ้นนี้ ช่วยเติมเต็มประวัติศาสตร์ที่หายไปของประวัติศาสตร์ไทย คือเสียงของผู้ป่วยจิตเวช เพศหญิงที่ไม่มีใครกล่าวถึง ให้เราได้เห็น รับรู้ และเข้าใจความสัมพันธ์ของผู้หญิง ความเป็นแม่ ภรรยา กับครอบครัว ตลอดจนเห็นภาพของการเมืองไทย ที่ถูกประกอบสร้างความหมายในแต่ละช่วงเวลา
สำคัญกับสังคมไทยในด้านที่เราจะเห็นอาการป่วยทางจิตเวชและอาการป่วยทางจิตใจ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวัน”
เสียงจากปากของ รศ.ดร.ชาติชาย มุกสง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ จากคณะสังคมศาสตร์ รั้วศรีนครินทรวิโรฒ การันตีย้ำอีกเสียงว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
และบรรทัดนับจากนี้ จะตีแผ่ ‘ความบ้า’ ที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อควบคุม คัดแยก ‘คนผิดปกติ’ ตีตราสตรีเพศ และบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน

⦁ หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นมาจากวิทยานิพนธ์ ก่อนอื่นต้องขอย้อนกลับไปว่า ทำไมถึงสนใจเรื่องความบ้า?
เริ่มจากสนใจเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงก่อน หลังจากนั้นก็ได้อ่านเรื่อง 10 day in Mad-House จนมีความสงสัยเรื่องจิตเวชและผู้หญิง เลยไปตามอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ อย่าง Woman And Madness เรารู้สึกว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ จนเริ่มตั้งคำถามกับประเทศไทยว่าทำไมเราถึงแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องจิตเวชในผู้หญิงเลย เพราะตอนที่อ่าน เรานึกภาพไปเห็นนางร้ายในละคร ที่มีความเป็นฮิสทีเรีย ขี้วีน ขี้เหวี่ยง พอละครจบตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นบ้า เราจึงสงสัยว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เพราะในละครตัวละครเหล่านั้นไม่ได้ถูกจับไปรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช เราเลยสงสัยว่าในโลกของความเป็นจริง ถ้ามีเหตุการณ์แบบในละครเกิดขึ้นจะมีการจัดการกับคนกลุ่มนี้อย่างไร
⦁ กว่าจะแคะวิทยานิพนธ์ออกมาให้อ่านง่าย ใช้เวลานานไหม?
เราเริ่มศึกษาในระดับปริญญาโท เมื่อปี 2561 หลังจากนั้นก็ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล จนกระทั่งทำตัวเล่มเสร็จประมาณ 4 ปี ก็เริ่มเรียนคอร์สเวิร์กก่อน 1 ปี ก่อนจะเริ่มสอบหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ และเริ่มทำเรื่องนี้ ตอนปริญญาโทปีที่ 2 ใช้เวลาตั้งแต่ปี 2562 ถึงปี 2566 รวบรวมข้อมูลจากบทความทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยทางจิตเวชจากคนไข้ที่เป็นเพศหญิง จากประวัติศาสตร์จิตแพทย์ไทย ในระหว่างยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคสงครามเย็น บวกกับข้อมูลจากหนังสือที่เราได้อ่าน เข้าไปด้วย

⦁ ทำไมถึงเลือกศึกษาช่วงเวลาระหว่างปี 2500-2520 ความน่าสนใจเรื่องจิตเวชและผู้หญิงในช่วงเวลานั้น มันพิเศษอย่างไร?
ที่เลือกศึกษาช่วงนั้น เพราะว่าเป็นช่วงที่การแพทย์เกี่ยวกับโรคจิตเวชสมัยใหม่พึ่งเข้ามาในประเทศไทย เป็นการแพทย์ทางจิตเวชสมัยใหม่ ตามแบบประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะก่อนหน้านั้นไทยเราเองแทบไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติเลย คือเราเพิ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชคนแรกประมาณปี 2474 แค่คนเดียว ที่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นคนที่ทำงานในด้านนี้โดยเฉพาะ พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เริ่มมีการส่งแพทย์ไปเรียนเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชมากขึ้น ทีนี้ แพทย์กลุ่มนั้นก็เลยเริ่มกลับมาปฏิบัติงานในไทย ประมาณปี 2500 เราก็เลยถือว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของการแพทย์สมัยใหม่เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชในประเทศไทย
⦁ ทำไมถึงเลือกศึกษาเรื่องความบ้าในเพศหญิง มากกว่า เพศชาย หรือ LGBTQ?
