สมชัย ส่งวัฒนา
(หัว)ขบถแห่งโลกไฮแฟชั่น
คว้า ‘ผ้าปาเต๊ะ’ อวดเสน่ห์ปักษ์ใต้
‘สิ่งเก่ามีไว้ให้เรียนรู้ สิ่งใหม่มีไว้ให้ลองทำ’
“ถ้าเราเดินตามเขาในโลกของแฟชั่น (ตะวันตก) คุณต้องรู้ว่าเราเดินตามเขาด้วยเหตุผลอะไร แล้วพอถึงเวลาหนึ่ง คุณต้องหยุด เพื่อระลึกว่าคุณเป็นใคร?”
เรียนรู้ได้ครบถ้วนแล้ว ก็ทำลายสิ่งเก่า แล้วสร้างสิ่งใหม่ซะ!
หนึ่งในผลึกทางความคิดจาก สมชัย ส่งวัฒนา หรือ ‘ลิ้ม’ ดีไซเนอร์ (ขบถ) รุ่นใหญ่วัย 65 ปี แต่หัวใจยังคงเร่าร้อนไปด้วยไฟแห่งความสร้างสรรค์ พร้อมแผดเผาทำลาย (กรอบ) เก่า ฉีกตัวตนเดิมๆ จากการก่อตั้งห้องเสื้อแบรนด์ ‘FLY NOW’ ที่เขย่าและปฏิวัติแฟชั่นบนรันเวย์ด้วยชุดสุดเก๋ ล้ำยุค มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ยังคงอัดแน่นด้วยคุณภาพทุกฝีเข็ม จนถูกเรียกขานว่า งานฝีมือชั้นสูง ระดับโอต์ กูตูร์ (haute couture)
ถ้าภาษาชาวบ้านคงต้องบอกว่า ‘อลังการตาแตก เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว!’
เมื่อมีโอกาสได้มานั่งจับเข่าพูดคุยกับ ‘ลิ้ม-สมชัย’ ซอกแซกถึงเบื้องลึกโปรเจ็กต์สุดตื่นตาอันล่าสุด “อัยย๊ะ ปักษ์ใต้ FLY 2 SOUTH NOW FESTIVAL” นำทัพโดย ‘FLY NOW III’ (ฟลายนาว ทรี) แบรนด์รุ่นลูกภายในบ้านหลังใหญ่ ที่เกิดมาพร้อมกับจุดยืนเพื่อปฏิวัติตัวเอง กำลังระดมไอเดียและเร่งฝีจักรกันอย่างขะมักเขม้น
ฟิตความพร้อมจัดแฟชั่นโชว์ เสื้อผ้าสายแฟ (ชั่น) ตกแต่งด้วยลวดลายและกลิ่นอายเสน่ห์ทะเลใต้ ด้วยการหยิบ ‘ผ้าปาเต๊ะ’ ขึ้นมารังสรรค์ในคอนเซ็ปต์ ‘อัยย๊ะ ปาเต๊ะ’ นัดหมายแลนดิ้งลงจากเครื่องบินขนาดยักษ์ ณ บริเวณลานจอดเครื่องบิน ‘ช่างชุ่ย Creative Park’ เขตบางพลัด ในเร็ววันที่ 6-8 กันยายนนี้
‘เราจะไม่ยอมปล่อยค่าความแก่ หลุดออกไปในงานดีไซน์ของเรา’
เหยาะน้ำจิ้ม โชว์เบื้องหลัง และมอบเครดิตให้กับทีมงานหลังบ้านว่า มาจากการระดม ‘ช้างเผือก’ เด็กรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน ซึ่งอายุเฉลี่ยในทีมเพียง 28 ปีเท่านั้น ‘เพราะถ้าเราที่แก่แล้ว จะมาทำเสื้อให้กับคนวัย 30 ใส่ ก็คงไม่ค่อยไว้ใจนัก’
บทสนทนานี้ เสมือนพาหนะที่จะนำพาไปขุดคุ้ยชีวิต และสำรวจตะกอนทางความคิด ‘ลิ้ม’ ณ ชั่วขณะนี้ ที่ผ่านการกอบโกยประสบการณ์บนสเตจ มาต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ จนเริ่มเข้าสู่การเรียนรู้ชีวิต ปรับเปลี่ยน และมองหาการส่งต่อโอกาสให้ถึงมือคนรุ่นใหม่ จนถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘ผู้รันวงการแฟชั่น’ ที่น่าจับตามอง…
⦁ ชีวิตวัยเด็กเติบโตมาอย่างไร?
