วิจักขณ์ พานิช คิดต่อจากนิธิ ‘พุทโธเลี่ยนต้องเรียนประวัติศาสตร์’

27.08.24 | 12:00 น.

วิจักขณ์ พานิช คิดต่อจากนิธิ ‘พุทโธเลี่ยนต้องเรียนประวัติศาสตร์’

1 ปีแล้วที่ปัญญาชนคนสำคัญ อย่าง ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ทิ้งไว้ซึ่งผลงานมากมายให้สังคมไทยได้ ‘คิดต่อ’

ล่าสุด 7 นักวิชาการร่วมบรรยายสาธารณะ ‘คิดต่อจากนิธิ’ ใน 7 หัวข้อ ณ ห้องอีเวนต์สเปซ ชั้น 2 หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ

หนึ่งในนั้น คือ วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการชื่อดังด้านปรัชญาและศาสนา ที่ขอคิดต่อจาก ‘อาจารย์นิธิ’ ในประเด็นทางศาสนา ภายใต้หัวข้อ ‘Counter พุทโธเลี่ยน : ถือพุทธแบบนิธิ’ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

Advertisement

ประวัติศาสตร์ ศาสนา ‘ปรากฏการณ์’

มุมมองก้าวหน้าของ ‘อาจารย์นิธิ’

วิจักขณ์ เริ่มต้นด้วยการเอ่ยถึงคุณูปการของอาจารย์นิธิว่า เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดในด้านพระพุทธศาสนาต่อตนอย่างมาก ผลงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาถือว่ามีพลังมาก แต่น่าแปลกที่บุคคลในแวดวงพระพุทธศาสนารำลึกถึงท่านน้อยมาก อาจมีบ้างที่ออกมาพูดถึงผลงาน หรือแค่พูดว่าเคารพในตัวของอาจารย์นิธิ

จากนั้น ยก 3 ประเด็นสำคัญจากการที่อาจารย์นิธิมองศาสนาพุทธในประเทศไทยมานานหลายสิบปี ได้แก่

ประเด็นที่ 1 การใช้วิธีคิดทางประวัติศาสตร์เข้ามามองเรื่องพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาเป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย การมองประวัติศาสตร์ผ่านเข้าไปยังพุทธศาสนาไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นไทย ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ประเด็นที่ 2 การศึกษาเรื่องนี้ทำให้เกิดประวัติศาสตร์สำนึก ทำให้เห็นว่ามีอะไรในพุทธศาสนาที่ถูกมองข้ามไปบ้าง โดยอาจารย์นิธิพยายามที่จะนำเสียงเหล่านั้นเข้ามาสู่การมองให้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตพุทธศาสนาไทย หรือสำนึกร่วมทางจิตใจผ่านทางพุทธศาสนา

ประเด็นที่ 3 การมองศาสนาพุทธในแง่ของปรากฏการณ์ กล่าวคือ อาจารย์นิธิใช้ความเป็นนักประวัติศาสตร์ซึ่งมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมในแง่ปรากฏการณ์

วิจักขณ์ยังยกตัวอย่างโควตจากหนังสือรวมบทความ 44 ชิ้นของอาจารย์นิธิที่ตนนำไปรวมเล่มในหนังสือชื่อว่า ‘พระพุทธศาสนาไทยตายแล้ว’

ความตอนหนึ่งว่า

‘แม้เศรษฐกิจและสังคมอาจเปลี่ยนแปลงไปมากสักเพียงใด ความรู้สูงสุดก็ยังเป็นความรู้เท่าทันอยู่อย่างนั้นเอง หมายถึงความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และความรู้เท่าทันความธรรมดาโลก ความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของข่าวสารข้อมูลซึ่งอาจจะกระจายให้ถึงผู้คนได้ด้วยวิธีต่างๆ แต่ความรู้เท่าทันธรรมดาโลกเป็นเรื่องท่าทีของบุคคลที่มีต่อสิ่งรอบตัวซึ่งสัมพันธ์แนบแน่นกับบรมธรรม ความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดแบบแผนความประพฤติอันเหมาะสมขึ้นได้ชุดหนึ่ง แต่ความรู้เท่าทันความธรรมดาโลกก่อให้เกิดความสงบสุขในจิตใจที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้’

