ฮิโตชิ มิยาชิตะ
ที่สุดยอดกว่าฝีมือคือความกตัญญู
เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ช่วงฤดูร้อนในยุโรป วงซิมโฟนีออร์เคสตราอาชีพ โรงโอเปร่า สถาบันดนตรีปิดเทอม นักดนตรี นักร้อง ครูดนตรี มีเวลาหยุดราว 6 สัปดาห์ คนไทยที่ไปทำงานอาชีพดนตรีในยุโรปหลายคนก็ได้โอกาสกลับมาเยี่ยมบ้าน คนเหล่านี้ได้ก้าวข้ามวัฒนธรรมความเป็นไทยไปแล้ว มีชีวิตใหม่และมีอาชีพใหม่อยู่ในยุโรป ถ้าจะกลับมาเมืองไทยก็เพื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน เพราะเมืองไทยไม่มีพื้นที่สำหรับการทำงานหรือทำมาหากินด้านดนตรี ไม่มีงานดนตรีรองรับ ถึงแม้จะมีงานให้ทำอยู่แต่ก็มีรายได้น้อยหรืองานขอแรง คือไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพ นอกจากทำงานแบบจิตอาสาเท่านั้น
ฮิโตชิ มิยาชิตะ (Hitoshi Miyashita) เป็นนักกีตาร์คลาสสิก เกิดที่ภูเก็ต พ่อเป็นญี่ปุ่น แม่เป็นไทย เติบโตที่ภูเก็ต เรียนกีตาร์เมื่ออายุ 12 ปี กับ อาจารย์วันชัย สายวิลัย ได้สอบเข้าเรียนเตรียมอุดมดนตรี พ.ศ.2551-2553 ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เรียนกับ ดร.พอล ซีซาร์ชีค (Dr. Paul Cesarczyk) ฮิโตชิเป็นนักเรียนที่มีฝีมือสูง ชนะการประกวดเยาวชนดนตรี จึงได้รับทุนการศึกษาและได้เรียนดนตรีอย่างต่อเนื่อง
ฮิโตชิ มิยาชิตะ มีชื่อญี่ปุ่นเพราะว่าพ่อตั้งชื่อให้เป็นที่ระลึก ฮิโตชิเป็นคนไทยที่เกิดในเมืองไทย เรียนที่โรงเรียนไทย ใช้ภาษาไทย มีวิถีชีวิตและเข้าใจวัฒนธรรมไทย เป็นคนที่ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ตลอดเวลา ที่สำคัญเป็นผู้ที่แสวงหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ ฮิโตชิเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพนิ่มนวล มีชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ แต่ก็เป็นคนที่มีฝีมือสูง คมในฝัก ด้วยมีฝีมือในการเล่นกีตาร์คลาสสิกและมีความคิดที่เฉียบคม คอยตั้งข้อสังเกตและสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น”

“ผมอาจจะเรียนรู้จากพ่อแม่ผมโดยไม่รู้ตัว พ่อผมชอบเดินเรือ เดินทางจากญี่ปุ่นด้วยเรือเดินทะเล และได้พบกับแม่ที่ภูเก็ต พ่อแม่ผมเป็นคนจนไม่มีอะไร ผมมีพี่ชายและน้องสาว พ่อของผมเสียไป 3 ปีแล้ว” ฮิโตชิเล่า
ฮิโตชิ ได้เรียนกับนักดนตรีชั้นนำของโลกที่มาแสดงที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์อยู่เสมอๆ ใครมาก็หาโอกาสเสนอฝีมือ เล่นกีตาร์ให้เขาดู แล้วหาโอกาสติดตามนักดนตรีเหล่านั้นไปด้วย เพราะเป็นโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ อาศัยฝีมือเป็นสะพานเชื่อมกับเพื่อนใหม่ ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ตัวเอง ฮิโตชิมีจิตใจที่กล้าหาญเพราะไม่มีอะไรจะเสีย ไม่กลัวอนาคตเพราะชอบเผชิญภัย มีแต่จะได้ความรู้และประสบการณ์เพิ่ม
เมื่อชนะการประกวดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ฮิโตชิได้เรียนรู้ว่า “การประกวดคือประตูที่สำคัญและเป็นประตูที่ยิ่งใหญ่ แถมยังได้เรียนรู้ว่า ฝีมือเท่านั้นที่จะผ่านประตูไปสู่ความสำเร็จได้” ฮิโตชิจึงขยันฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเองไปสู่การประกวดในเวทีกีตาร์คลาสสิก ทุกๆ เวทีที่มีในโลก ฮิโตชิไปแล้วได้พบครู พบเพื่อนใหม่ ได้เห็นโลกมากขึ้น มีโอกาสขึ้นเวทีใหม่ ทำให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น การเดินทางไปแข่งขันและการกินอยู่ในแต่ละครั้ง ฮิโตชิใช้วิธี “ตายเอาดาบหน้า” จึงต้องอาศัยฝีมือและการปรับตัวอยู่กับสภาพใหม่ให้ได้ เพราะตัวเองไม่มีเงินติดตัวเลย ในที่สุด ฮิโตชิกลายเป็น “นักกีตาร์คลาสสิกพเนจร” อาศัยฝีมือใช้เป็นโอกาสเพื่อการเผชิญโชค
