ถก‘ไฟใต้’ในวันสันติภาพไทย 20 ปียังแก้ไม่ได้ ไร้ทางอื่นนอกจาก‘สันติวิธี’
แม้ไม่ปรากฏในปฏิทินทางการ ทว่า นับเป็นอีกวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย
16 สิงหาคมของทุกปี คือ ‘วันสันติภาพไทย’ วาระแห่งการรำลึกถึงคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ซึ่งมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นแกนนำกอบกู้ประเทศให้รอดพ้นจากการถูกแปะป้ายผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการออก ‘ประกาศสันติภาพ’ ในวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2488 หรือเมื่อ 79 ปีก่อน โดยมีการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นกองบัญชาการลับฝึกพลพรรคเสรีไทย
แน่นอนว่าเช่นเดียวกับทุกปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวบนถนนสายเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า ‘ถนน 16 สิงหา’ บุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอดีตและปัจจุบัน, ทายาทขบวนการเสรีไทย, ผู้แทนทูตานุทูตจากหลากหลายประเทศ รวมถึงเหล่านักศึกษา ร่วมวางช่อดอกไม้รำลึกถึงเสรีไทย และผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำอ่านประกาศสันติภาพ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ประกาศโดย ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ขณะที่ รศ.ดร.ดนุพันธ์ วิสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาคุณภาพ ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่าสันติภาพไม่ใช่ของฟรี แต่เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา ขอให้ทุกคนอดทนอดกลั้น และเข้าใจความแตกต่าง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเวทีเสวนา ‘ถอดบทเรียน 2 ทศวรรษไฟใต้ : เพื่อเส้นทางสู่สันติภาพ’ ที่หอประชุมศรีบูรพา โดยมีวิทยากร ได้แก่ อับดุลเราะมัน มอลอ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, อายุบ เจ๊ะนะ รองประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการสันติภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
ความรุนแรง 3 จังหวัดภาคใต้
ย้ำไทยล้มเหลวพัฒนาสิทธิมนุษยชน

ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวสนา รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวนำในหัวข้อ ‘อนาคตสันติธรรมของไทยภายใต้ระบบพหุขั้วอำนาจโลก’ ความโดยสังเขปถึงการที่ไทยจะมีบทบาทในการสร้างสันติภาพในระดับโลกภายใต้ระบบพหุขั้วอำนาจได้ ต้องมี ‘สันติธรรม’ เสียก่อน
“ประเทศที่มีรัฐประหารติดอันดับโลก ไม่ว่าจะรัฐประหารโดยผู้นำกองทัพ หรือใช้วิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญแบบไทยไทยในการล้มล้างเสียงของประชาชน ย่อมไม่เกิดเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยอันเป็นเงื่อนไขจำเป็นพื้นฐาน ในวางสถานะของไทย บนเวทีโลก ในการส่งเสริมสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
ความไม่สามารถในการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้ สะท้อนจากความรุนแรงและก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเป็นระยะในพื้นที่ ความล้มเหลวในการพัฒนาสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในไทย” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
ส่วนประเด็นความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งยังมีอยู่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ย้ำว่ารัฐไทยต้องดำเนินการแก้ปัญหาด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่นำไปสู่การแทรกแซงจากภายนอก หรือยกระดับไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในระดับนานาชาติ ภาวะดังกล่าว อาจนำไปสู่การแทรกแซงของมหาอำนาจได้
“สงครามเย็นรอบใหม่กำลังกลับมา สงครามการค้าสงครามเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาอาจเป็นสัญญาณแรกแห่งความขัดแย้งรุนแรงในศตวรรษที่ 21 ขณะที่สงครามระหว่างระบอบปูตินรัสเซีย กับยูเครน ยังคงไม่มีท่าทีจะจบสิ้นเมื่อไหร่ อย่างไร สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสก็ขยายความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง การเติบโตขึ้นของแนวคิดและระบอบอำนาจนิยมในหลายประเทศ อาจนำมาสู่สงครามและความขัดแย้งในอนาคตได้ มีการละเมิดต่อมนุษยธรรมมากมายในสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