วิจักขณ์ เผยว่า โควตนี้น่าสนใจตรงที่ทำให้เห็นแง่มุมของอาจารย์นิธิที่สนใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมในสาขาวิชาต่างๆ หลากหลาย การสนใจศาสตร์ที่หลากหลายของ ดร.นิธิทำให้เข้าถึงความรู้เท่าทันธรรมดาโลก ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งที่โยงอยู่กับศาสนาพุทธในแง่ลึกเกี่ยวกับเรื่องของ ‘บรมธรรม’

“ผมมองว่าอาจารย์นิธิมองศาสนาในแบบสมัยใหม่ เป็นมุมมองแบบก้าวหน้า ซึ่งสังคมโลกตะวันตกมองเป็นเรื่องปกติ แต่น่าแปลกที่สังคมไทยมักจะมองสิ่งที่อาจารย์นิธิวิพากษ์ศาสนาว่าเป็นมุมมองที่ท้าทาย” วิจักขณ์กล่าว

เจาะคาแร็กเตอร์

‘พุทโธเลี่ยน’ ผูกโครงสร้างการเมืองเก่า

ว่าแล้วมายิงหมัดตรงต่อที่ประเด็น ‘พุทธโธเลียน’ ศัพท์ประดิษฐ์ใหม่ที่ยังไม่ปรากฏนิยาม ‘อย่างเป็นทางการ’ ทว่า ถูกใช้แพร่หลายในโลกออนไลน์ โดยมีน้ำเสียงและนัยยะในเชิงลบมากกว่าบวก

วิจักขณ์คัดคาแร็กเตอร์ของกลุ่มคนที่เข้าข่ายไว้ว่า เป็นผู้ที่ยึดติดกับอัตลักษณ์ของศาสนาพุทธไทยมาก โดยมักมองเรื่องของบรมธรรมว่าเป็นคำสอนสูงสุดที่ ‘คุณจะมาตีความไม่ได้’! เป็นคำสอนที่ ‘อกาลิโก’ ถูกต้องเสมอโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงบริบทแวดล้อม เป็นสิ่งที่ทนทานต่อการพิสูจน์

“พอเป็นอกาลิโกแบบนี้ แทนที่จะทนทานต่อการตีความ มันกลายเป็นว่า คุณไม่ต้องตีความ มันถูกอยู่แล้ว คนไหนพูดก็ถูก อะไรอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ซึ่งอาจารย์นิธิในฐานะนักประวัติศาสตร์ พยายามชี้ให้เห็นว่าคุณค่า หรือคำสอนศาสนาต้องมีบริบท เราต้องทำความเข้าใจสิ่งที่รายรอบ หรือบริบทนั้นเพื่อที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่อยู่ตรงนั้น เราไม่สามารถเอาบริบทแยกออกจากเนื้อหาสาระได้” วิจักขณ์วิเคราะห์

จากนั้น ไปต่อยังคาแร็กเตอร์ที่ว่า ‘พุทธโธเลียน’ เป็นกลุ่มคนที่มีความเป็น ‘จิตนิยม’ สูง ถ้าไปปฏิบัติธรรม ไปนั่งสมาธิ ก็เชื่อว่าตัวเองจะเข้าถึงนิพพาน หรือความจริงสูงสุดบางอย่างได้

“คนเหล่านี้ จะไม่คุยกับคุณ เพราะเชื่อว่าเมื่อคุณไม่ปฏิบัติ ไม่นั่งสมาธิ จะไม่สามารถเข้าถึงสภาวะธรรมสูงสุดได้ เพราะฉะนั้น เขาจะมองปรากฏการณ์ข้างในที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมแยกขาดจากปรากฏการณ์ข้างนอก และมีแนวโน้มในการมองว่าเรื่องจิตเป็นเรื่องที่สูงกว่า เมื่อบรรลุธรรม เมื่อเข้าถึงสภาวะธรรมสูงสุดแล้ว จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางโลกได้ถูกต้องเสมอ พูดง่ายๆ คือ จิตนิยม ทำให้เกิดสถานะบางอย่างของชาวพุทธที่ปฏิบัติที่จะอธิบายเรื่องทางโลกหรือเหนือโลก มีอำนาจบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด”