ผมเติบโตมาจากที่บ้านเก่งเรื่องค้าขายพืชไร่ จ.นครสวรรค์ มีพี่ชายคนโตก็ขายยา ผมเองอยู่ในฐานะคนกลาง ความได้เปรียบ คือ จะขึ้นบนก็ได้ จะลงล่างก็ได้ อย่างเวลาเราขี้เกียจก็จะลงล่าง เวลาขยันเราก็ขึ้นไปเสนอหน้าข้างบน
การที่คนส่วนใหญ่มักบอกว่า ‘ลูกคนกลาง’ มักจะมีปัญหา เราไม่เชื่อหรอก กลับพอใจที่มีพี่ชาย 2 คน พี่สาว 1 น้องสาว 1 และน้องชายอีก 2 มันทำให้เราก็รู้สึกดี มาจนวันนี้ที่เราได้กระโดดมาทำเสื้อผ้า
⦁ จุดไหนที่ทำให้หันมาเดินบนเส้นทางแฟชั่น?
เราตัดสินใจมาทำเสื้อผ้า เพราะค้นพบว่า ‘สมองซีกขวา’ ของเราทำงานผิดปกติ คือมันทำงานดีจัด (ยิ้ม) อย่างตอนเรียน ป.4 วิชาศิลปะ ครูให้ปั้นรูปปั้น สั่งมานิดเดียวแต่จินตนาการเรา โห มันถาโถม เปล่งปลั่ง เหมือนเรากำลังจะสร้างอะไรสักอย่าง
จำได้ว่าตอนนั้นปั้น ‘ช้าง’ แล้วไปบอกที่บ้านว่า ขอดินเหนียวนิดนึง สัก 2 กำมือก็พอ เขาเอามาให้ 2 ปี๊บ! เด็ก 10 กว่าขวบปั้นดินเหนียว 2 ปี๊บใหญ่ แล้วตอนที่ยกไปส่งครู เขาก็ร้อง โห้! นี่แกล้งผมรึเปล่าเนี่ย (หัวเราะ) เอามาถวายพระหรือเปล่า ปั้นใหญ่จัง แต่ผมว่าปั้นเล็กๆ มันไม่สนุกอ่ะ เราก็ปั้นใหญ่ไปเลย

⦁ มีแนวคิดในการสร้างงานศิลปะอย่างไร?
‘สมองซีกขวา’ ด้านความคิดสร้างสรรค์ มันทำงานได้ดี แล้วเราก็เป็นคนที่สวนทางกับมนุษย์คนอื่นอยู่แล้ว ‘ถ้าเขาบอกว่าทางที่จะไป ออกซ้าย จะออกขวาทันทีนะ’ ถ้าเขาบอกให้ล่องใต้ เราจะไปเหนือก่อน คือมันเป็นนิสัยอย่างนี้ เกิดมาเป็นคนอย่างนี้ เขาอาจมองว่าเราไม่ดีนะ เพราะคุณไปขวางโลก สวนทางกับโลก แล้วถ้าคุณสวนทางไม่ดี ชีวิตคุณจะตกนรกทันทีนะ
แต่ว่าในนิยามของเราคือ เราต้องการสร้างสิ่งใหม่ ใจเรามันเรียกร้องว่า ‘สิ่งเก่ามีไว้ให้เรียนรู้ สิ่งใหม่มีไว้ให้ลองทำ’ แต่ถ้าเราเรียนรู้สิ่งเก่ายังไม่ครบถ้วน ก็เรียนรู้ให้ครบ แล้วทำลายสิ่งเก่า สร้างสิ่งใหม่ซะ
⦁ พอก้าวเข้าไปในวงการแฟชั่น ต้องผ่านการพิสูจน์อะไรมาบ้าง?
