สมรภูมิ(ร้อน)หลังสงครามเย็น สืบมรดก‘อีลีท’บนยอดพีระมิด ‘เลือกข้างอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด’

28.08.24 | 13:54 น.
(จากซ้าย) ผศ.ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ, ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล (ผู้ดำเนินรายการ), รศ.ดร.ธนนันท์ บุ่นวรรณา และ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ในเวทีเสวนา ‘สงครามร้อนในสงครามเย็น’ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา

เ ป็นความท้าทาย ที่ปรับตัวไม่ง่ายเลย 

33 ปีสงครามเย็นยังไม่จบสิ้น แต่สปินกลับมาในรูปแบบใหม่

เมื่อ 2 ขั้วมหาอำนาจ 2 ฝั่งอุดมการณ์ยังคงห้ำหั่น เสรีนิยมประชาธิปไตย กับ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ฟาดฟันกันบนสนามการค้า ผ่านนโยบายการต่างประเทศ

ที่เห็นชัดๆ ตอนนี้ก็อย่างจีนที่รุกเดินหมาก บุกสร้างพันธมิตรการค้ากับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในขณะที่สหรัฐก็กันซีน ด้วยการหงายการ์ดใช้อำนาจตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแดนมังกร จุกๆ ถึงร้อยละ 25-100 เป็นยาแรง ตอบโต้การค้าที่เห็นว่าไม่แฟร์

จนถูกมองว่าตั้งการ์ด ประกาศสงครามการค้ากับจีนแบบที่คนเขาลือกันหรือไม่ 

Advertisement

แล้วตอนนี้ไทยยืนอยู่ฟากไหน เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. เปิดเวที “Reviewing The Cold War in The Present Context : ทบทวนสงครามเย็น กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทปัจจุบันดึงตัวตึงที่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชีย มามุงถกในหัวข้อสงครามร้อนในสงครามเย็น : การเมืองแบบสงครามเย็นในยุคหลังสงครามเย็นกลางห้อง LA201 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์

ในสงครามเย็นยังมีสงครามร้อนที่ปะทุขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีลัทธิทางการเมืองเป็นเชื้อเพลิงปะทุความขัดแย้ง จนก่อให้เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บ ล้มตาย จากอุดมการณ์ทางการเมืองกันไปเท่าไหร่ 

.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. เปิดฉาก ก่อนค่อยๆ ล้วงลึกถึงผลกระทบของเอเชียอาคเนย์ ที่เทียบแล้วเข้มข้น บอบช้ำ เดือดปุดๆ ยิ่งกว่าภูมิภาคอื่น 

เรียนรู้จากก้าวที่พลาดเท่านั้น จะช่วยให้เราหลุดพ้นวังวน เข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาประเทศได้

เสียดายไทย ด้อมๆ มองๆ 

2 ขั้วฟาดฟัน ใช้การแข่งขันให้เป็นคุณ

.ดร.นภดลซูมลงไปที่จุดเปลี่ยน ช่วงปี 2010 ‘จีนกระโดดขึ้นมา จีดีพีแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีเติ้ง เสี่ยว ผิงเป็นคนวางรากฐานการพัฒนา ผูกมิตรกับชาติต่างๆ 

จีนต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นธรรม (ในมุมจีน) ซึ่งอาเซียนไม่ได้เตรียมตัว ยังติดอยู่ในกับดักหลังสงครามเย็น การปรับตัวกับความท้าทายและการแข่งขัน จึงดูสับสนและไม่เป็นระบบ

สำหรับประเทศขนาดเล็กและกลาง การแข่งขันที่สูสี เป็นสนามที่เราน่าจะใช้ประโยชน์ตรงนี้ ซึ่งทำได้ด้วย 1.รวมกลุ่มไปพูดกับมหาอำนาจ แต่ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาก็ไปกันคนละทิศ 2.ถ่วงดุลอำนาจ แต่ต่างคนก็ต่างทำ 

มีบางประเทศปรับตัวได้ดี และสามารถใช้ประโยชน์จากการแข่งขันกันได้ด้วย แต่ปรากฏว่าอาเซียนหาประโยชน์ได้ไม่ดีเท่าไหร่ 

