ความเท่าเทียมแท้จริง
ต้องชำระประวัติศาสตร์ไทย
ความไม่เท่าเทียมและความรุนแรงที่มีต่อประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น มลายูปัตตานี, กะเหรี่ยงบางกลอย ฯลฯ ล้วนมีต้นตอสำคัญชุดหนึ่งจากการบงการของประวัติศาสตร์ “คลั่งเชื้อชาติไทย” ที่ชนชั้นนำไทยบัญชาให้ “แต่งใหม่” ราว 80 ปีที่แล้ว
นายกรัฐมนตรีมี “สปีชแรก” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2567 ว่าอาสาทำให้คนไทยกล้าฝัน, กล้าสร้างสรรค์, กล้ากำหนดอนาคตของตนเอง แล้วอาสาทำประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส, เป็นประเทศแห่งความหวัง, เป็นประเทศแห่งความสุขของคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม
“สปีชแรก” ของนายกฯ มีลักษณะของวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะความไม่เท่าเทียมในสังคมนั้นมีที่มาจาก “ความเป็นไทย ไม่เหมือนใครในโลก” ซึ่งหมายถึงความเป็นไทยอยู่เหนือความเป็นอื่น อันมีต้นตอรากเหง้าจากประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ของทางการ
ดังนั้น ถ้าต้องการความสำเร็จตาม “สปีชแรก” นายกฯ ต้องเร่งทำลำดับต้นๆ คือ “ปลดล็อก” ประวัติศาสตร์ไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกชาติพันธุ์มีความเป็นไทยอย่างเท่าเทียมในประวัติศาสตร์ไทย
ต่อจากนั้นสิ่งตามมาคือความกล้าฝัน, กล้าสร้างสรรค์, กล้ากำหนดอนาคตตนเอง ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส, ความหวัง, และความสุขอย่างเท่าเทียมแท้จริง
ประวัติศาสตร์ไทย “ถูกล็อก”
คนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? ในประวัติศาสตร์ไทย ต้องชำระใหม่ให้เข้ากับหลักฐานสากลทางวิทยาศาสตร์ เรื่องเชื้อชาติไม่มีในโลก
ประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้งานเป็นทางการ มีลักษณะสำคัญดังนี้
(1.) เป็นประวัติศาสตร์ของคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ และ (2.) มีถิ่นกำเนิดในจีน
คนไทยมีถิ่นกำเนิดในจีน ถูกรัฐบาลไทยแก้ไขหลายครั้ง เพราะนักวิชการไทยและนานาชาติคัดค้านแล้ววิพากษ์วิจารณ์นานมากกว่า 50 ปีมาแล้ว เนื่องจากไม่พบหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ครั้งแรก คนไทยแท้มีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศมองโกเลียซึ่งเหนือจีนขึ้นไปอีก) แต่ถูกคัดค้านหนักว่าไม่มีหลักฐานวิชาการสนับสนุน
ในที่สุดต้องยกเลิกเรื่องคนไทยแท้มีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต แล้วลดพื้นที่ให้ต่ำลงไปทางใต้ของจีน บริเวณอาณาจักรน่านเจ้า
ครั้งที่สอง คนไทยแท้เป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า บริเวณมณฑลยูนนาน ประเทศจีน แล้วถูกจีนรุกรานขับไล่คนไทยต้องหนีลงไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งถูกคัดค้านจากนักวิชาการนานาชาติและนักวิชาการจีน ดังนี้
นักวิชาการนานาชาติ ราว 50 ปีที่แล้ว คัดค้านว่าไม่เคยพบหลักฐานเรื่องอาณาจักรน่านเจ้าเป็นของคนไทย
นักวิชาการจีนที่ยูนนาน ราว 40 ปีที่แล้ว ได้รับ “ไฟเขียว” จากรัฐบาลจีนให้ร่วมกันเขียนบทความทางวิชาการเป็นภาษาจีน แล้วแปลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ คัดค้านอย่างเป็นทางการว่าจีนไม่เคยขับไล่คนไทยจากน่านเจ้า เพราะน่านเจ้าไม่มีคนไทยหรือคนพูดภาษาไทย เนื่องจากน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของชนชาติไป๋ กับ ยี๋ (พูดตระกูลภาษาจีน–ทิเบต)
ทั้งนี้เนื่องจากประวัติศาสตร์ไทยกล่าวหาว่าจีนรุกรานขับไล่ไทย ทำให้จีนเสียหายกลายเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ไทย
ต่อมานักวิชาการจีน มณฑลยูนนาน จึงเชิญคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย (สำนักนายกรัฐมนตรี) ไปทัศนศึกษาเมืองต้าหลี่ (ศูนย์กลางอาณาจักรน่านเจ้าโบราณ) ซึ่งไม่พบหลักฐานหรือร่องรอยอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับคนไทย
ในที่สุดต้องยกเลิกคนไทยเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า แล้วถอดเรื่องจีนรุกรานขับไล่ไทยออกจากประวัติศาสตร์ไทย
ครั้งที่สาม เริ่มคลุมเครือและเลื่อนลอยว่าคนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? แต่ยังไม่ทิ้งว่าถิ่นกำเนิดจากจีน ดังนี้
(1.) ไม่ระบุว่ามีคนไทยเชื้อชาติไทยแท้ แล้วเริ่มอธิบายอย่างคลุมเครือและเลื่อนลอยว่าคนไทย “มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ” โดยไม่ทิ้งเชื้อชาติ
(2.) เชื้อชาติไทย (ที่หลากหลาย) มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน
(3.) อยากได้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย แต่ไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุน เลยโมเมและกล้อมแกล้มว่าสุโขทัยเป็น “อาณาจักรแรกๆ” ของไทย แล้วจัดสุโขทัยไว้ลำดับแรกของเรื่อง “กำเนิดรัฐไทย”
ในที่สุดไม่กล้าฟันธงว่าคนไทยทั้งหมดมาจากตอนใต้ของจีน แต่ “ตีมึน” ว่าคนมาจากตอนใต้ของจีน และยก “ยันต์กันผี” ว่าคนไทยมาจากที่อื่นด้วย โดยอ้างอิงถิ่นกำเนิดทั้ง 5 แนวคิด
เซาะกร่อนบ่อนทำลายเศรษฐกิจ–การเมือง
ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักของทางการ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ–การเมือง สืบเนื่องยาวนานราว 85 ปีมาแล้ว ดังนี้
(1.) ถูกใช้งานสนองการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” แล้วกีดกันคนจำนวนมหาศาลในไทยที่ “ไม่ไทย” ออกจากความเป็นไทย ราว 85 ปีมาแล้ว จนทุกวันนี้
(2.) สร้างปมเด่นเพื่อกลบเกลื่อนปมด้อยว่า “ความเป็นไทย ไม่เหมือนใครในโลก” แล้วข่มเหงชาติพันธุ์เครือญาติ ได้แก่ มลายู, กะเหรี่ยง, ลาว, เขมร ฯลฯ เป็นปัญหายืดเยื้อคาราคาซังยังแก้ไม่ตกจนปัจจุบัน
(3.) ล่าสุดถูกใช้งานสนองการเมืองเผด็จการทหาร เพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลายเศรษฐกิจ–การเมือง โดยใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่าไม่รักชาติ ตาม “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ที่เพิ่งสร้าง แล้วพิมพ์เผยแพร่ทั่วประเทศ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2558
รัฐบาลไทย “ไม่เลิก” เชื้อชาติไทย
หนังสือ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับคำสั่งรัฐบาลอำนาจนิยมที่มาจากการยึดอำนาจ (เมื่อ พ.ศ. 2557) ค้นคว้ารวบรวมแล้วเรียบเรียงพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2558 “ไม่เลิก” เชื้อชาติไทย ดังนี้
“ถิ่นเดิมของคนไทยน่าจะอยู่บริเวณทางตอนใต้ของจีน หรือตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาจึงได้อพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานยังพื้นที่ต่างๆ ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน” [ข้อความ หน้า 37]
หลักฐานด้านภาษาศาสตร์ คือ คำว่า ‘ไต’ และ ‘ไท’ ซึ่งเป็นคำกลุ่มที่กลุ่มชนชาติไทยที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบลุ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เรียกตนเอง
คำสองคำนี้ ในทางนิรุกติศาสตร์แล้ว มีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน คือหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไททั้งที่อยู่ประเทศจีน เวียดนาม ลาว พม่า และไทย ซึ่งเป็นชื่อของคนเผ่าไท–ไต ใช้เรียกตนเอง” [ข้อความ หน้า 39]
สภาพความจริงตามหลักฐานวิชาการโบราณคดีมานุษยวิทยา ดังนี้
(1.) คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีนสมัยโบราณ [ไม่มีคนเรียกตนเองว่าไทย ที่มีความหมายอย่างเดียวกับคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน]
(2.) ตอนใต้ของจีนมีคนพูดภาษาตระกูลไท–ไต หรือ ไท–กะได แต่ไม่ใช่คนไทย เขาเรียกตนเองตามชื่อชาติพันธุ์ของตน ได้แก่ ไตลื้อ–ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม–ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว–ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง–ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์–ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน–ชาวบ้าน (ทั่วไป)