ไปสมัครงานตั้งแต่ตอนที่เรียนยังไม่จบ เขาถามว่า ‘จะเอาเงินเดือนเท่าไหร่?’ เราก็บอกว่ายังเรียนไม่จบ แต่ก็อยากมาสมัครงาน เอาเป็นว่าไม่เรียกร้องเงินเดือน แล้วก็ไม่ต้องรีบจ่ายด้วย จนกว่าจะเห็นว่า ‘ผมทำอะไรได้บ้าง’ ถ้าบอกเรื่องเงินเดือนไป คุณพิสูจน์อะไรในตัวคุณแล้วล่ะ แต่คุณไปขอเขาแล้ว
ยุคนั้นเป็นเหมือนนักเลงโบราณเนอะ เราก็เป็นลูกนักเลงโบราณ นายเราก็เป็นนักเลงโบราณ เอ้อ! งั้นก็เลยใช้เทคนิคมา ‘ลองงาน’ ด้วยหลักการทำงานที่ต้องอุตสาหะ อดทนเป็นเลิศ ทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน เราฝึกจนรู้ว่าอันนี้สำเร็จชัวร์ๆ แต่ก็มองต่อไปว่า ทำยังไงเราถึงจะยืนระยะต่อไปได้ จนมันทำให้เราเข้าใจคำว่า ‘คุณภาพ’ แล้วต้องรักษาให้ได้
⦁ จากการทำงาน ตอนนี้ตกผลึกมายด์เซตได้ว่าอย่างไรบ้าง?
เราไม่เด็กแล้ว ก็ทำใจอยู่เสมอว่า เราอายุ 65 แต่ขอไม่ยอม ขอเปลี่ยนจากเลขตัวข้างหน้า จากเลข 6 มาเป็นเลข 4 แล้วเหลือเลขต่อท้ายไว้ ก็คืออายุ ‘45’
หวังว่าถ้าเรามีอายุสมอง 65 ปี แล้วกายภาพ 45 เนี่ย! ดีว่ะ แล้วถ้าเราฟิตร่างกายให้ดีกว่านี้ นอนให้พอ กินให้อิ่ม บริหารจิตใจให้ดี คบเพื่อนที่ไม่เป็นท็อกซิก (Toxic) ยังไงมันก็น่าจะดี มันเลยกลายเป็นมายด์เซตส่วนตัวในการทำงาน ทั้งทางด้านศิลปะก็ดี ทางด้านการดีไซน์ ณ วันนี้ทำงานมาจนอายุ 65 ปี ผ่านการเป็นลูกน้องเขามา 3 ปี แล้วทำงานต่อมาอีก 40 กว่าปี เบ็ดเสร็จก็เกินค่อนชีวิตแล้ว ไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลย

⦁ มองว่าตัวเองเป็นคนมีความขบถนิดๆ ในการสร้างสิ่งใหม่ไหม?
ถ้าพูดถึงความขบถ ไม่นิดเลยนะ เรียกว่า ‘ขบถ’ เลย (ยิ้ม) แต่ว่าตอนหนุ่มแรงจัดเลย เป็นผู้นำตลอด รักความเป็นธรรม รักสันติภาพ รักความเสมอภาค คือรักความถูกต้องทั้งหมด ซึ่งมันเป็นแกนที่ดีเนอะ แต่เชิงปฏิบัติมันไม่ง่าย
เมื่อเรามาทำแบรนด์ FLY NOW ก็เปิดฉากเลย ดำ-ขาว ทุกวันนี้คิดอะไรไม่ออกก็ดำไว้ก่อน มันเป็นเรา เพราะเรา ‘บอดสีในความรู้สึก’ แต่ตาเราไม่ได้บอดสีนะ แค่มักจะเห็น 2 สีนี้
‘สีดำ’ มันโคตรน่าสนใจเลยนะ เพราะถ้าเรานึกถึงคนรักมากๆ เราลืมตานึกถึงแฟน มันก็ไม่เท่าไหร่นะ แต่เวลาหลับตานึกถึงหน้าเขามันลอยมาเลย ฉะนั้นสีดำมันไม่ใช่สีที่สร้างง่าย มันผ่านแม่สีนานาพรรณ ผสมจนกลายเป็นสีดำ
ส่วน ‘สีขาว’ ก็เป็นสีแห่งการปล่อยวาง ถ้าวันไหนเป็นแสงสีขาวปุ๊บ โคตรเบาเลย
⦁ ตอนสร้างแบรนด์ FLY NOW ตั้งคาแร็กเตอร์ไว้แบบไหน?