ที่ทำได้ดีอย่างอินโดนีเซียด้วยแทคติค ที่เปิดให้ญี่ปุ่นกับจีนยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดในการสร้างทางรถไฟ และเวียดนามที่มีพรมแดนติดจีน แต่สามารถหาผลประโยชน์จากการแข่งของ 2 ขั้วได้อย่างน่าทึ่ง จีนในแง่คู่ค้า แต่ก็ยังเปิดให้ญี่ปุ่นและเกาหลีเข้ามาถ่วงดุล ส่วนประเทศที่มัวด้อมๆ มองๆ อย่างไทย ก็แอบน่าเสียดาย 

เควสชั่นมาร์กสิงคโปร์ว่าจากการที่อเมริกายอมขายอาวุธให้ เท่ากับได้เข้ามาเป็นพันธมิตรแล้วหรือไม่ หันไปส่องเวียดนามก็ใช้วิธีบาลานซ์ ล่าสุดกลับมาพูดถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง ฮานอยโฮจิมินห์ มูลค่า 7 หมื่นล้านเหรียญ ที่เคยชะลอไว้ ซึ่งเขากระจายผู้เล่นไปเยอะมาก หลายชาติในเอเชียแม้แต่ยุโรป ยังแข่งกันเสนอราคา 

.ดร.นภดลชวนคิดต่อว่า รากฐานสำคัญในการดำเนินแนวนโยบายที่เราได้ประโยชน์ อยู่ที่ความมั่นคงทางการเมืองล้วนๆ 

จะไปพูดกับใคร เขาต้องเห็นว่าอยู่นานจริง ไม่ใช่วันนี้อยู่พรุ่งนี้เปลี่ยนรัฐบาล ถ้าการเมืองเป็นแบบนี้ น้ำหนักทางการทูตจะน้อย การเมืองที่ไม่ปกติ ทำให้อำนาจการถ่วงดุลในโลกน้อย และมหาอำนาจบางส่วนรักษาระยะห่าง ในขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนาม สิ่งที่มีร่วมกันคือความมั่นคงทางการเมืองพูดอะไร เจรจาอะไร ก็เห็นพลังตรงนี้

บางประเทศได้ประโยชน์น้อยจนน่าเสียดาย เราเสียเวลาไปกี่ปีแล้ว เสียเปรียบด้านการแข่งขันและโอกาส จากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้ เหมือนมีโชคลาภลอยมา แต่คว้าไว้ไม่ได้ เพราะเราไม่พร้อมหรือเปล่า.ดร.นภดลตั้งเป็นโจทย์ทิ้งท้าย 

ต้นตอสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์

มหาอำนาจแย่งครองหัวใจโลก

ปูพื้นด้วยเบื้องหลังแนวคิด การแผ่ขยายอำนาจช่วงยุคสงครามเย็น 

สำหรับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. ที่เกริ่นด้วยประเด็นสำคัญที่สกัดแล้วพบมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์อันส่งแรงกระเพื่อมมาถึงทุกวันนี้ 

ไม่รอช้าพุ่งเข้าประเด็นการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ช่วงสงครามเย็นระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐ พร้อมทั้งพันธมิตรและบริวารต่างต่อสู้กันในหลายภูมิศาสตร์รอบโลก 1 ในนั้นคือ เอเชียอาคเนย์ ซึ่งเกี่ยวกับทฤษฎี ‘Heartland’ และ ‘Rimland’ 

หากย้อนกลับไปก่อนยุคสงครามเย็น ปี 1904 มีบทความของ เซอร์ ฮัลฟอร์ด แม็กคินเดอร์ นักภูมิประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เขียนเรื่องดินแดนที่เป็นแกนกลางทางภูมิศาสตร์โลก คือทุ่งหญ้าสเตปป์อยู่บริเวณรัสเซียและเอเชียกลาง เป็นจุดสุดยอดในทางยุทธศาสตร์ ปลอดภัยจากการบุกรุกทางทะเล 

หลังจากนั้น ก็มีการตีความจาก 2 สำนักคือ สำนักแม็กคินเดอร์ และระยะต่อมามีสายสปีกแมน (นิโคลัส สปีกแมน) นักยุทธศาสตร์ชาวอเมริกาก็พูดเหมือนกันว่ามีอีกดินแดนเหมือนกันที่อยู่ใกล้ทะเลที่ว่า ประเทศมหาอำนาจใดที่ครอง Rimland ก็จะสามารถครองโลกได้ และก็มีนักวิชาการหลายท่านตีความหมายกันว่า ใครที่ได้ครอบครองหัวใจแห่งยูเรเซียตามหลักคิดของแม็กคินเดอร์ ก็จะสามารถครองโลกได้เช่นกันรศ.ดร.ดุลยภาคชี้