(3.) ไท, ไต มีราก แปลว่าคนหรือชาวที่ไม่หมายถึงคนไทย อย่างเดียวกับคนในประเทศไทย
(4.) ไท หรือ ไต มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ในประวัติศาสตร์ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เพราะไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา
(5.) คนไทยมีเริ่มแรกในเมืองอโยธยา เรือน พ.ศ. 1700 (900 ปีมาแล้ว) มาจากชาวสยามหลายชาติพันธุ์นับไม่ถ้วน ที่เรียกตนเองว่าไทย หลังรับศาสนาพุทธ เถรวาท ลังกาวงศ์ ด้วยการลากคำว่าไท เข้าบาลี เป็น เทยฺย แล้วกลายเป็นไทย
(6.) ภาษาไทยมีเริ่มแรกในเมืองอโยธยา มาจากภาษาสยาม ปะปนหลายภาษา ได้แก่ ไท–ไต, มอญ–เขมร, ชวา–มลายู, จีน, อินเดีย (บาลี–สันสกฤต), เปอร์เซีย (อิหร่าน) ฯลฯ
“เชื้อชาติ” ไม่มีในโลก
24 ปีที่แล้ว 2543 นักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ใน “โครงการจีโนมมนุษย์” ร่วมกันประกาศว่า เชื้อชาติไม่มีในโลก เพราะ “ความเชื่อในเชื้อชาติ ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ” (ศ. ดร. เจ. เครก เวนเทอร์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ)
นับแต่นั้น นานาชาติก็ประกาศยกเลิกเชื้อชาติ (RACE) อาจมีตกค้างบางประเทศ เช่น ตกค้างในประวัติศาสตร์ไทย กระแสหลัก
“เชื้อชาติไทย” ไม่มี—ที่มีคือ “ลูกผสม”
ต้นปีนี้เอง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 นักโบราณคดี (มหาวิทยาลัยศิลปากร) และนักพันธุศาสตร์ (มหาวิทยาลัยนเรศวร) ร่วมกันถอดรหัสสืบรากมนุษย์โบราณในไทย (จากตัวอย่างที่แม่ฮ่องสอน) พบว่า คนในไทยมีการผสมผสานทางชาติพันธุ์อย่างน้อย 1,700 ปีมาแล้ว
ซึ่งเท่ากับยืนยันด้วยผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าไม่มีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์
[จากงานวิจัยของ ศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช (นักโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) และ รศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ (นักพันธุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ผู้ศึกษาดีเอ็นเอกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย) มีการแถลงข่าวที่ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567]
“เชื้อชาติ” ไม่มีในโลก และ “เชื้อชาติไทย” ก็ไม่มี ทั้งหมดนี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะทั่วไป ทั้งในโลกและในไทย แต่ชุมชนวิชาการด้านนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว
ชำระประวัติศาสตร์เชื้อชาติ
(1.) ยกเลิก “เชื้อชาติไทย” และ ยกเลิก “ความเป็นไทย ไม่เหมือนใครในโลก”
(2.) ซื่อตรงต่อหลักฐานวิชาการ ว่าความเป็นคนมีก่อนความเป็นไทย เพราะความเป็นไทยถูกสร้างหลังความเป็นคน
(3.) ความเป็นไทยมีพัฒนาการจากความเป็นคนในอุษาคเนย์และในโลก เมื่อซื่อตรงต่อหลักฐานโบราณคดี จะพบว่าไทยมาจากสยาม ครั้นต่อมาสยามถูกเปลี่ยนเป็นไทย เมื่อ 85 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2482
ดังนั้น ประวัติศาสตร์ไทยแท้จริงมีรากเหง้าจากประวัติศาสตร์สยาม ตรงตามพระราชดำรัส ร.5 ทรงเปิดโบราณคดีสโมสร 117 ปีมาแล้ว พ.ศ. 2450
สยาม
พบหลักฐานและมีการค้นคว้าศึกษาตกทอดสืบต่อกันมาตามลำดับ ดังนี้
(1.) “เสียมกุก” ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด
(2.) สยามเรียกตนเองว่าไทย อยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (สมัยพระนารายณ์ฯอยุธยา)
(3.) ประวัติศาสตร์สยาม เป็นโครงสร้างประวัติศาสตร์ชาติ อยู่ในพระราชดำรัส ร.5 เปิดโบราณคดีสโมสร
(4.) สยามมีรากคำจาก ซัม, ซำ หมายถึงบริเวณดินดำน้ำชุ่ม อยู่ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์
(5.) ชาวสยาม คือ คนหลายชาติพันธุ์ ที่พูดภาษาไทย–ไต–ไทย–ลาว เป็นภาษากลางในการสื่อสารต่างชาติพันธุ์ อยู่ในงานค้นคว้าวิชาการของ ศรีศักร วัลลิโภดม และ นิธิ เอียวศรีวงศ์
