เปิดปฏิบัติการสกัดท่วม ยิ่งกว่า 1.5 ล้านกระสอบทราย
สะกิดรัฐบาลใหม่แก้ระยะยาว‘กทม.ทำเองคนเดียวไม่ได้’
ในที่สุด ต้นเดือนกันยายนก็เดินทางมาถึง
นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆ ร่วมจับตา โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
เพราะเป็นจังหวะที่คาดการณ์ว่า ‘น้ำเหนือ’ จะลงมาถึงซึ่งลุ่มเจ้าพระยา
กทม. นำโดย #ทีมชัชชาติ เตรียมสกัดทุกช่อง หวังปิดฟันหลอทุกซี่ เตรียมกระสอบทรายถึง 1 ล้าน 5 แสนใบ ลงเรือล่องดูสถานการณ์ในจุดต่างๆ ทั้งยังฝากรัฐบาลใหม่ ที่มีนายกฯอุ๊งอิ๊งนั่งเก้าอี้บัญชาการ ว่าอย่าลืมลุยโครงการแก้น้ำท่วมระยะยาวที่ต้องใช้เวลากว่า 2-3 ทศวรรษ
บรรยากาศ สถานการณ์ และความพร้อมของทาง กทม.เป็นอย่างไร? ไปดูกัน!
เทสต์กำแพงกั้นน้ำสำเร็จรูป
นำร่องท่าราชวรดิฐ ประหยัดกระสอบทราย
ศุภมิตร ลายทอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ เปิดเผยภายหลังการทดลองติดตั้งกำแพงกั้นน้ำสำเร็จรูป (HYDRO FENCE) บริเวณช่องลงเรือท่าราชวรดิฐ เขตพระนคร ว่า หลังจากที่ กทม.รับมอบกำแพงกั้นน้ำสำเร็จรูป (HYDRO FENCE) จากบริษัท ซัมมิท พลัส อินโนเวชั่น จำนวน 50 ชิ้น สำนักการระบายน้ำจึงมาทดลองติดตั้งที่ช่องลงเรือท่าราชวรดิฐ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่มีคนสัญจรตลอดเวลา เดิมทีต้องเรียงกระสอบเปิดและปิด ตอนน้ำขึ้น-น้ำลงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากใช้แรงงานคนแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังและใช้กระสอบทรายจำนวนมาก วันนี้จึงนำกำแพงกั้นน้ำสำเร็จรูปที่ได้รับมอบมาทดลองติดตั้ง ปรากฏว่าใช้เวลาในการติดตั้งลดลง มีความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดจำนวนกระสอบทราย
“ช่องลงท่าเรือในกรุงเทพฯ ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยามีประมาณ 32 ช่อง คงต้องดูว่าถ้าได้ผลดีคงขยายผลไปที่อื่นต่อไป ซึ่ง กทม.พยายามจะหานวัตกรรมมาใช้ในการป้องกันน้ำท่วม” ศุภมิตรกล่าว
มอนิเตอร์น้ำเหนือใกล้ชิด
เตรียมกระสอบทราย 1.5 ล้านใบ สะกิด ‘รัฐบาลใหม่’ แก้ท่วมระยะยาว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจากภาคเหนือที่คาดว่ามวลน้ำจะถึงพื้นที่กรุงเทพฯในวันนี้ว่า กทม.ติดตามสถานการณ์น้ำเหนือและน้ำฝนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจากการติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ พบว่าแต่ละเขื่อนสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่าร้อยละ 50 ของความจุสุดสุด ส่วนสถานการณ์น้ำทะเลหนุน ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล อีกทั้ง กทม.ยังมีการเตรียมความพร้อมคันกั้นน้ำต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะเพิ่มสูงขึ้นไว้แล้ว
ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือไม่มีคันกั้นน้ำ (จุดฟันหลอ) กทม.ก็มีการเตรียมกระสอบทรายกว่า 1.5 ล้านใบ พร้อมก่อเป็นกำแพงกันน้ำได้ตลอดเวลา เชื่อว่าสามารถรับมือได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“หากถามว่ากังวลไหม จะตอบว่าไม่กังวลคงไม่ได้ เพราะธรรมชาติเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ตลอด แต่เราก็มีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งคน อุปกรณ์ และการปรับปรุงโครงสร้างอื่นเพื่อรองรับแล้ว” ชัชชาติกล่าว
ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงและต้องจับตาอีกเรื่องคือปริมาณฝนที่จะตกในพื้นที่ โดยชัชชาติเผยว่า หากเกิดฝนตกในปริมาณมากจนถึง 200 มม. ก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ กทม.ได้เตรียมมาตรการเพื่อติดตาม เฝ้าระวัง พร้อมวางแผนการปฏิบัติงาน การเตรียมความพร้อมบุคลากร อุปกรณ์ด้านสาธารณภัย เครื่องสูบน้ำ ระบายน้ำเคลื่อนที่ ให้พร้อมสำหรับการเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดน้ำท่วมขัง