เกิดการตั้งข้อสังเกตในมุมที่ว่า จุดที่มันทะเลาะเบาะแว้งกันในยุคสงครามเย็น ส่วนใหญ่อยู่ในพระจันทร์เสี้ยวรอบนอก ซึ่งมันอยู่ใกล้ Heartland และส่วนหนึ่งของ Rimland ด้วย ส่วนหนึ่งอเมริกาขนกองทัพเข้ามาในแถบนี้ สร้างฐานทัพในไทย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น จนเกิดสงครามในคาบสมุทรอินโดจีน และสหภาพโซเวียตก็เข้ามาในเวียดนามเหนือรศ.ดร.ดุลยภาคขุดลึกถึงแนวคิดความเชื่ออันเป็นต้นเหตุ

ทหาร ไม่เคยตาย

สืบมรดกอำนาจ บนยอดพีระมิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียอุษาคเนย์ลงลึกไปต่อถึงประเด็นตระกูลการเมืองซึ่งในยุคสงครามเย็น มีเรื่อง Political family กันเยอะ พอมานั่งไตร่ตรองว่า ตระกูลทางการเมืองในวันนี้หลงเหลือที่มีบทบาทอยู่กี่ตระกูล 

พูดง่ายๆ ว่า โครงสร้างสังคมเป็นแบบสามเหลี่ยมพีระมิด ประชาชนอยู่ด้านล่าง แล้วชนชั้นนำเข้าไปกุมอำนาจแข่งขันกัน อยู่บนชั้นยอดของพีระมิด ที่มีสายวงศ์ตระกูลคุมพลังอำนาจอยู่ แล้วแต่คอนเน็กชั่นกัน 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เช่นกัน ช่วงยุคสงครามเย็น เป็นสามเหลี่ยมพีระมิดที่รัฐบาลอยู่ข้างบน ราชการอยู่ตรงกลาง ประชาชนอยู่ข้างล่าง แล้วตระกูลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็คุมระเบียบการเมืองอยู่ด้านบน 

แต่มาวันนี้ ไม่พบคนในตระกูลธนะรัชต์ที่มาเป็นใหญ่ในสนามการเมืองไทย หรือแม้กระทั่งตระกูลพิบูลสงคราม หรือพนมยงค์ จะหาอีลีทที่เข้าไปอยู่ในศูนย์อำนาจระดับสูงทางการเมือง ก็หาได้ยากรศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว

ชี้ชวนจุดน่าคิดว่าตระกูลเหล่านี้ที่เคยเรืองรองในยุคสงครามเย็น ณ วันนี้ตำแหน่งแห่งที่อยู่ตรงไหน 

มรดกจากสงครามเย็นอีกชิ้นหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ อำนาจ 3 . กับบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเป็นทหารยุคสงครามเย็น แล้วก็ไปรบกับกัมพูชาคู่ปฏิปักษ์ เฝ้าระวังการรบเวียดนาม ฉะนั้นมรดกทางอำนาจของชนชั้นนำที่เป็นทหาร ยังมีชีวิตอยู่ แล้วคำพูดที่ว่า ‘old soldier never die’ ทหารแก่ไม่เคยตาย ก็น่าลุ้นว่าบิ๊กป้อมจะตายไหม หรือจะสู้ต่อทางในการเมืองรศ.ดร.ดุลยภาคตั้งประเด็นให้คิดต่อ 

เศษซากความเจ็บปวด

มรดกบาดแผล ยังหลงเหลือ

นักประวัติศาสตร์ตั้งคำถามถึงนิยามสงครามเย็นแบบเดิมๆ ที่ว่าคือสันติภาพอันยาวนาน’ (Long Peace) เป็นการชะลอการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของ 2 ขั้วมหาอำนาจ 

แต่สำหรับผศ.ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับจากคณะศิลปศาสตร์ มธ. ชวนมองเทรนด์ในการศึกษาระยะหลัง ที่หันมาตั้งคำถามว่าหรือจริงๆ แล้วมันคือ Hot War กันแน่ เพราะคนเอเชียใต้โดนเต็มๆ ตายกันเป็นล้านๆ