กลับมาที่สถานการณ์ในไทย รศ.ดร.อนุสรณ์มองว่า ระบบการเมืองและเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการที่ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจนำเพียงหนึ่งเดียว มาเป็น ‘ระบบพหุขั้วอำนาจ’ มากขึ้น การแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอาเซียน ย่อมส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทยพอสมควร การจัดวางฐานะทางยุทธศาสตร์ต่อดุลอำนาจระหว่าง จีน กับ สหรัฐอเมริกา จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ดังนั้น การมีนโยบายต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ มุ่งสู่การสันติภาพทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการสร้าง ‘สันติธรรมประชาธิปไตย’ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เราต้องสมานความขัดแย้งภายในให้ได้ ผู้คนในสามจังหวัดชายแดนใต้ต้องอยู่อย่างสงบสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ภารกิจของนักต่อสู้เพื่อสันติภาพต้องเดินหน้าต่อไป การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และประชาธิปไตยต้องขับเคลื่อนต่อไปเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสันติภาพและเสรีภาพ การแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า สันติสุขของมนุษยชาติยังต้องดำเนินต่อไปอย่างแข็งขัน
“เราคงไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่มีการสูญเสียชีวิตของผู้คนเป็นต้นทุน ฉะนั้น เราต้องรักษาพื้นที่การต่อสู้โดยสันติวิธี ด้วยการรักษาพื้นที่สิทธิมนุษยชนเอาไว้ ไม่ให้ใครละเมิด เพราะนี่คือพื้นฐานขั้นต่ำสุดในการรักษาสันติธรรมเอาไว้ได้ หวังว่าสักวัน ผู้นำประเทศต่างๆ จะเลิกใช้สงคราม รวมทั้งนิติสงครามเพื่อเป็นทางออกของปัญหาขัดแย้งต่างๆ” รศ.ดร.อนุสรณ์ทิ้งท้าย


การเมือง’ ต้องนำการทหาร
ชง 6 ทางล้างภาพจำ ‘ผี’ ชายแดนใต้
จากนั้น เข้าสู่ช่วงเสวนาเข้มข้น อายุบ เจ๊ะนะ รองประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการสันติภาพ กล่าวถึงการนิยามความสูญเสียใน 3 จังหวัด ว่าการวัดจากจำนวนนับนั้น อาจจะผิด แต่ควรจะนิยามว่าคือ ‘การสูญเสียคนในประเทศ’ ที่จำเป็นต้องมีทางออกในการแก้ปัญหา จำเป็นที่ ‘การเมือง’ จะต้องมานำการทหาร เพราะไม่ใช่แค่มิติการใช้อาวุธเท่านั้น ปัญหาชายแดนใต้จะแก้อย่างยั่งยืนได้ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา
“สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถูกสร้างสถานการณ์ว่ามันเป็นผีอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเชื่อว่าชอบใช้ความรุนแรง ต้องการแบ่งแยกเอกราชบ้าง แล้วถูกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เข้าใจว่าการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ กฎอัยการศึก, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น สมเหตุสมผล หมายความว่าผู้ที่ถูกวิสามัญ 110 คน มีชอบธรรมในการถูกวิสามัญแล้ว ใช่หรือไม่
แน่นอนว่าการสูญเสียในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะกระทบกับครอบครัวและญาติ ซึ่งการเยียวยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ จะต้องได้รับการรับรองทั้ง 3 ฝ่าย จึงจะเรียกได้ว่าเยียวยา ที่สำคัญ ผมมองว่าในการแก้ปัญหายังมองคนละแว่น
รัฐยังมองว่าเป็นเพียงการสร้างสันติสุข ต่อเมื่อยุติความรุนแรงได้ แต่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้มองแบบนั้น มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบันให้ดีขึ้นในอนาคต คือคำนิยามที่คนในพื้นที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แก้ไม่ถูกจุดตลอด ยังต้องใช้การกดปราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนลุกขึ้นมามีความคิดเห็นที่แตกต่าง” อายุบเล่าในมุมมองของคนพื้นที่

20 ปี งบ 5 แสนล้านดับ 7,000 ไร้ทางแก้อื่น
นอกจาก ‘สันติธรรม’
ส่วนมุมมองของนักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ฉายภาพปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าไม่ใช่แค่ปัญหาในพื้นที่ แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนของประเทศไทย
“ทั้งๆ ที่ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา อยากให้ดูงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท ที่ถูกใช้ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งงบประมาณในส่วนนั้นมีที่มาจากภาษีประชาชน แต่ทำไมผู้คนถึงให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนภาคใต้น้อยเกินไปตลอด 20 ปี มีเหตุการณ์ความรุนแรงมากกว่า 20,000 เหตุการณ์ และผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,000 ราย สถิติดังกล่าวถูกหน่วยงานความมั่นคงออกมาโต้แย้งว่าเป็นสถิติที่เชื่อถือไม่ได้ ทั้งๆ ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริงๆ ปัญหาดังกล่าวจึงมีผลมาจากการที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง
ถ้าจะสร้างสันติภาพในพื้นที่ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำความเข้าใจกับนิยามคำว่าสันติภาพใหม่ ว่าเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตกันโดยปราศจากความกลัวที่จะโดนจับ หรือว่าอยู่กับความกลัวที่จะไม่สามารถใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวได้” ผศ.ดร.พัทธ์ธีราแนะ พร้อมยืนยันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะแก้ปัญหาได้ นอกจากใช้สันติวิธีเข้าช่วย
“ที่ผ่านมาทำไมสันติภาพถึงไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว คิดว่าเป็นเพราะเราเข้าไปจัดการปัญหาตรงนั้นด้วยการสร้างเงื่อนไข ไม่ว่าการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจนทำให้แหล่งอาหารที่ถูกคนในพื้นที่ใช้สอยหายไปเกือบหมด ทำให้จากตอนแรกปัญหาต่างๆ กำลังจะถูกแก้ไป แต่กลับมีปมปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาแทน”
ยุติหลั่งเลือดภาคใต้
ขีดเส้นให้ชัด ใต้กรอบรัฐธรรมนูญ
ด้าน อับดุลเราะมัน มอลอ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เอ่ยว่า ปี 2566 เพิ่งเริ่มขยับมาสู่สิ่งที่เรียกว่า Semi Positive Peace (กึ่งสันติภาพเชิงบวก) เพราะเรายังไม่เห็นการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ว่าต้องการแก้ปัญหา political will (เจตจำนงทางการเมือง) ที่ชัดเจน เหมือนอย่างอินโดนีเซีย ที่ใช้กลไกของประธานาธิบดี และรัฐมนตรี โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพ ดังนั้น เราต้องแสวงหาทางออกสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วย 1.การพูดคุย สานเสวนา 2.เปิดช่องที่เป็นทางออกทางการเมืองให้ เตรียมไปสู่ Power Sharing แบ่งอำนาจบางอย่าง เพื่อทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น
“ในการขับเคลื่อนทางการเมืองนั้น ออกตัวอย่างหวือหวาไม่ได้ แต่หลังจากนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้ไปต่อ ก็มีข้าราชการกลุ่มหนึ่งประมาณ 100 คน ภายใต้กระทรวงยุติธรรม บอกว่าต้องการยุติการหลั่งเลือดในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นถ้อยคำสั้นๆ แต่สำคัญมาก
ถ้าเรากำหนดว่าประชาชนต้องเข้ามาหนุนกระบวนการสันติภาพให้เป็นรูปธรรม และกำหนดกรอบ ถ้าเรากำหนดชัดว่าต้องอยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญไทย หยุดการหลั่งเลือดในแดนใต้ภายใต้กรอบนี้ ขีดเส้นให้ชัด ต่อให้เป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้ ถ้าเราสามารถเข้าไปแบบนี้ได้ Positive Peace ก็จะเกิดขึ้น” อับดุลเราะกล่าว
รากลึกคือระแวง
แก้ไม่จบเพราะใช้แว่น ‘ปราบคอมมิวนิสต์’
ปิดท้ายด้วยคำบอกเล่าจากปาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่เผยว่า เคยเป็นตัวแทนของรัฐบาลเมื่อปี 2556 ในการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างกลุ่ม ‘บีอาร์เอ็น’ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ฝังรากลึก กินระยะเวลานานกว่า 20 ปี นั้น ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคงไปนำชุดความคิดแบบเดียวกันกับที่เคยทำกับปัญหา ‘ภัยคอมมิวนิสต์’ มาแก้ไข ซึ่งในครั้งนั้นเคยมีพระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน เข้ามาควบคุมประชาชน พอมีเหตุการณ์ความไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีพระราชบัญญัติอีกฉบับอย่าง พ.ร.บ.ฉุกเฉิน 3 ฉบับ ที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่ แต่กลับจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่ เป็นการไปสร้างเงื่อนไขให้กับประชาชนอีก
“ผมยืนยันว่าสาเหตุที่ฝังรากลึกของปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือความไม่เข้าใจกัน ซึ่งเกิดจากฝ่ายความมั่นคงไปตั้งเงื่อนไขกับประชาชนในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ทำให้ประเด็นส่วนนี้กลายเป็นปัญหาหลักที่ไปกดทับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศาสนา ขนบธรรมเนียมของประชาชนในพื้นที่ทำให้มีปัญหาอื่นๆ ปะทุขึ้นมา”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนาบนเวทีเสวนาในวันสันติภาพไทยท่ามกลางสถานการณ์ภาคใต้ที่ยังไม่ประสบสันติภาพอย่างแท้จริง แม้ผ่านมานานกว่า 2 ทศวรรษ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