ประวัติศาสตร์ไทย มาจากประวัติศาสตร์สยาม
ประเทศไทยมาจากประเทศสยาม และคนไทยมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากความเป็นมาของอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องถึงปัจจุบัน
โดยมีหลักฐานทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ตั้งแต่วัฒนธรรมบ้านเก่า (กาญจนบุรี), วัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี), ถึงวัฒนธรรมโขง–ชี–มูล (ที่ราบสูงโคราช) ที่หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมสยาม (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) แล้วกลายเป็นไทย
(1.) คนไทย มาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ หมายถึงคนในประเทศไทยมีบรรพชนเป็นคนหลายชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกชาวสยามในอุษาคเนย์ หรือคนหลายชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกชาวสยามในอุษาคเนย์ ล้วนเป็นบรรพชนคนไทยและคนในประเทศไทย (เหนือ, อีสาน, กลาง, ใต้)
(2.) สยาม มาจากคำว่าซำ, ซัม (กลายเป็น “คำ” เช่น บ้านหนองนาคำ) แปลว่าดินดำน้ำชุ่มอุดมสมบูรณ์ พบทั่วไปในบริเวณโซเมีย (ที่สูงแห่งเอเชีย) มอญ–เขมร เรียก เซียม ส่วนจีน เรียก เสียน, เสียม
[รายละเอียดมีมากในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519]
(3.) ชาวสยาม หมายถึงคนลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” นับไม่ถ้วน มีกระจัดกระจายตั้งแต่จีน, พม่า, ลาว, อินเดีย (อัสสัม), ลุ่มน้ำโขง, สาละวิน, เจ้าพระยา, ลงไปคาบสมุทรมลายู โดยมีภาษากลางเป็นภาษาไท–ไต–ไทย–ลาว
(4.) สยามดั้งเดิมอยู่ลุ่มน้ำมูล หมายถึงสยามเก่าสุด (นอกวัฒนธรรมเขมร) ที่รวมตัวเป็นเมืองใหญ่ มีระบบการเมืองการปกครองแข็งแรงด้วยวัฒนธรรม “ไม่เขมร” และมีศูนย์กลางอยู่เมืองเสมา (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
พบหลักฐานจากภาพสลักปราสาทนครวัด มีจารึกภาษาเขมรว่า “เสียมกุก” อ่านเป็นไทยว่า “สยามกก” แปลว่า สยามดั้งเดิม มีการเมืองระบบเครือญาติทางการแต่งงานโดยผู้หญิงเป็นพลังเชื่อมโยงอำนาจรัฐต่อรัฐ
เครือข่ายใหญ่ซึ่งเป็นเครือญาติของสยามมี 2 แห่ง คือ เวียงจันท์ (ลาว) ลุ่มน้ำโขง และสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ลุ่มน้ำท่าจีน
สยามลุ่มน้ำมูล ร่วมกับเมืองศรีเทพ, เมืองละโว้, และเมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) สถาปนาอโยธยา รับศาสนาพุทธเถรวาท แบบลังกา (นับถือรามเกียรติ์) ประชาชนกลุ่มหนึ่งเริ่มเรียกตัวเองว่าไทย, คนไทย เป็นบรรพชนคนไทยปัจจุบัน
อาสาทำประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความสุขของคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม (ภาพ) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 กล่าวสปีชแรกหลังรับสนองพระบรมราชโองการ ณ ห้องโถงกลาง อาคารวอยซ์ สเปซ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2567

คนไทยทุกวันนี้มีบรรพชนเป็นชาวสยามจากลูกผสมหลายชาติพพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ในอุษาคเนย์และในโลก
(ในภาพ) “เสียมกุก” คือ ขบวนแห่เกียรติยศของ “สยามกก” ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กัมพูชา (900 ปีมาแล้ว) ราว พ.ศ. 1650 จากภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ทั้งเจ้านายและไพร่พลนุ่งถุงเหมือนโสร่ง (ไม่นุ่งถลกแบบเขมร) เป็นเครื่องแต่งตัวตามประเพณีในพิธีกรรมสำคัญ (ไม่แต่งในชีวิตประจำวัน)
“สยามกก” คือ สยามดั้งเดิมเริ่มแรกที่รวมตัวกันเป็นรัฐ มีศูนย์กลางอำนาจอยู่บริเวณลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) เสียมกุก อ่านว่า สยามกก หมายถึงสยามดั้งเดิม [คำว่า กก แปลว่า ต้นตระกูล, รากเหง้า, ดั้งเดิม, เริ่มแรก (เช่น ลูกผู้เกิดทีแรกเรียก “ลูกกก”)]
[ลายเส้นจากภาพถ่ายลายสลัก ถอดแบบก่อน พ.ศ. 2557โดย คงศักดิ์ กุลกลางดอน อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