มองจากข้างบน ก็มักจะเล่าแบบเดิมคือ รัฐบาลในยุคนั้นของแต่ละประเทศ เท่ากับหุ่นเชิดของมหาอำนาจ หรือเอาเข้าจริงเป็นเพียงแค่เอเยนต์ที่รับวิธีคิดมาเท่านั้น แต่ความจริงแล้วฉลาด เลือกใช้ประโยชน์จากมหาอำนาจ อย่างไทยชัดมาก มีรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหุ่นเชิดอเมริกาหรือไม่? ก็น่าจะไม่ ถ้าไปศึกษาเราทำข้อตกลง มีการเจรจาผลประโยชน์ระหว่างกันอยู่ผศ.ดร.มรกตวงศ์ชี้

ขณะที่มองจากล่างขึ้นไป สงครามเย็นจบแล้วหรือยังไปต่อ ผศ.ดร.มรกตวงศ์หยิบยกหนังสือสงครามเย็นในแบบอื่น ‘The other Cold War’ มีพี่น้องในครอบครัวอุดมการณ์คนละฝั่ง ซ้ายกับขวา แม้สงครามเย็นจะจบแล้ว แต่ก็ยังทำใจไปเผาผีไม่ลง กลายเป็นบาดแผลมายาวนาน 

จากนั้นเปิดภาพทุ่งไหหินในลาว ที่สะท้อนซากมรดก แม้จะเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ แต่หากมองลงไปข้างล่างคือหลุมระเบิดระเบิดที่ยังไม่ระเบิดจำนวนมหาศาลยังอยู่ ยังมีคนลาวที่ไปเก็บซากแล้วเสี่ยงตาย

เวียดนามโหยหาสิ่งนี้

เมาธ์เคล็ดลับที่ไทยไม่ทำเอาตัวเองไปหาแสง

เอาเข้าจริงแล้วมี 2 ขั้ว หรือมากกว่านั้น 

ผศ.ดร.มรกตวงศ์มั่นใจว่ามีความพยายามบาลานซ์จากประเทศใหญ่ๆ นอกเหนือจาก 2 ขั้วด้วย โดยเน้นเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก 

“‘เวียดนามพยายามรักษาความเป็นกลาง และใช้นโยบายไผ่ลู่ลม เพราะเขาได้รับบทเรียนการเลือกข้าง ว่าอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

กระทรวงต่างประเทศของเวียดนามพูดเลยว่า ต้องใช้ 1. ‘มาตรการเชิงรุกเข้าไปทำการทูตอย่างต่ำ 50-70 เปอร์เซ็นต์ 2.เป็นไผ่ลู่ลมแบบเวียดนาม เห็นได้จากการที่เปิดบ้านต้อนรับผู้นำทั้ง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ (10-11 ..66) และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน (12-13 ..66), ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย (20-21 มิ..67) 

ไม่เหมือนไทย เอาตัวรอดไปตามน้ำ แต่ของเขาบอกว่า เป็น Proactive engagement ฉันต้องจัดการพุ่งไป ไม่รอ เอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง

พูดบ้านๆ คือ เอาตัวเองไปหาแสง เสนอตัวเองเป็นตัวกลาง ในการเชิญประธานาดีของมหาอำนาจมาประชุมกัน ซึ่งไทยไม่ทำ เป้าหมายของเวียดนามคือต้องการยกระดับตัวเองเป็น Middle personal power ประเทศที่มีอำนาจในภูมิภาค ซึ่งเขาโหยหามาตลอด พยายามเอาตัวเองเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มความร่วมมือต่างๆ

เขาวางยุทธศาสตร์หลัก 4 ข้อ 1.เน้นหาประโยชน์เพื่อเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.เอาตัวเองเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง

3.สร้างความเข้มแข็งทางกองกำลังเพื่อเป็นการขู่ไว้ 4.เอาตัวเองเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจ 

เวียดนามเพิ่มมิตร ลดศัตรู

มุ่งนโยบายต่างประเทศ จนรวมชาติสำเร็จ

ด้าน รศ.ดร.ธนนันท์ บุ่นวรรณา จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น โฟกัสไปยังนโยบายการต่างประเทศของเวียดนามที่เนื้อหอม เพราะมีโอกาสได้ต้อนรับผู้นำทั้งจากสหรัฐ รัสเซีย และจีน และยังมีโอกาสไปเยือนจีนถึง 2 ครั้ง

ทำไมเวียดนามถึงตัดสินใจต้อนรับขั้วมหาอำนาจ?