นอกจากนี้ วิจักขณ์ชี้ว่า กลุ่ม ‘พุทโธเลี่ยน’ มักจะบอกว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง แต่จะไม่ตั้งคำถามถึงโครงสร้างที่พวกเขายืนอยู่

“พุทโธเลี่ยนผูกแนบแน่นกับโครงสร้างทางการเมืองแบบเก่า และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ประชาธิปไตยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าทำไมงานของอาจารย์นิธิถึงท้าทายชาวพุทธส่วนใหญ่ที่จะเข้าใจ หรือรับในสิ่งที่อาจารย์พยายามจะชี้หรือตักเตือน

ผมไปเรียนด้านประวัติศาสตร์ศาสนา พอกลับมาไทยมีคนคุยด้วยได้ไม่กี่คน อาจารย์นิธิเป็นคนหนึ่งที่ผมคุยได้ผ่านงานเขียน แนวคิดก้าวหน้าในการมองศาสนาเป็นสิ่งที่สังคมไทยมองว่าแปลก มีครั้งหนึ่ง ผมกลับไปหาอาจารย์ที่ต่างประเทศ ช่วงเลือกตั้งสหรัฐ มีการดีเบต ระหว่าง บารัค โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์ เมื่อ ค.ศ.2012 เพื่อนที่อยู่ในคอร์สปฏิบัติธรรม เรียนเรื่องจิตใจ จิตวิญญาณ เขาลากโทรทัศน์มาที่ห้องนั่งเล่น ทุกคนก็สนใจ เชียร์โอบามากันทุกคน

ผมก็มองไปหาเพื่อน ว่าทำไมชาวพุทธในอเมริกาถึงเป็นลิเบอรัล (เสรีนิยม) กันหมดเลย ทำไมทุกคนดูจะมีมุมมองทางการเมืองเป็นเดโมแครต ก้าวหน้า เพื่อนผมบอกว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะเป็นชาวพุทธต้องฝึกเรื่อง awareness (การตระหนักรู้) การไม่ยึดติด การตื่นรู้ เรียนรู้เหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มมองสิ่งต่างๆ อย่างเปิดกว้าง เขาหัวมาทางผมแล้วบอกว่า อ้าว! วิจักขณ์ ที่เมืองไทย ไม่เป็นอย่างนั้นเหรอ ? ผมตอบว่า อ๋อ ชาวพุทธไทยไม่ได้เป็นลิเบอรัล….”

ประวัติศาสตร์ต้องเรียน จิตวิทยาต้องรู้

มาร์กซ ก็ต้องอ่าน ‘วิพากษ์ไม่ได้ ย่อมไม่เข้าใจตัวเอง’

วิจักขณ์ ยังเปิดใจว่า อยากจะวิเคราะห์ และคุยกับอาจารย์นิธิต่อไป ว่า ตนรู้สึกว่าอาจารย์นิธิเป็นโมเดอร์นแมน เป็นคนที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่พาตัวเองมาอยู่ตรงขอบเหว คือจุดที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยึดติดอดีต นักประวัติศาสตร์ศาสนากล่าวประเด็นหนึ่งว่า ศาสนาในสังคมโบราณจำเป็นต้องตายไปเสีย แล้วรีเชฟตัวเองขึ้นมาใหม่ในโมเดิร์นเวิลด์ ศาสนาแบบโบราณมีอะไรหลายอย่างที่ขัดฝืนกับคุณค่าสมัยใหม่ จำเป็นต้องพังทลายไป เพื่อเปลี่ยนรูปของตัวเอง พาตัวเองไปสู่ความเป็นศาสนาแบบสมัยใหม่

“ถ้าเรามองไปในประวัติศาสตร์ตะวันตก จะเข้าใจว่านี่คือกระบวนการทางการเมือง กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก่อน ทำให้ศาสนาจำเป็นต้องปรับตัว แล้วเปลี่ยนสำนึกให้สอดคล้องกับคุณค่าแบบสมัยใหม่ แต่ในสังคมไทย ก็อย่างที่เรารู้ คือ เราอยู่ในช่วงเวลาที่มันเปลี่ยนผ่านตรงนี้ไม่ได้ และศาสนาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิธีคิด หรือโครงสร้างแบบเก่ายังคงมีพลังอยู่”