ส่วนตัวศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศหญิงและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว และอาการของโรคจิตเวชในเพศหญิงมีความต่างจากเพศชายนะ เราเลยรู้สึกว่าความเกี่ยวข้องของโรคทางจิตเวชและผู้หญิง มันมีความน่าสนใจ เลยเลือกที่จะหยิบประเด็นจิตเวชในผู้หญิงมาทำ และต่อยอดจากหนังสือหลายๆ เล่มที่เราอ่านมาด้วย
⦁ เสน่ห์ของประวัติศาสตร์สุขภาพจิตคืออะไร มีเคสตัวอย่างในอดีตที่ยังฝังใจอยู่ไหม?
เคสฝังใจ เป็นตัวอย่างที่เราได้อ่านบทวิจัยทางการแพทย์ บอกถึงลักษณะของโรคจิตเวชที่ผู้หญิงป่วย แล้วทีนี้เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการวินิจฉัยผู้หญิง 2 คนที่มีอาการป่วยเป็นโรคฮิสทีเรียทั้งคู่
คือโรคนี้จะมีอาการหลักๆ คือผู้ป่วยมีปัญหาในการควบคุมตัวเองทางด้านอารมณ์ บางคนที่เป็นมักจะควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ไม่ดีเท่ากับคนปกติ ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น บางคนมีอารมณ์ทางเพศสูง ซึ่งเคสนั้นมีผู้หญิงคนที่ 1 ถูกวินิจฉัยว่ามีอาการจิตเภทแทรกซ้อน ส่วนอีกคนก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคฮิสทีเรียด้วย และมีอาการแทรกซ้อนเป็นโรคทางบุคลิกภาพ สองเคสนี้เราว่ามันน่าสนใจ เพราะจะทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว การวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้ตรงตามตำราเสมอไป แต่จะมีการดูปัจจัยภายนอกต่างๆ ด้วย การวินิจฉัยแต่ละเคสจะขึ้นอยู่กับแพทย์แต่ละคนไปอีก
⦁ ความยากคือส่วนไหน?
ที่ยากสุด คือดัดแปลงวิทยานิพนธ์ที่มีเนื้อหาประมาณ 300 หน้า ตัดเนื้อหาออกครึ่งนึง เท่ากับว่าเนื้อหาที่รวบรวมมาทั้งหมด เราต้องกลับมานั่งเรียบเรียงเนื้อหาอีกครั้ง เพื่อให้เหมาะจะดัดแปลงเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ก ถ้าเห็นจากหนังสือบางส่วนเนื้อหาจะไม่ตรงกับตัววิทยานิพนธ์ เพราะจะมีการนำหัวข้อในนั้นมาเขียนเป็นตัวบทในหนังสือแทน จริงๆ ยังมีเรื่องที่เราอยากจะเขียน แต่ด้วยพื้นที่จำกัดและเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน ก็เลยไม่แน่ใจว่าเนื้อหาจะถูกเผยแพร่ออกไปได้ไหม (หัวเราะ)

⦁ ชื่อหนังสือ “นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิงประหลาดในจิตเวชสมัยใหม่” มีที่มาจากอะไร?
ชื่อหนังสือ นารีวิปลาส คำว่าวิปลาสมีความหมายว่า ความไม่ปกติ สิ่งที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ความผิดปกติไปในทางเสื่อม เราคิดคำนี้เป็นคำที่ติดหูมากกว่าคำอื่นๆ เพราะทำให้ผู้อ่านสามารถตีความไปได้หลายแง่มุม เราเลยเลือกที่จะนำคำนี้มาเป็นชื่อหนังสือ แต่ทางสำนักพิมพ์ก็มีส่วนในการคิดชื่อและนำมาเสนอกับเราด้วย
ส่วน ‘ตัวตนผู้หญิงประหลาดในจิตเวชสมัยใหม่’ ก็เป็นการพูดถึงความเข้าใจตัวตนของผู้หญิงในยุคนั้น ซึ่งจะมีทั้งผู้หญิงที่จิตปกติและผู้หญิงที่จิตไม่ปกติอยู่ด้วยกัน จริงๆ ชื่อนี้ทางบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ยังเป็นผู้ช่วยคิดชื่อนี้ รวมถึงปก ที่มีรูปผู้หญิงประกอบข้างหน้า ทางบรรณาธิการเป็นคนที่ออกแบบแล้วนำมาเสนอกับเราว่าโอเคไหม เราคิดว่ารูปแบบปกที่ออกแบบมาคล้ายกับใบสั่งยา ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะมีส่วนทำให้ผู้อ่าน รู้ถึงสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อได้ด้วย (หัวเราะ)
⦁ ในเล่มนี้ มีช็อตเด็ด บทไหนที่ห้ามอ่านข้ามเด็ดขาด?