FLY NOW มันมีความสง่างาม คลาสสิก และความคิดสร้างสรรค์ ถ้าถามว่าแล้วขายอะไร เราก็จะบอกว่า ‘ขายความคิดสร้างสรรค์’ เราขายงานฝีมือ (Craftsmanship) เพราะจะทำในสิ่งที่คิดว่าเราเก่ง แล้วเราจะมอบสิ่งนี้ให้กับคนที่เห็นคุณค่า อาจจะฟังดูหยิ่งหน่อย แต่ถ้าจะให้เราไปขายเนื้อขายตัว (ตน) เราทำไม่เป็น
⦁ ต่อมากำเนิดแบรนด์ FLY NOW III (รุ่น 3) วางแนวทางแบบไหน?
FLY NOW เกิดมาโด่งดังมีชื่อเสียง มันก็มีความคูลของมัน แต่บางครั้งเราเองก็รำคาญความคูล จนถามตัวเองว่า ถ้าเรามีลูกจะให้ลูกเป็นอย่างเราไหม ก็ไม่อยากนะ พอเรามีลูกอีกคน ลูกที่ชื่อ ‘FLY NOW III’ มันก็มาขบถ FLY NOW (บริษัทแม่) อีกที แล้วผมก็ชอบด้วย เพราะปกติเวลาทำไลน์โปรดักต์ แบรนด์แม่กับแบรนด์ลูก มันต้องอยู่ในเอกลักษณ์ของแบรนด์ (Corporate Identity) ที่อยู่ในหลังคาเดียวกัน แต่อันนี้ไม่เลย มันเต็มไปด้วยสีสัน คัลเลอร์ฟูล เก็บกดจาก FLY NOW มาระบายออกลงกับ FLY NOW III ได้
⦁ มองว่า FLY NOW ‘รุ่น 3’ เหมือนลูกที่ปฏิวัติแม่ไหม?
เราเป็นเจนที่หนึ่ง และ ปู (ชำนัญ ภักดีสุข) ก็เป็นดีไซเนอร์คู่ใจอยู่กับ FLY NOW มาเกือบ 30 ปี เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่ยุคแรก พอพี่ปูเข้ามา ก็ดันแบรนด์ไปถึงระดับที่น่าชื่นชม ไต่ไปสู่อินเตอร์ มาถึงยุคที่ 3 คือการสร้างแบรนด์ FLY NOW III มันจะยืนอยู่ตรงข้ามกัน คืออะไรที่ FLY NOW ใหญ่เคยทำ FLY NOW III จะไม่ทำ เช่น ถ้าสีมันขาว-ดำ ก็ต้องปฏิวัติ งั้น FLY NOWIII ยิ่งสีเยอะยิ่งดี ‘มันเป็นอะไรก็ได้ อยากเป็นอะไรก็เป็น’
พูดง่ายๆ ‘FLY NOW III’ เกิดมาเป็นลูก แล้วกลายเป็น ‘ลูกขบถ’ ไม่ใช่คุณหนูแก่นแล้ว มันขบถ (หัวเราะ) พอเราเห็นว่ามันขบถงั้น ‘ทำเต็มที่เลย’ ให้มันรู้เลยว่า แบรนด์แม่กับแบรนด์ลูก เขายังไม่ไปด้วยกัน แล้วผมก็ชื่อว่าสังคมเดี๋ยวนี้เข้าใจ

⦁ ทำไม FLY NOW มักไวรัลจากการสร้างสรรค์ด้วยไทยคัลเจอร์?
มันเริ่มจากตอนสงกรานต์ FLY NOW ใหญ่ ทำชุดโอต์ กูตูร์ ไฮแฟชั่น ให้นางแบบถือปืนฉีดน้ำสีทองไปเล่นน้ำ อย่างสวยเลย ก็ตกใจว่าใส่ชุดละแสนไปยืนเล่นน้ำ แค่ไปยืนฉีดน้ำ แต่มันทำให้มีอินบ็อกซ์จากเมืองนอกเข้ามาเต็มเลย ว่าอยากมาเที่ยวสงกรานต์เมืองไทยเฉยเลย จนหลังจากนั้นก็ทำโปรเจ็กต์ปากคลองตลาด สนามมวยราชดำเนิน
⦁ แนวคิดของการหยิบจับวัฒนธรรมมาออกแบบชุด คืออะไร?
ประเทศเราเรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ อยู่บนชัยภูมิหนึ่งที่ดีที่สุด แม้ไม่ได้สวยที่สุด แต่ไทยมีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะ ‘ผู้คน’ ประเทศเรามีศิลปวัฒนธรรม คัลเจอร์ ผู้คน บรรยากาศ อาหาร และสิ่งที่ธรรมชาติให้มอบให้ เรามีทะเล หาดทรายสวย พระอาทิตย์สวย อากาศที่โคตรจะอะเมซิ่ง ก็เลยมามองดูว่า เรามีทุนแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ แล้วทุนตรงนั้นมันคืออะไรล่ะ? ถ้ามองแต่อารยธรรมตะวันตก เราเดินตามเขาในโลกของแฟชั่น แต่คุณต้องรู้ว่าเราเดินตามเขาด้วยเหตุผลอะไร พอถึงเวลาหนึ่ง คุณต้องหยุด เพื่อระลึกว่าคุณเป็นใคร?
ถ้าคุณไม่ดึงเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ออกมา มันเสียของเนอะ
⦁ แว่วว่าตอนนี้มีโปรเจ็กต์ใหม่ ‘อัยย๊ะ ปักษ์ใต้’ ไปหลงเสน่ห์ในอะไรมา?
เราเคยยกทีมไปที่ภาคใต้ จ.สงขลา มันเป็นดินแดนที่ผมช๊อบชอบ เราหลงรักเมืองเก่า เลยไปหลงรักคน (ยิ้ม) หลงรักในฐานะเพื่อน บางครั้งก็ได้สัมผัสถึงความจริงใจ
มันเกิดเหตุการณ์น้องชายเราคนหนึ่ง เป็นโปลิโอ จะต้องเดินกลับไปที่โรงแรมประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วน้องชายเขาบอก ‘ไม่ไหว’ เราเห็นนักศึกษาขับมอเตอร์ไซค์มา เราก็โบกรถแบบไม่น่าเกลียด ขออนุญาตรบกวนน้องให้ไปส่งน้องชายพี่ที่โรงแรม พอส่งเสร็จก็มีการขอบคุณกัน แต่ด้วยมารยาทของผู้ใหญ่ เราก็ขอให้เงินเขาเป็นค่าน้ำใจ น้องเขาก็บอกว่า ‘ไม่รับค่ะ’ แต่เรายืนยันว่า รับเถอะพี่จะได้สบายใจ คือน้องเขาอยากช่วยเหลือด้วยใจ น้องเขาบอกว่า ‘ไม่รับก็ได้ แค่มาส่งก็มีความสุขแล้ว’
พอเราฟังแล้วรู้ว่า เขาอยู่กันแบบนี้ เรายิ่งต้องเรียนรู้วัฒนธรรมส่วนนี้จากเขานะ นี่คือ ‘ความงาม’ ทางความรู้สึก
⦁ ครั้งนี้มีการร่วมมือกับทางภาครัฐอย่างไรบ้าง?
หลังจากเรายกทีมกันไปทำที่สงขลา ก็สนุกสนานกัน แล้วทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เห็นว่า ‘แปลกดี’ เราก็รับแนวทางการทำงานของ ททท.มาได้หมด แต่ก็พยายามทำสิ่งที่แตกต่าง เพราะถ้าทำเหมือนกับสิ่งที่เราทำไป ไม่ทำยังจะดีกว่า ถ้าทำแล้ว ก็ต้องทำให้เต็มที่
ทาง ททท.ภาคใต้ เสนอเข้ามาว่าสนใจไหม ทำเกี่ยวกับภาคใต้ของเรา มันดูดีนะ ตอนนั้นเราอิน มีคนชวนให้ต่อยอดไปอีก ก็เลยรับโปรเจ็กต์นี้มา
⦁ ทำไมถึงเลือก ‘ผ้าปาเต๊ะ’ มาเป็นส่วนหลักของคอลเล็กชั่นนี้?