จากนั้น วิจักขณ์ ยกคำกล่าวของ เรจินัลด์ เรย์ นักประวัติศาสตร์ศาสนาชื่อดัง ที่มองว่าคนที่สนใจศาสนาในโลกสมัยใหม่ จะต้องมีความรู้แบบสมัยใหม่ เข้ามาทำงานกับความรู้ที่เป็น tradition (จารีต) ของตัวเอง

“อันนี้ผมว่าน่าสนใจ หนึ่ง คุณต้องมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ พูดง่ายๆ คือ พุทโธเลี่ยน ต้องเรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ critical (วิพากษ์) กับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ที่ศาสนาพยายามสร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ ที่เป็นโครงสร้างทางการเมืองด้วย ถ้าคุณไม่ critical ตรงนี้ มันจะทำให้คุณไม่เข้าใจตัวเอง มันจะทำให้คุณไม่เข้าใจสังคมที่คุณอยู่ มันจะทำให้คุณไม่เข้าใจความรู้ที่คุณมี เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญมากๆ คือคุณต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อจะเข้าใจตัวเอง และวิพากษ์ตัวเอง ว่าตัวคุณยึดโยงกับอดีต และเชื่อมโยงกับอนาคตอย่างไร นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประวัติศาสตร์สำนึก อาจเรียกว่าเป็น จิตวิญญาณได้ไหม อาจเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงกับผู้อื่น

อาจารย์ เรจินัล เรย์ ยังอธิบายว่า ชาวพุทธ จำเป็นต้องเรียนจิตวิทยา เบสิกที่สุดคือ คุณต้องอ่าน ฟรอยด์ (ซิกมันด์ ฟรอยด์ เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์) ถ้าไม่อ่าน จะมีแนวโน้มที่คุณจะมองศาสนาว่าเป็นสิ่งที่ให้คำตอบทุกอย่าง เหมือนเป็นคุณพ่อคุณแม่รู้ดี ถ้ามองศาสนาแบบนี้ เซนส์ของความเป็นปัจเจก สำนึกที่จะคิดอะไรเองได้ ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น คุณต้องมีเซนส์ของการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้”

ไม่เพียงประวัติศาสตร์และจิตวิทยาเท่านั้น วิจักขณ์ยังเล่าต่อไปว่า เรจินัล เรย์ แนะนำด้วยว่า ‘พุทธโธเลี่ยน’ ควรอ่าน ‘มาร์กซ’ ซึ่งเป็นแนวคิดเรื่องสังคม ถ้าไม่อ่าน จะมีแนวโน้มในการมองศาสนาในแง่ขององค์กร หรือสถาบัน ว่าเป็นสิ่งที่ให้คำตอบทุกอย่าง และศาสนาก็จะกลายเป็น ‘ยาฝิ่น’ ดีๆ นี่เอง

“เมื่อเราย้อนมองศาสนาพุทธในรัฐไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจารย์นิธิวิพากษ์แนวคิดแบบรัฐไทยที่มาครอบงำคนไทยจำนวนมากอยู่ มันไม่มีมิติเหล่านี้ ไม่มีเซนส์เรื่องมิติประวัติศาสตร์ หรือการวิพากษ์อัตลักษณ์ความเป็นไทย ความเป็นชาติที่เกี่ยวโยงกับศาสนา เราไม่มีมุมมองวิเคราะห์ด้านจิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของการมองเรื่องกระบวนการทางจิตใจ ไม่มีมุมมองในเรื่องของสังคมในมุมที่เราจะสามารถมองเห็นว่า สถาบันทางศาสนาเป็นสิ่งที่เราสามารถท้าทายได้

อาจารย์นิธิ พูดเรื่องการวิพากษ์ศาสนาพุทธแบบทางการค่อนข้างชัดเจน และเน้นย้ำเสรีภาพในการตีความทางศาสนาที่เป็นพลังสำคัญของปัจเจกบุคคลในการมีส่วนร่วมในทางศาสนาในแบบสมัยใหม่ และเน้นย้ำให้เห็นว่า เวลาเราศึกษาศาสนาพุทธแบบวิเคราะห์มันจะมีเสียงที่ถูกกันออก เราสามารถรวมน้ำเสียงเหล่านั้นมารวมเข้ากับการมองปรากฏการณ์ทางศาสนาได้”

สังคมที่เราใฝ่ฝันจะมีจิตวิญญาณร่วมกันตรงไหน?

