‘นิทานการเงิน’ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 13 ปกใหม่ ภาพประกอบโฉมใหม่ สนุกเพลินคูณ 2

2.09.24 | 12:35 น.

เอ่ยคำว่า ‘นิทาน’ ใครๆ ก็มักนึกว่าเป็นเรื่องเล่าสำหรับเด็ก

แต่ที่จริงนิทานนั้นมีหลากหลายรูปแบบ สำหรับผู้ใหญ่ก็มี 

ยิ่งสำหรับเด็กยิ่งมีมากมาย

นิทานคือเรื่องเล่าของจินตนาการ และที่คุ้นเคย

ท้ายเรื่องจะมีคำว่า ‘นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…’ อยู่ทุกครั้ง

Advertisement

หมายความว่า นอกจากจินตนาการที่เป็นไปตามใจผู้เล่าแล้ว ยังแฝงคติบางอย่างไว้เสมอ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ในนิทาน มีสัตว์พูดได้ มีปลาบินได้

มีสิงโตที่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ คนและสัตว์ต่างอยู่ร่วมสังคมและพูดจากันเข้าใจ และในนิทานบางเรื่องก็มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงให้เราเห็นความหลากมิติของโลกนี้

ก่อนที่ ‘เงินตรา’ จะเข้ามามีอิทธิพลเหนือสังคมมนุษย์ จินตนาการเกี่ยวกับโลกในเวลานั้นก็คือทุกอย่าง

ล้วนพึ่งพาอาศัยกันโดยไม่มีเงื่อนไข ไส้เดือนมีหน้าที่พรวนดินช่วยให้รากต้นไม้ได้ชอนไชหาอาหาร นกมีหน้าที่ร้องเพลง

ให้ความรื่นเริงแก่สรรพสิ่ง ทุกอย่างคือเรื่องที่ให้กันได้อย่างเบิกบานโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

เมื่อมีเงินเข้ามาเป็นตัวกลางในการติดต่อแลกเปลี่ยนสรรพสิ่งเปลี่ยนไป มิตรและน้ำใจมีเงื่อนไขมาครอบงำ 

ทุกคนอยากมีสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อการสะสมแลกเปลี่ยน

ความสัมพันธ์ก็ผันเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่ แต่ใช่ว่าระบบเงินตราจะเปี่ยมไปด้วยความสุข เพราะใครๆ ก็ยังดิ้นรน

ต่อสู้หากลวิธีปรับใช้ให้เงินเป็นสื่อกลางที่ทรงประสิทธิภาพ

ในสังคมที่ค่อยๆ กลายเป็นทุนนิยม นิทานการเงิน โดย ยังชิน แก้วชัยเจริญกิจ คือ ‘นิทาน’ ในความหมายของเรื่องเล่าแห่งจินตนาการ ที่เรื่องใดๆ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็กลายเป็นนิทานแสนสนุกและอ่านเพลินได้

ที่สำคัญ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทุกคน…ก็อ่าน ‘นิทาน’ ได้สนุกเท่ากันทั้งนั้น

ถึงที่สุดแล้ว ‘เงิน’ จะนำพาความสุขสงบ มาสู่ทุกคนบนโลก เพียงแต่คนจะเข้าใจความหมายของเงิน รู้จักใช้เงินเป็นเครื่องมือ และจะเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง หากคนกลับกลายเป็นเครื่องมือของเงิน

ยังชิน แก้วชัยเจริญกิจ เล่าไว้ในคำนำผู้เขียนว่า 

‘จำไม่ได้ว่า ครั้งแรกที่รู้จัก-เงิน นั้น ผมอายุเท่าไร แต่เรื่องเกี่ยวกับเงินที่ผมรับรู้และนับว่านานที่สุดในชีวิต

ผมเป็นคำสอนของเตี๊ย (เสียงเรียกพ่อในภาษาจีนสำเนียงฮกเกี้ยน) เตี๊ยประสาน แก้วชัยเจริญกิจ สอนเรื่องเงินด้วยขนมโก๋