เราก็เพิ่งรู้ว่า ‘ผ้าปาเต๊ะ’ มันคือ ผ้าโสร่ง ถ้าภาคกลางเขาก็จะเรียกว่าผ้าถุง ก็จะมีสไตล์ของเขา แต่ภาคใต้มีโสร่งหลายรูปแบบ แต่บังเอิญมันไปหลงรักผ้าปาเต๊ะ
โจทย์คือเราจะต้องเอาผ้าใต้มาเล่น ซึ่งผ้าปาเต๊ะมีตั้งแต่ 100 กว่าบาท ไปจนถึงราคาที่ประเมินค่าไม่ได้ เรานึกถึงสิ่งที่อยู่ข้างบน แต่มันก็ยังทำหน้าที่ในระดับข้างล่างได้ เวลามองลวดลาย แล้วมันสวยอ่ะ มันเป็นเรื่องของความรู้สึกต่อวัฒนธรรมดั้งเดิม มันมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ มันมาจากธรรมชาติ
สำหรับการดีไซน์ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกนะ มันเป็นผ้าที่คนปักษ์ใต้ใช้กันมานานมาก คนปัตตานีใส่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่
⦁ แนวคิดที่จะอยากสื่อสารผ่านงานผ้าปาเต๊ะ คืออะไร?
ปาเต๊ะ มันเต็มไปด้วยลวดลายและสีสัน มันมาถูกโฉลกกับ FLY NOW III พอดีเลย เพราะเรามันดันเป็นลูกขบถ (หัวเราะ) เจอผ้าปาเต๊ะ ปุ๊บ! ทีมงานมาบอกคันไม้คันมือ ‘อยากทำ’ เราอยากเล่าเรื่องราว ธรรมเนียมดั้งเดิม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นการทรานส์ฟอร์ม ในรูปแบบใหม่
⦁ หลังจากปล่อยคอลเล็กชั่นนี้ออกไป หวังผลไว้อย่างไรบ้าง?
เราพยายามจะทำออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แน่นอน เราหาความสมบูรณ์ไม่เจออยู่แล้ว แต่วันนี้มองจากสิ่งที่เรามีอยู่ จากการระดมไอเดียของการทำงาน เราใช้ทีมงานเป็น 100 คน เพื่อให้มันเป็นเสื้อที่ใส่ไปจตุจักรได้ ใส่ไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยได้ ไปเดินเล่นในสวนได้ หรือใส่ไปงานกาลาดินเนอร์ใหญ่ๆ ที่ไหนก็ได้
‘เอางี้ถ้าไม่มอง แสดงว่ามาผิดงานแล้ว ใหญ่ขนาดนั้น (หัวเราะ)’
โชว์ครั้งนี้จะมีชุดตั้งแต่สตรีท เสื้อผ้าพร้อมใส่ ไปจนถึงเสื้อชั้นสูง มันจะไปอยู่ใชว์นี้ทั้งหมด แล้วก็มันส์ไปกว่านั้นอีก คือถ้ามันเป็นปาเต๊ะอย่างเดียวจะไม่สนุก เอ๊ะ งั้นเอาผ้าสมัยใหม่เข้าไป เอาอย่างอื่นเข้าไปใส่ด้วยกันได้ เช่น เราคิดว่าถ้าเอายางพารามาทำเสื้อ เฮ้ย! มันน่าสนุกเนอะ
⦁ โปรเจ็กต์นี้มีการดึงเอาคนรุ่นใหม่ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง?