เราคิดว่าบทที่ 5 และบทที่ 7 เป็นบทที่ผู้อ่านไม่ควรที่จะเปิดข้ามโดยเด็ดขาด เพราะเป็นส่วนที่พูดถึงประเด็นสำคัญของหนังสือ
อย่างในบทที่ 5 จะเป็นการพูดถึงวิทยาศาสตร์จิตเวช ที่พูดถึงผู้หญิงอย่างไรบ้าง ผู้เชี่ยวชาญนิยามผู้หญิงไว้อย่างไรว่าผู้หญิงคนนั้นสภาพจิตปกติหรือไม่ปกติ ผ่านความรู้ทางจิตเวช ซึ่งความผิดปกติบางอย่างจะถูกวินิจฉัยด้วยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ ต่างจากการวินิจฉัยในแบบเดิม ในบทนี้เราต้องการจะให้คนอ่านเข้าใจว่าจุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่มันเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช เริ่มต้นมายังไงในสังคมไทย
ส่วนเนื้อหาในบทที่ 7 จะเป็นการพูดถึงความรู้จิตเวชที่เข้ามาตีตราผู้หญิง แต่ว่าในหนังสือเล่มนี้เราต้องการสื่อว่าความรู้ด้านจิตเวชไม่ได้ทำงานแค่ด้านเดียว เปรียบเหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกด้านไหนขึ้นมา หนังสือเล่มนี้เราจึงเลือกที่จะเปิดทั้งสองด้านของความรู้ทางจิตเวช ที่ด้านหนึ่งอาจจะเข้ามาตีตราผู้หญิงว่าความบ้าของผู้หญิงมันเชื่อมอยู่กับเพศสัมพันธ์ การคลอดลูก กายภาพของเพศหญิง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความรู้ทางจิตเวชเอง ก็เป็นตัวประกอบสร้างตัวตนของผู้หญิงตามแบบยุคสมัยที่มีจิตสำนึกในยุคต่างๆ ขึ้นมา แล้วตัวผู้หญิงเองก็รับเข้ามาเป็นตัวตนของตัวเองแบบเต็มใจ

⦁ จากการศึกษาความวิปลาสของผู้หญิงมา แล้วผู้ชายมีความบ้าต่างกันไหม?
จากที่ศึกษาในช่วงเวลานั้น เราคิดว่าความวิปลาสของผู้หญิงและผู้ชายมีความต่างกันอย่างแน่นอน เพราะความบ้าของผู้หญิงจะเชื่อมอยู่กับเรื่องเพศสัมพันธ์ การมีลูก ความผิดปกติทางจิตหลังคลอดลูก บางคนมีอาการฮิสทีเรีย (Hysteria) ความต้องการทางเพศสูง บางคนขี้โวยวาย ชอบเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่ความผิดปกติทางจิตของผู้หญิงจะมีสาเหตุจากส่วนใหญ่มาจากสิ่งเหล่านี้ แต่ความวิปลาสของผู้ชายส่วนใหญ่จะมาจากการใช้ชีวิตส่วนตัวและพฤติกรรมของผู้นั้นมากกว่า เช่น การติดเหล้า โรคทางจิตเภท พฤติกรรมทางเพศ ในช่วงเวลาที่เราศึกษาก็พบว่ามีสถิติการป่วยทางจิตเวชของผู้ชาย สูงกว่าผู้หญิงนะ
⦁ ความผิดปกติทางจิตใจของผู้หญิง มีสาเหตุมาจากอะไร?
