สู้วิกฤตประชากร
นายวราวุธ ศิลปอาชา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเกือบ 1 ปี
นโยบายเด็ดที่ประกาศไว้คือการสู้วิกฤตประชากร
ชูแนวทาง 5 คูณ 5 หมายถึง 5 นโยบาย 5 มาตรการ เพื่อคลี่คลายปัญหาใหญ่ที่ใกล้จะระเบิด
นั่นคือคนเกิดน้อยกว่าคนเสียชีวิต ประเทศเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมมีบุตร ซึ่งอีกไม่นานจะส่งผลกระทบในภาพรวม
เรื่องนี้นายวราวุธบอกกล่าวมาตั้งแต่รับตำแหน่ง
มิได้บอกเล่าเฉยๆ หากแต่ได้คิดค้นหนทางจะแก้ไข กระทั่งกลายเป็นนโยบาย 5 คูณ 5 นี้
สำหรับนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย
นโยบายที่ 1 เสริมพลังวัยแรงงาน ทำให้คนวัยนี้ตั้งตัวได้ ดูแลครอบครัวได้ และพร้อมจะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ
มาตรการรองรับ ประกอบด้วย พัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพ (Reskill/Upskill) เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน บูรณาการฐานข้อมูลแรงงาน ส่งเสริมการมีงานทำและรายได้ ด้วยการกระจายงานสู่ชุมชน
ส่งเสริมการออม สร้างแรงจูงใจให้ประชากรในวัยทำงานออมเพื่ออนาคต และเตรียมการเกษียณ
ปรับสถานที่ทำงานให้คำนึงถึงความสุข ส่งเสริมสุขภาพบุคลากร และเพิ่มสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ส่งเสริมสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว เช่น สร้างแรงจูงใจด้านภาษี หรือการยกย่องนายจ้างที่จัดสวัสดิการดูแลเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุให้แก่ลูกจ้าง ทำงานแบบยืดหยุ่น เป็นต้น
นโยบายที่ 2 เพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน มีมาตรการรองรับ ได้แก่ ส่งเสริมสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาให้มีความเข้มแข็ง ดูแลสุขภาพทางกายและจิตใจของเด็กและแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์
ตั้งศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน มีมาตรฐาน รับเด็กอายุน้อยลง มีความยืดหยุ่น ชุมชนช่วยจัดการได้ พัฒนาทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพตามวัย
และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นโยบายที่ 3 สร้างพลังผู้สูงอายุ พลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาส
มาตรการที่ผลักดัน คือ เน้นการป้องกันโรคมากกว่ารักษา การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้สูงอายุ ขยายอายุเกษียณ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ พัฒนาทักษะที่จำเป็น ส่งเสริมความรอบรู้ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Literacy) ให้ผู้สูงอายุ และลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผู้สูงอายุ
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เช่น จัดระบบบริบาลผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน โดยชุมชน ส่งเสริมให้มีการเกื้อหนุนและสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้สูงอายุกับสมาชิกในครอบครัวและชุมชน
ส่งเสริมให้มีสภาพแวดล้อม ทั้งภายในบ้าน รอบบ้าน และในชุมชนที่เอื้อต่อการทำกิจวัตรประจำวัน
และส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างครบวงจร
นโยบายที่ 4 เพิ่มโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าของคนพิการ
มาตรการสนับสนุน ประกอบด้วย การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้คนพิการ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้หลากหลายและเหมาะกับคนพิการ ตลอดจนเพิ่มการจ้างงานคนพิการในทุกภาคส่วน รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะต่อการทำงาน
ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่ครบถ้วนของคนพิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม สร้างทัศนคติที่เหมาะสมของชุมชนและครอบครัวในการอยู่ร่วมกันและดูแลคนพิการ เช่น ระบบการตรวจสอบสิทธิที่มีประสิทธิภาพ หน่วยบริการรักษาพยาบาลเคลื่อนที่ การให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน
ป้องกันความพิการแต่กำเนิดและความพิการทุกช่วงวัย (Prevention) รวมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและทางใจ (Rehabilitation)
ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนพิการดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระ โดยใช้หลักการออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่มวัย (Universal Design) รวมทั้งใช้ระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยในการดำเนินชีวิต
รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลและพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อประโยชน์ในการหางานและการจ้างงาน
และนโยบายที่ 5 สร้างระบบนิเวศ ที่เอื้อต่อความมั่นคงของครอบครัว
มีมาตรการที่ต้องทำ คือ พัฒนาระบบสวัสดิการที่เหมาะสมและทั่วถึงโดยรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำและเป็นหลักประกันในยามที่เผชิญกับวิกฤต
ทำให้ชุมชนน่าอยู่ มีบ้านที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ และอยู่อย่างปลอดภัย
ส่งเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน เข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม สร้างกลไกค้ำประกันเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ครอบครัวบนหลักพอเพียง เสริมสร้างความรู้การบริหารการเงินสำหรับครัวเรือน และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ส่งเสริม กรีน อีโคโนมี เป็นต้น
ฟังนายวราวุธอธิบายแล้วรู้สึกว่า ภารกิจนี้ใหญ่เกินกว่าระดับกระทรวงจะทำได้
แม้แต่รัฐบาล หากดำเนินการเพียงลำพังก็ยังยากลำบาก
หากจะผลักดันให้สำเร็จ ต้องพึ่งพาทุกภาคส่วนในสังคม
ต้องปลุกคนในชาติร่วมกันผลักดัน ความสำเร็จจึงจะบังเกิด และผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนส่วนใหญ่
สำหรับนายวราวุธแล้ว มั่นใจว่า หากได้ทำสำเร็จ วิกฤตประชากรของไทยจะคลี่คลาย
นฤตย์ เสกธีระ