“ส่วนเรื่องที่ต้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม คงจะเป็นเรื่องการระบายน้ำในระยะยาวที่มีการพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รอยต่อทั้งจังหวัด นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ซึ่งก็มีการหารือร่วมกันอยู่ตลอด” ชัชชาติกล่าว
ห่วงฝนมากกว่า พยากรณ์ ‘กันยา’
ฝนตกเยอะอาจเท่าปี’65

ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. และคณะ แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำเหนือ และน้ำฝนของกรุงเทพฯ พร้อมลงเรือตรวจสอบความพร้อมแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือส่วนการท่องเที่ยว ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร ถึงวัดสร้อยทอง เขตบางชื่อ
ชัชชาติย้ำว่า กรุงเทพฯสามารถรับน้ำเหนือได้อีกมาก เพราะเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลยังมีความจุ สถานการณ์ต่างจากปี 2554 อีกทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เรานำบทเรียนจากปี 2565 มาปรับปรุงโครงสร้างและระบบให้ดีขึ้นขอให้สบายใจได้
อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังปี 2554 กทม.ได้ทำโครงสร้างแนวป้องกันน้ำเหนือยาวเกือบ 600 กิโลเมตร ส่วนมวลน้ำจากสุโขทัย เมื่อเข้ามายังเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานจะแจ้งมายัง กทม. คาดการณ์ว่าในอีก 7 วัน เขื่อนเจ้าพระยาจะปล่อยน้ำเพิ่ม 300 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอาจมีชุมชนนอกคันกั้นน้ำ 16 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
“สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าน้ำเหนือ คือ น้ำฝน ซึ่งจากการคาดการณ์พบว่าเดือนกันยายนนี้จะมีฝนตกมากกว่าปกติ อาจจะเทียบเท่าเหมือนในปี 2565 ที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 800 มิลลิเมตร ซึ่งมีการเฝ้าระวังในคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว และคลองประเวศบุรีรมย์ โดยได้เตรียมพร้อมรับมือ 100% ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักต่างๆ ของ กทม. เพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุ และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม เช่น การนำคนกลับบ้าน หรือรถเสียบนถนน” ชัชชาติกล่าว
เปิดข้อมูลยิบ สถานการณ์
4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยา
ด้าน วิศณุ รองผู้ว่าฯ อธิบายเสริมว่า ปัจจุบันพื้นที่ภาคเหนือมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และอาจส่งผลกระทบให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กทม.ได้ติดตามสถานการณ์และประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ
ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก เปรียบเทียบ ณ วันที่ 25 ส.ค.67 กับ 25 ส.ค.66 พบว่า ปีนี้ดีกว่าและยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่ม ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดจากมวลน้ำที่มาจากแม่น้ำยม ซึ่งจะไม่ไหลเข้าเขื่อนหลักและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
“อัตราการระบายน้ำที่ต้องเฝ้าระวังก่อนถึงกรุงเทพฯ คือที่สถานีบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอัตราการระบายน้ำที่สถานีบางไทร ณ วันที่ 27 ส.ค.67 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,192 ลบ.ม./วินาที โดยอัตราการระบายน้ำที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ที่ 2,500-3,000 ลบ.ม./วินาที