เราอาจต้องย้อนกลับมาดูบริบทหลังสงครามเย็นที่บีบให้เวียดนามต้องเลือกข้าง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีขบวนการต่อต้าน ประเทศเอเชียอาคเนย์ ที่ต้องการประกาศเอกราช ซึ่งทำได้ เพียงแต่ไม่มีมหาอำนาจตะวันตกยอมรับ รวมถึงเวียดนามที่ฝรั่งเศสไม่ยอมรับเช่นกัน แต่โฮจิมินห์ส่งโทรเลขไปหวังว่าจะเห็นใจ กว่า 4-5 ปีกว่าที่เวียดนามพยายามต่อสู้เพื่อให้เกิดการยอมรับ และให้ความสำคัญกับความเปิดกว้างเป็นไผ่ลู่ลม

แบมบูแบบเวียดนาม ถ้าศึกษาจริงๆ จะเห็นว่าคอนเซ็ปต์ไม่ยาก โฮจิมินห์ สังคมนิยม ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศเพิ่มมิตร ลดศัตรูเป็นคำที่โฮจิมินห์ให้ความสำคัญอย่างมากรศ.ดร.ธนนันท์ไล่เลียงจนกระจ่าง

ไผ่ลู่ลม แบบใด? 

ตั้งโจทย์ไทย ทำอย่างไรโดดเด่นด้านการทูต

หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย เวียดนามปรับนโยบายการทูตใหม่ ประกาศว่าตัวเองต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศ ทุกมิติ อย่างรอบด้าน รวมถึงตะวันตกด้วย ซึ่งการส่งสัญญาณตัวนี้ ทำให้อเมริกาเริ่มคุยกับเวียดนามได้ 

ประเทศที่เรามองเป็นสงคราม เขาก็เริ่มเปลี่ยนนโยบาย ไทยเองก็ใช้นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในยุค พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ กระทั่งประเทศอื่นๆ เริ่มอ้าแขน แล้วประเทศฝั่งอินโดจีนก็เริ่มตามกันมา 

ไผ่เหมือนไทย แต่ทำไมแสนแตกต่าง? อาเซียนทำไมถึงรวมกันไม่ได้ เพื่อใช้เป็นเวทีเจรจากับมหาอำนาจ 

การรวมกลุ่มที่มันเกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่รู้ว่าอาเซียนใครจะเป็นผู้นำ ในการไปเจรจากับมหาอำนาจได้ จริงๆ ไทยก็อยากเป็น แต่เหมือนยังหาตัวเองไม่เจอว่า จะเป็นแบบไหน

เมื่อประเทศมหาอำนาจมาเวียดนาม ฝั่งอินโดจีนก็จะพยายามสร้างสัมพันธ์ที่ดีตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นลาว จีน ที่มาทันทีทันใด

รศ.ดร.ธนนันท์ชวนระดมสมองว่า เราจะทำอย่างไร ให้นโยบายการทูตโดดเด่นว่านี่แหละคือไทย 

ตอนนี้ไทยต้องการเข้า 2 กรอบ กรอบหนึ่งคืออเมริกาเป็นผู้นำ อีกกรอบคือจีน เวียดนาม รัสเซียแต่ไทยยังไม่ได้เข้าทั้ง 2 กรอบนี้ ขณะที่เวียดนามอาจจะเข้าได้เลยตั้งแต่ในกรอบแรก เราจะทำอย่างไรให้เราหาจุดเด่น ไปให้ถึงกรอบตรงนี้ 

ตกลงนโยบายเราจะเป็นอย่างไร จะไปทางไหน เราอยากบาลานซ์ เปิดฟรีวีซ่า ท้ายที่สุดไทยจะกลายเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หรือไม่รศ.ดร.ธนนันท์ทิ้งทวนแบบชวนคิด

ภูษิต ภูมีคำ

อธิษฐาน จันทร์กลม