ตอนผมยังเด็ก อาชีพของเตี๊ยคือขายกาแฟและของชำ จึงมีขนมแบบจีนไว้ขาย เช่น ขนมถั่วตัด ขนมคอเป็ด แต่เตี๊ยเลือกยื่นขนมโก๋ซึ่งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมหนาหนึ่งนิ้วกว้างยาวประมาณฝ่ามือเด็ก

เอ็งว่าขนมโก๋ชิ้นนี้มีค่าเท่าไร-เตี๊ยถาม

ชิ้นละสลึง-ผมตอบ ราคาสมัยกว่าสามสิบปี

เตี๊ยยิ้ม แล้วพูดว่า ขนมโก๋ชิ้นนี้มีค่ามากกว่าหนึ่งสลึง

ผมงง ก็ผมเพิ่งขายไปชิ้นละสลึง และขายหลายครั้งแล้ว

เพื่อให้หายงง เตี๊ยอธิบายว่า ขนมโก๋ชิ้นนี้มีค่ามากกว่าหนึ่งสลึง เพราะกว่าที่จะเป็นก้อนขนมแป้งสีขาวรสหวานเช่นนี้ คนเราต้องปลูกข้าว เอาข้าวมาขัดสี ไม่เป็นแป้ง ต้องปลูกอ้อยทำน้ำตาล แล้วต้องนวด ต้องผสมแป้งกับน้ำตาล เมื่อเป็นขนมพร้อมกินแล้ว กว่าจะมาถึงร้าน ยังต้องให้อาแป๊ะแก่ๆ หาบมาส่งอีก

สมัยนั้นร้านกาแฟของเตี๊ยซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเพียงสามกิโลเมตรยังเป็นถนนลูกรังสีแดง การคมนาคมไม่สะดวก ผมยังจำภาพอาแป๊ะคนหนึ่งหาบขนมเต็มสาแหรกมาส่งขายที่ร้านได้ดี

จำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมอายุเท่าไร แต่การเดินทางของขนมโก๋ชิ้นนั้นได้เดินคู่กับชีวิตผมมาจนทุกวันนี้ พร้อมกับความสงสัยในค่าของเงิน

ชีวิตผมก็คงเหมือนกับทุกชีวิตในสังคมนี้ สังคมที่คนรุ่นก่อนกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ แล้วคนรุ่นต่อมาก็ใช้กฎเกณฑ์นั้นสร้างกฎเกณฑ์ให้คนรุ่นต่อไป อันที่จริงก็นับว่าเป็นการดีอยู่ เพราะหากไม่มีภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนได้วางกฎเกณฑ์ไว้ สังคมเราก็คงไม่พัฒนามาจนทุกวันนี้ 

แต่ความน่ากลัวของการใช้กฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมมากำหนดความเป็นไปในอนาคต โดยลืมคำนึงถึงที่มาของกฎเกณฑ์นั้น และขาดการไตร่ตรองถึงความเปลี่ยนแปลงไปของโลกใบนี้ หลายครั้ง กฎเกณฑ์ที่ถูกวางบนฐานกฎเกณฑ์เดิมจึงสร้างความยุ่งยากให้กับสังคมไม่น้อย

สังคมโลกได้เปลี่ยนผ่านกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันมาเป็นลำดับ ในส่วนการปกครองได้ผ่านพ้นสังคมทาสและนายทาส ก้าวผ่านสังคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่สังคมประชาธิปไตย…ส่วนจะเป็นประชาธิปไตยจริงแท้ หรือแฝงเร้นเพียงใดนั้นอีกเรื่อง ในทางเศรษฐกิจสังคมโลกเปลี่ยนผ่าน

กฎเกณฑ์การขับเคลื่อนจากยุคทาส ผ่านยุคศักดินา จนสู่ยุคทุนนิยมอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน

สำหรับผมแล้วโลกทุนนิยมที่มีเงินเป็นดั่งเชื้อเพลิงให้พลังงานนี้ นับเป็นกฎเกณฑ์อันชาญฉลาดที่คนรุ่นต่อรุ่นได้บรรจงสร้างไว้ นับเป็นสิ่งสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดจากสมองของคน ผมเชื่อลึกๆ ว่าเงินจะช่วยให้สังคมโลกสงบสุข 