กทม.ได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมต่างๆ และตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กทม.ได้เสริมแนวคันกั้นน้ำถาวรริมเจ้าพระยาสูงขึ้นตลอดแนวที่ระดับ 2.80-3.50 เมตร/ระดับน้ำทะเลปานปลาง (ม.รทก.) และเรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟัน หลอ) และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 96 สถานี และบ่อสูบน้ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งในช่วงน้ำทะเลขึ้น พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำจุด เครื่องสูบน้ำสำรอง เรือผลักดันน้ำ วัสดุอุปกรณ์ กระสอบทราย ตลอดจนเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วนเคลื่อนที่ (BEST) และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมปฏิบัติการและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ตลอด 24 ชั่วโมง” รองผู้ว่าฯวิศณุอธิบายละเอียดยิบ

ประสานชาวกรุง 7 เขตนอกคันกั้นน้ำ
16 ชุมชน 731 ครัวเรือน ขนของขึ้นที่สูง
จากนั้นวิศณุเผยอีกว่า ชุมชนนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 16 ชุมชน 731 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากน้ำท่วม กทม. ได้สั่งการให้สำนักงานพื้นที่ประกอบด้วย เขตดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชุมชนและให้เตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง นอกจากนี้ได้สั่งการสำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆอย่างทันท่วงที
“ปริมาณฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 2567 พบว่าในเดือนสิงหาคมมีปริมาณฝนอยู่ที่ 208.5 มิลลิเมตร มีค่าน้อยกว่าปี 2566 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 224 มิลลิเมตร และปริมาณฝนสะสมในปี 2567 อยู่ที่ 842.5 มิลลิเมตร มีค่าใกล้เคียงกับปี 2566 อยู่ที่ 811.50 มิลลิเมตร
จากสถานการณ์ฝนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กทม.มีความพร้อม ทั้งในด้านของอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงความพร้อมของประตูระบายน้ำและคันกั้นน้ำริมแม่น้ำในการรับมือกับสถานการณ์น้ำฝนน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ
โดยการรับมือสถานการณ์ฝนของ กทม. ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอดคือ การลดระดับน้ำรองรับสถานการณ์ฝน อาทิ พร่องน้ำในคลอง สร้างธนาคารน้ำ (water bank) แก้มลิง การเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ โดยล้างทำความสะอาดและบำรุงรักษา อุโมงค์ระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำแล้วเสร็จ 100% ทุกจุด รวมถึงการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ ทำให้น้ำท่วมขังหลังฝนตกหนักในปีนี้ลดลงเร็ว” รองผู้ว่าฯวิศณุกล่าว
‘ชัชชาติ’ ฝากการบ้าน ‘อุ๊งอิ๊ง’
ทำเขื่อนปิดปากเจ้าพระยา ป้องกันน้ำทะเลสูง
ปิดท้ายด้วยการบ้านที่ ผู้ว่าฯชัชชาติฝากถึงรัฐบาลใหม่ เพราะ กทม.ทำเพียงลำพังไม่ได้ เนื่องด้วยเป็นงานใหญ่ระยะยาว โดยประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือภาวะโลกร้อนน้ำจากเจ้าพระยาปลายทางถึงอ่าวไทย ถ้าน้ำในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะสูงขึ้นด้วย ในอนาคตที่เราเคยเสนอไปกับทางรัฐบาลทำเขื่อนปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา เหมือนที่แม่น้ำเทมส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพราะเป็นน้ำเนื้อเดียวกัน ต้องคิดเป็นโครงการในระยะยาว 20-30 ปี
“ต้องฝากรัฐบาลช่วยดู กทม.ทำเองคนเดียวไม่ได้ เพราะมีหลายจังหวัดเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องย้ายท่าเรือคลองเตยออกไปอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพราะการควบคุมระดับน้ำที่จะสะดวกขึ้น ถ้ายังมีท่าเรืออยู่ประตูน้ำจะทำได้ยาก เพราะมีเรือขนาดใหญ่เข้าออกตลอดเวลา
เป็นแนวคิดหนึ่งที่ต้องฝากนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ช่วยดูประเด็นนี้ด้วยเชื่อว่าโครงการไม่ใช่ปีสองปี แต่เป็นโครงการ 20 ปี 30 ปี ที่จะดูเรื่อง การป้องน้ำท่วมของกรุงเทพฯในระยะยาว ที่มาจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น” ชัชชาติทิ้งท้าย
แม้เตรียมความพร้อมอย่างจัดเต็ม แต่ธรรมชาติไม่อาจคาดเดาได้ 100% จึงยังนับเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตา
ศศวัชร์ คมนียวนิช