คำถามสำคัญในวันที่ผู้คน ‘ไม่นับถือศาสนา’

ในช่วงท้าย วิจักขณ์ โยนคำถามสำคัญ ว่าในอนาคต สังคมไทยจะมีอะไรเป็นที่พึ่งทางใจหรือไม่ ?

“บางคนมองว่า ศาสนาพุทธเป็นศูนย์รวมใจ ซึ่งใช่เหรอ ? บางคนอาจบอกว่า เราหวังว่า ประชาธิปไตยจะเป็นศูนย์รวมใจ ซึ่งมันก็ควรเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ไม่มีสิ่งนี้อีก ผมคิดว่าสังคมไทยอยู่ในจุดที่น่ากลัว เพราะเราตอบคำถามนี้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องตอบคำถามนี้อยู่ดี ว่าในสังคมสมัยใหม่ที่เราอยู่ร่วมกัน อะไรจะเป็นศูนย์รวมจิตใจ

ในแง่หนึ่ง สังคมไทยมีสิ่งที่เป็นรากทางศาสนาอยู่ ซึ่งผมคิดว่า นี่คือสิ่งที่ทำไมอาจารย์นิธิจึงสนใจ เพราะอาจารย์นิธิยังมองเห็นว่า รากนี้ยังสามารถใช้ได้ แต่เราต้องมีมุมมองที่ critical กับมัน ว่าเราจะอัพเดตรากนี้อย่างไร เราจะไปต่ออย่างไร”

ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันที่ ‘คนรุ่นใหม่’ มีแนวโน้ม ‘ไม่นับถือศาสนา’ (ใดๆ เลย) หากต้องกรอกเอกสาร ช่อง ‘ไม่มีศาสนา’ ก็ถูกกาเครื่องหมายถูกมากขึ้นทุกที วิจักขณ์เผยมุมมองว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร สังคมต้องมี ‘จิตสำนึกร่วม’

“ผมคิดว่าคำถามยังมีอยู่ว่า แล้วสังคมที่เราใฝ่ฝันจะมีจิตวิญญาณร่วมกันตรงไหน สังคมต้องมีหัวใจ ต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นจิตสำนึกร่วม ซึ่งสังคมสมัยใหม่มันควรจะเป็นเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย ที่เป็นคุณค่าในแบบสมัยใหม่ แต่พอเราพูดประเด็นนี้ปุ๊บ กลายเป็นว่า ฝั่งศาสนาพุทธไม่ตอบเรื่องนี้เลย มันก็ยิ่งทำให้คนไม่เอาศาสนาพุทธ แล้วไปแสวงหาคุณค่าเหล่านี้จากเรื่องอื่น ซึ่งโอเคนะ ผมไม่ได้เห็นว่ามันไม่โอเค เพียงแต่สุดท้ายแล้ว มันหาจุดที่มาเชื่อมกันไม่ได้ว่าสิ่งที่ยังพอจะมีอยู่ รากเหง้าที่เรายังมีอยู่ ยังใช้งานได้ไหม แล้วจะไปเอาสิ่งใหม่สิ่งนั้นมันใช้งานได้จริงหรือเปล่า” วิจักขณ์ถาม ก่อนทิ้งท้ายว่า ตนเห็นด้วยกับ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่บอกว่า อาจารย์นิธิไม่หมดหวังกับศาสนาพุทธ สิ่งที่ผมพยายามนำเสนอก็คือ แนวทางเดียวกัน

ถ้าเราสามารถมองศาสนาพุทธ ตีความมันใหม่ ใช้ภาษาใหม่ ใช้ความรู้ความเข้าใจที่มันอัพเดตขึ้น เป็นโมเดิร์นมากขึ้นอาจสังเคราะห์อะไรบางอย่างที่มาแมตช์กับจิตวิญญาณแบบร่วมสมัย ทางการเมือง สิ่งแวดล้อม สังคมได้ไม่ยากเลย

ภูมิดนัย สารพันธ์