เราคิดว่าพอหยิบผ้าปาเต๊ะมาทำแล้ว จะไปยังไงต่อ? ก็คิดว่าต้องเพิ่มโอกาส เพิ่มการยอมรับของคนรุ่นใหม่ แค่ตัวเราก็แก่ไป เลยต้องระดมเด็กเข้ามาในทีม คัดเลือกคนที่เป็นช้างเผือกมา เช่น คุณเอฟ อนุธิดา กาญจนานุชิต (ผู้ก่อตั้ง YABULAN) และ คุณนิ่ม แก้วตระการ จุลบล (ผู้ก่อตั้ง The Rubber PARAdoxii) เขาเป็นคนใต้ทั้งนั้น
แล้วค่าเฉลี่ยของคนทำงานในโปรเจ็กต์นี้อายุเพียง 28 ปี เพราะถ้าเราที่แก่แล้ว จะมาทำเสื้อให้กับคนวัย 30 ใส่ ก็ไม่ค่อยไว้ใจ เราจะไม่ยอมปล่อยค่าความแก่ หลุดออกไปในงานดีไซน์ของเรา แต่ถ้าให้คนหนุ่มสาวเขามาทำ เราจะถามว่า ‘ถ้าทำเสร็จแล้ว you ใส่ไหม? ถ้าทำเสร็จแล้วไม่ใส่ อย่าทำ’
⦁ จุดไหนที่คิดว่าท้าทายที่สุดในการทำงานครั้งนี้?
การทำให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ยอมรับสิ่งใหม่ มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ถ้าถามเราวันนี้ เชื่อว่ามันมีความใหม่แน่ แล้วก็มีคนชอบแน่นอน แล้วก็มีคนไม่ชอบแน่ (ยิ้ม) ถ้าเขาชอบหรือไม่ชอบขนาดไหนก็ต้องฟัง เพราะข้อดีของเราคือ ‘การไม่ยอมแพ้’
⦁ นอกจากคัลเจอร์แล้ว ยังส่งเสริมความฝันของเด็กใต้อีกด้วย?
เราจะให้โอกาสภาคใต้มากขึ้น นางแบบเองถ้าเราแคสติ้งผ่านโมเดลลิ่ง ก็ง่ายนิดเดียว แต่เราต้องประกาศแคสติ้งแล้มีคนมาให้เราแคสประมาณ 300 กว่าคน เราระบุว่าถ้ามีความผูกพันกับภาคใต้ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ก็เลยมีคนพื้นเพที่ภาคใต้เข้ามากันเยอะ คนที่ไม่ได้รับคัดเลือก เราก็เชิญมาร่วมงาน เพราะถือว่าเขาก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา
ผมทำงานนี้เพื่อให้คนเขารู้สึก รักภาคใต้มากขึ้น เขารักจุดซ่อนเร้นที่เกิดจากภาคใต้มากขึ้น เราไม่รู้ว่างานนี้จะออกมาดี หรือไม่ดี ตอบไม่ได้ แต่ทำเต็มกำลังแน่นอน
⦁ หลังจากเดินแฟชั่นโชว์จบแล้ว จะได้เห็นการต่อยอดอย่างไรบ้าง?
ปกติโชว์จบแล้ว มันก็จบ แต่ครั้งนี้มันมีอีเวนต์ มีดนตรี มีการละเล่นแบบภาคใต้ การออกร้าน เวิร์กช็อป เสวนา นิทรรศการ เราก็มาถามตัวเองว่า เออ! เราก็บ้าได้ที่แล้วเนอะ (หัวเราะ) อยากจะลองดูว่า ถ้าจะทำให้ได้ มันจะออกมาเป็นยังไง เพราะการที่เราทำเกินจากสิ่งที่เขามอบหมายให้ทำเนี่ย มันจะเสียหายเหรอ ไม่หรอก ทำไปเหอะเราเจอมาหมดแล้วนะ ถ้าบอกว่าทั้งชีวิตสำเร็จหมด อย่าไปเชื่อมัน เจ๊งก็เคย สำเร็จก็เคย คละเคล้ากันไปอย่างนี้ แต่มันได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเสมอ มันมีทั้งภูมิปัญญาและวัคซีน ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น
ภูษิต ภูมีคำ, ภูมิดนัย สารพันธ์ – เรื่อง
ภิญโญ ปานมีศรี – ภาพ
——————-
สามารถร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของศิลปะและวัฒนธรรม ‘ปักษ์ใต้’ ที่เต็มไปด้วยสีสันและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้ที่งาน “อัยย๊ะ ปักษ์ใต้ FLY 2 SOUTH NOW FESTIVAL” ณ ช่างชุ่ย Creative Park เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 6-8 กันยายนนี้ เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป เข้าร่วมงานฟรี!