พ.ศ.2556 ฮิโตชิเรียนชั้นปีที่ 3 เริ่มรู้สึกเบื่อห้องเรียน ต้องการที่จะไปเผชิญโลกที่ท้าทายกว่า โดยขอหยุดเรียนไปหนึ่งปีเพื่อแสวงหาประสบการณ์ ต้องการจะค้นหาตัวตนด้วยการเผชิญโชค ไปเผชิญโลกด้วยตนเอง อาศัยกีตาร์เป็นอุปกรณ์ติดตัว เมื่อใช้ชีวิตเผชิญโลกมาหนึ่งปี ฮิโตชิได้หันกลับเข้าห้องเรียนใหม่จนจบปริญญาตรี
ฮิโตชิตั้งคำถามว่า “เรียนไปทำไม” เพราะเขารู้สึกว่าในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบ ฮิโตชิได้ตั้งคำถามกับผมว่า “อาจารย์ให้ผมเรียนไปทำไม” ก็ได้ตอบไปว่า “เมื่อยังไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม แล้วคุณคิดออกแล้วหรือยัง ระหว่างที่ยังคิดไม่ออก ยังไม่มีคำตอบ และยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ให้เรียนไปก่อน จนกว่าจะคิดออก เมื่อคิดออกแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง แต่ตอนนี้เมื่อยังไม่มีคำตอบ เรียนดีกว่าไม่เรียน” เป็นคำตอบที่ต้องคิดเองและตอบด้วยตัวเอง
เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ฮิโตชิสอบแข่งขันชิงทุนไปเรียนดนตรีที่ประเทศออสเตรีย (พ.ศ.2558-2559) โดยคณะกรรมการ (ฝ่ายไทย) ได้ส่งชื่อคนอื่นซึ่งไม่ใช่ฮิโตชิ เมื่อกรรมการออสเตรียเห็นรายชื่อที่ส่งไปถึงเวียนนา อาจารย์ชาวออสเตรียก็ปฏิเสธและไม่รับนักศึกษาคนที่คณะกรรมการฝ่ายไทยส่งไป โดยกรรมการออสเตรียยืนยันว่า คนที่สอบได้คือ ฮิโตชิ มิยาชิตะ มหาวิทยาลัยที่ออสเตรียรับเข้าเรียนได้แค่คนเดียวคือ ฮิโตชิ มิยาชิตะ ซึ่งฝีมือของฮิโตชิได้นำพาให้ฮิโตชิไปเรียนกีตาร์คลาสสิกที่ประเทศออสเตรีย
เมื่อเรียนจบที่ออสเตรีย พ.ศ.2559-2562 ก็ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทวิชากีตาร์คลาสสิก โดยสอบแข่งขันชิงทุนการศึกษา ที่ประเทศเยอรมนี (DAAD) ฮิโตชิ มิยาชิตะ เป็นเด็กไทยคนแรกที่ได้ทุน (DAAD) เรียนดนตรีวิชากีตาร์คลาสสิก เมื่อได้ทุนแล้วก็ต้องส่งใบสมัครไปตามสถาบันดนตรีในประเทศเยอรมนี
พ.ศ.2562-2564 ฮิโตชิ มิยาชิตะ รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลเยอรมนี เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมืองชตุทการ์ท (Staatliche Hochschule fr Musik und Darstellende Kunst Stuttgart) แม้ว่าฮิโตชิจะสอบผ่านทั้ง 4 สถาบัน แต่ที่เลือกเรียนที่ชตุทการ์ท เพราะได้ทุนการศึกษาครบและเป็นมหาวิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงด้านกีตาร์คลาสสิก
ฮิโตชิ เดินทางไปแสดงในเทศกาลกีตาร์คลาสสิกจำนวนมาก ไปแข่งขันในเวทีต่างๆ ได้รับรางวัลมากมาย อาทิ แสดงที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เนปาล ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรีย เยอรมนี สเปน รัสเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ฮิโตชิยังสร้างโอกาสด้วยการสร้างผลงานบันทึกเสียงในการแสดง ทั้งการแสดงเดี่ยวและการแสดงร่วมกับนักดนตรีคนอื่นๆ นอกจากจะทำงานให้เป็นที่รู้จักแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้เหมือนกับการทำงานไปในตัว
วันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ฮิโตชิได้รับเลือกให้แสดงกับวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย โดยมีนักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียน (Arnaldo de Felice) เขียนผลงานใหม่ชื่อ “สะท้อน” (Riflessi) เป็นกีตาร์คอนแชร์โตกับวงออร์เคสตรา เป็นการว่าจ้างโดยรัฐบาลอิตาลี เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อร่วมฉลองความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี 150 ปี ถือว่าฮิโตชิได้รับเกียรติที่สูงยิ่ง เป็นเพลงที่แสดงครั้งแรก (World Premiere)