เงินจะทำให้สงครามที่แย่งชิงดินแดนด้วยอาวุธหมดสิ้นไป การพลัดพรากจากกันอันเนื่องจากสงครามอาวุธจะหมดไปจากโลกนี้ 

เงินจะทำให้ไม่มีความอดอยาก 

ถึงที่สุดแล้วเงินจะนำพาความสุขสงบมาสู่ทุกคนบนโลก เพียงแต่…คน…จะเข้าใจความหมายของเงิน รู้จักใช้เงินเป็นเครื่องมือ และจะเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง หาก…คน…กลับกลายเป็นเครื่องมือของเงิน

เงินที่ถูกผมควรเรียกเต็มๆ ว่าเงินตรา

จะอย่างไร ผมขอเรียกว่าเงินเพราะใครๆ ก็คงเข้าใจว่าคืออะไร 

โลกได้พัฒนากฎเกณฑ์การแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกันด้วยสิ่งที่กินไม่ได้ บังแดดบังฝนไม่ได้ นุ่งห่มไม่ได้ และรักษาโรคไม่ได้ 

แต่ในอีกทางหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าเงินนี้กลับช่วยให้ผู้ที่ครอบครองมัน ได้กิน ได้อยู่ ได้นุ่งห่ม ได้หายจากโรค และได้ในอีกหลายๆ สิ่ง หลายสิ่งทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ขอท่านผู้อ่านอย่าได้เข้าใจว่างานเขียน นิทานการเงิน ที่อยู่ในมือท่าน จะเป็นเรื่องราวหนักๆ เป็นเรื่องราวน่าเบื่อ เป็นทฤษฎีการเงินใดๆ เป็นปรัชญา หรือเป็นเรื่องราวดังนิยายไร้สาระ ผมปรารถนาให้ท่านได้อ่านงานเขียนนี้จนจบ ทุกเรื่องจบในตัวเองพร้อมเรียงร้อยเชื่อมกันเรื่องต่อเรื่องเป็นลำดับ เมื่อท่านได้อ่าน

นับแต่นิทานเรื่องที่ 1 ต่อด้วยนิทานเรื่องที่ 2…3..4.จนจบ 10 เรื่อง 

ผมเชื่อว่าท่านต้องได้อะไรไปบ้างจากการอ่านนี้

เพราะในโลกทุนนิยมใบนี้ไม่เคยมีใครไม่ได้รับอะไรเลยจากเงิน

อีสป ทาสชาวกรีกผู้ให้กำเนิดนิทานแฝงคติ เริ่มต้นเล่านิทานเรื่องแรกในขณะเป็นทาส แต่อีสปได้เล่านิทานเรื่องสุดท้ายในขณะที่มีอิสรภาพ แสดงว่าในยุคทาส…คนยังสามารถหลุดพ้นจากการเป็นทาสได้ 

ผมเชื่อว่า หากอีสปมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน…พวกเราคงได้ฟังนิทานดีๆ ที่มีเงินเป็นองค์ประกอบของเรื่อง แต่ผมไม่มั่นใจว่าอีสปจะสามารถหลุดพ้นจากการเป็นทาสได้หรือไม่ โลกทุนนิยมที่กระแสเงินไหลบ่าไปทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ในใจคนเช่นนี้ ยากนักที่ใครจะหนีพ้นอำนาจของมัน นั่นไง

ลมหายใจเข้าออกของผมก็มีกลิ่นอายของความเป็นทาสอยู่

ด้วยจิตคารวะต่อวิญญาณของอีสป ปราชญ์ผู้แปลงความคิดแห่งชีวิตผ่านเรื่องเล่า 

ผมขอจบคำนำด้วยนิทานอีสปเรื่อง ชายตระหนี่กับทองคำ 

เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวจนเป็นที่เลื่องลือ

ยอมอดอยากปากแห้งเพื่อสะสมสมบัติที่หามาได้โดยไม่ยอมใช้จ่าย เมื่อมีทรัพย์สมบัติมากมายก็ยากต่อการดูแล

เขาจึงตัดสินใจขายสมบัติทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นทองคำแท่ง 

แน่นอน…เขาชื่นชมทองคำเหล่านั้น เขานำทองคำแท่ง

ทั้งหมดไปฝังซ่อนไว้ใต้ต้นไม้หลังบ้าน วันใดที่อยากชื่นชมก็ไปขุดขึ้นมาดู ดูจนพอใจก็ฝังกลบไว้ตามเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง เขานึกอยากชื่นชมทองคำแท่ง เขาจึงไปขุดขึ้นมาดู ดูเสร็จก็ฝังกลบลงตามเดิม แต่ครั้งนี้มีขโมยคนหนึ่งแอบเห็นการ
กระทำของชายตระหนี่ เมื่อได้จังหวะขโมยจึงขุดเอาทองคำแท่งไปทั้งหมด ต่อมาเมื่อชายตระหนี่ได้ขุดดินเพื่อจะชื่นชมทองคำแต่กลับไม่พบอะไรเลย เขาเสียใจมาก นั่งร้องไห้เสียงดัง เพื่อนบ้านคนหนึ่งเข้ามาสอบถาม เมื่อเพื่อนบ้านได้รับรู้เรื่องราวแล้ว จึงแนะนำกับชายตระหนี่ว่า 

ท่านก็เอาก้อนอิฐใส่หลุมฝังแล้วคิดว่าเป็นทองคำสิ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่เอาไปใช้อยู่แล้ว

ยังชิน แก้วชัยเจริญกิจ

สวนลิ้นจี่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

10 กุมภาพันธ์ 2552

การกลับมาอีกครั้งของ นิทานการเงิน ที่ให้ความหมายของนิทานคือเรื่องเล่าแห่งจินตนาการที่จะพาผู้อ่านไปพบกับนิทาน 10 เรื่อง ว่าด้วยการเงิน ผ่านเรื่องราวของพระราชากับเหล่าสรรพสัตว์บนผืนดินและท้องทะเลอันกว้างใหญ่ พร้อมสอดแทรกเกร็ดความรู้ตั้งแต่การสร้างระบบเงินตรา การค้าขายแลกเปลี่ยน ธนาคาร ดอกเบี้ย กำไร ต้นทุน ฯลฯ

ได้แก่ 

นิทานเรื่องที่ 1 พระราชากับสัตว์ทั้งหลาย

นิทานเรื่องที่ 2 นกนางนวลกับโลมา

นิทานเรื่องที่ 3 พระราชากับนกอินทรี

นิทานเรื่องที่ 4 สุนัขจิ้งจอกกับไส้เดือน

นิทานเรื่องที่ 5 ปลาฉลามจอมละโมบกับความฉลาดของปลาปักเป้า

นิทานเรื่องที่ 6 นกอินทรีกับสินค้าตัวใหม่

นิทานเรื่องที่ 7 การเรียนรู้ของนกนางนวลกับความฉลาดของนกอินทรี

นิทานเรื่องที่ 8 เต่าเร็วเท่าม้า กับปลาไม่ต้องว่ายน้ำ

นิทานเรื่องที่ 9 พระราชากับโลกใบนี้

นิทานเรื่องที่ 10 ความฉลาดของโลมากับความผาสุกของสัตว์ทะเล

ความพิเศษของ ‘นิทานการเงิน’ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 13 มาพร้อมกับปกและภาพประกอบโฉมใหม่ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวให้สนุกและเพลิดเพลินคูณ 2 ยังไม่อ่านต้องได้อ่าน มีแล้วต้องซื้อซ้ำ ห้ามพลาด!

 

สามารถสั่งซื้อและติดตามสำนักพิมพ์มติชนได้ผ่านช่องทางต่างๆ 

www.matichonbook.com

Line : @matichonbook

Youtube : Matichon Book

Tiktok : @matichonbook

Twitter : matichonbooks

Instagram : matichonbook

โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360