ความผิดปกติทางจิตใจของผู้หญิง ส่วนใหญ่มักจะมาจากพฤติกรรมทางเพศ เช่นการแสดงออกทางเพศที่มากเกินไป ในตัวหนังสือเราจะบอกโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเหล่านั้น ซึ่งมันจะสัมพันธ์กับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง เรื่องของฮอร์โมน ประจำเดือน ในกลุ่มของผู้หญิงที่ปฏิเสธความเป็นผู้หญิง เรายังพบว่ามีโอกาสที่จะมีอาการโรคจิตหลังคลอดที่อาจจะมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในเพศหญิงมากขึ้นด้วย
⦁ ความรู้เรื่องจิตเวชในยุค 2430 กับยุคปัจจุบัน ต่างกันมากน้อยแค่ไหน?
เราคิดว่าความรู้เรื่องจิตเวชในยุคก่อนกับทุกวันนี้มีความต่างกันอยู่นะ เนื่องจากในยุคก่อนเรายังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยทางจิตในกลุ่มคนทั่วไป ในหนังสือจะพูดถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่เป็นเป็นโรคฮิสทีเรีย ที่เมื่อก่อนเราจะเข้าใจว่าการป่วยเป็นโรคจิตเวช จะมีเพียงไม่กี่โรค ถ้าไม่เป็นฮิสทีเรีย ก็จะเป็นโรคจิตเภท หรือไม่ก็หนักถึงขนาดเป็นโรคเกี่ยวกับอาการทางประสาทเลย แต่ในสมัยนี้เราเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเหล่านี้มากขึ้นว่าโรคจิตเวชแต่ละโรคมีอาการของโรคที่แตกต่างกัน รวมถึงยังรู้ว่าโรคทางจิต ไม่ได้มีแค่นี้ แต่ยังมีความหลากหลายของโรคที่เยอะกว่านั้น

⦁ คิดว่า ถ้าได้ลองอ่านแล้วจะได้เห็นอะไรได้บ้าง?
ความตั้งใจ เราอยากให้หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้ผู้คนเกิดความเข้าใจโรคจิตเวชและสุขภาพจิตในสังคมมากขึ้น เวลาที่เราอ่านประวัติศาสตร์อาการป่วยทางจิต งานส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นงานเขียนที่เกิดขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญหรือตัวจิตแพทย์โดยตรง แต่เขาจะเขียนอธิบายถึงประวัติศาสตร์จิตเวชตลอด ส่วนตัวเราคิดว่างานเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในสังคมเข้าใจถึงโรคจิตเวชมากขึ้น เลยต้องการผู้คนเข้าใจอาการเจ็บป่วยทางจิตมากขึ้นกว่าเดิม ผ่านทางงานประวัติศาสตร์การแพทย์ ที่ลึกขึ้น
⦁ เชื่อว่าจะทำให้ผู้คนเข้าใจอาการป่วยทางจิตของเพศหญิงได้มากกว่าเดิม?
ส่วนตัวคิดว่า ถ้าหนังสือเล่มนี้เผยแพร่ออกไป ก็น่าจะสามารถช่วยให้ผู้คนในสังคมไทยเข้าใจถึงอาการป่วยทางจิตของเพศหญิงได้มากกว่าเดิม เพราะว่าตัวเองก่อนที่จะมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้รู้จักอาการโรคจิตหลังคลอดเลย แต่พอเราเริ่มเขียนเล่มนี้ เรารู้สึกว่าเป็นโรคที่น่าสนใจ เลยให้ความสำคัญกับมัน เพราะช่วงหลังเราจะเริ่มเห็นข่าวของคนที่ป่วยเป็นโรคจิตหลังคลอด ที่แม้จำนวนผู้ป่วยอาจจะยังมีไม่เยอะในตอนนี้ แต่ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยยะ น่าสนใจ
พูดตามตรง ไม่คาดหวังเลยว่าผลงานชิ้นแรกของเราจะแมส หรือเป็นกระแสขึ้นมา คาดหวังแต่ว่าเมื่อมันถูกเผยแพร่ออกไป จะทำให้ผู้คนเข้าใจอาการป่วยทางจิต ที่เกิดกับเพศหญิงมากขึ้นกว่าเดิม

ภูมิดนัย สารพันธ์ – เรื่อง
จันจิรา จารุศุภวัฒน์ – ภาพ