เมื่อฮิโตชิเรียนจบ (พ.ศ.2564) โรงเรียนดนตรีได้จองตัวฮิโตชิให้เป็นครูสอนกีตาร์คลาสสิกที่โรงเรียนดนตรี (Schule fr Musik, Theater und Tanz, SMTT Sindelfingen) ซึ่งเป็นเมืองของคนมีฐานะดี เมืองที่ผลิตรถเบนซ์ (Mercedes Benz) ในเยอรมนี

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2567 ฮิโตชิกลับมาเมืองไทยและได้แวะมาเยี่ยมที่ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ด้วยความระลึกถึง รู้สึกภูมิใจในตัวฮิโตชิมาก เพราะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ทำตามอุดมการณ์ แสวงหาเป้าหมายตามความรู้สึกและเสียงเรียกร้องของหัวใจ สร้างเข็มทิศชีวิตได้สำเร็จ มาตัวเปล่า เรียนรู้ชีวิตในระหว่างทาง เก็บเกี่ยวประสบการณ์จนสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ในขณะที่มีอายุยังน้อย
วันนี้ ฮิโตชิเป็นอาจารย์สอนกีตาร์คลาสสิกที่โรงเรียนดนตรีในเยอรมนี มีรายได้ มีงานที่มั่นคง เป็นตัวอย่างของนักต่อสู้ที่มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อกับอุปสรรคแต่อย่างใด ชีวิตของฮิโตชิเข้ากับบทกวีของพระยาศรีสุนทรโวหารที่ว่า
“อันความรู้รู้กระจ่างถึงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์ ถึงคนจนพงษ์ไพร่คงได้ดี” นิติสารสาธก ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
วันนี้ ฮิโตชิ มิยาชิตะ อายุได้ 31 ปี ยังมีความขยัน มุ่งมั่น คิดนอกกรอบ ทำงานอยู่ตลอดเวลา รู้ตัวและเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “เป็นเด็กบ้านนอก มาจากครอบครัวที่ยากจน” ชีวิตการเผชิญโชคเหมือนกับชีวิตของพ่อที่ล่องเรือจากญี่ปุ่นมาพบแม่ที่ภูเก็ต เมื่อทำงาน ฮิโตชิได้ส่งเงินมาให้แม่ทุกเดือน กลับบ้านลงไปเยี่ยมแม่ที่ภูเก็ต ด้วยความรักและความกตัญญู
ฮิโตชิได้แวะมาเยี่ยมที่มูลนิธิ นั่งคุยกันเรื่องปรัชญาและการดำเนินชีวิต เมื่อชีวิตลงตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว มีงานสอนกีตาร์คลาสสิกในเยอรมนี เป็นงานประจำที่มั่นคง มีรายได้ที่ดี มีสวัสดิการดีเพราะรัฐบาลหักค่าภาษีเงินได้ไป (48%) รัฐดูแลการรักษาพยาบาล ฮิโตชิบอกว่า ในเยอรมนีแต่ละปีมีวันหยุดเยอะมาก หยุดรวมกันแล้วเกือบครึ่งหนึ่งและทำงานอีกครึ่งหนึ่ง จึงมีโอกาสเดินทางไปแสดงและทำโครงการดนตรีได้ โดยมีงบประมาณจากรัฐให้การสนับสนุนในการเดินทางไปแสดงด้วย
ฮิโตชิเป็นนักเรียนนอกที่ไม่ใช้น้ำหอมยี่ห้อ “อีโก้” มีชีวิตเรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดตัว ไม่อวดฝีมือ มีชีวิตติดดิน เท่าที่รู้จักฮิโตชิมากระทั่งถึงวันนี้ ได้เรียนรู้ว่า ในพื้นที่แคบๆ ต้องอยู่ให้รอด อยู่ให้ได้ และอยู่ให้เป็น มีโลกใบเล็กๆ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีใครรู้จัก ไม่ต้องมีชื่อเสียง ทำหน้าที่ให้สุดหัวใจแล้วก็มีความสุข

ฮิโตชิมีความเสมอต้นเสมอปลาย เป็นศิลปินที่สุดยอดคนหนึ่ง ที่สุดยอดไปกว่าฝีมือก็คือ ฮิโตชิมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ลืมตน รู้สึกดีใจที่ฮิโตชิเป็นต้นแบบให้แก่เด็กรุ่นต่อๆ ไป คนที่อยู่สูงต้องโน้มตัวลงต่ำ เหมือนกับรวงข้าวที่มีเมล็ดข้าวเต็มรวง ต่างไปจากรวงข้าวที่ลีบ รวงที่ไม่มีเมล็ดข้าว ก็จะชี้โด่เด่

