ไทยควรเชียร์ใคร อ่านศึกยาวคัมแบ๊กทำเนียบขาว เลือกตั้งสหรัฐ วัดชะตาอาเซียน?

9.09.24 | 12:30 น.

500 ล้านดอลลาร์

เป็นยอดมหาศาลที่น่าสนใจไม่ว่าจะผกผันกับ ‘จำนวนเสียง’ ที่จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม

กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ที่ชาวอเมริกันลงขันให้พรรคเดโมแครต เพียงแค่เดือนเดียวหลังเปิดตัว คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐที่พรรคส่งชิงตำแหน่ง แทน ‘โจ ไบเดน’

ทุกการขยับ กลายเป็นที่จับตาจากทั่วโลก

เมื่อหมากรุกเปลี่ยน เกมอาจพลิก เสียงวิเคราะห์เสี่ยงทายไปหลายทาง ว่าหลังสร้างตำนานนั่งเก้าอี้รักษาการประธานาธิบดีสหรัฐ 85 นาที ผู้นำผิวสีท่านนี้จะกลายเป็น ‘สตรีหมายเลขหนึ่ง’ คนแรกในประวัติศาสตร์หรือไม่?

Advertisement

เพราะกว่าจะถึงวันโหวตจริงในอีกราว 2 เดือนข้างหน้า (5 พ.ย.) เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหลายหน เพียง 1 วันก่อนที่รีพับลิกันจะจัดประชุมใหญ่ เพื่อประกาศว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะคัมแบ๊กอีกครั้ง เขาก็ถูกลอบสังหาร แม้จะไม่สำเร็จแต่ทำให้คนตั้งคำถาม ว่าช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนี้

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงที่ดุเดือดเผ็ดร้อน ทั้งโจมตี วิจารณ์อัตลักษณ์ เหยียดสีผิว เพศสภาพ ลามไปยันชีวิตรัก มากกว่าจะงัดกันที่นโยบาย รอบนี้จึงแข่งขันที่ลึกลงไปถึงอุดมการณ์ ปมละเอียดอ่อนอย่างอาชญากรรม ความเกลียดชังเชิงชาติพันธุ์ หรือแม้แต่สงคราม ก็กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลประกอบการตัดสินใจ ‘โหวต’

จะทวงคืนเก้าอี้ได้ หรืออารมณ์ค้างจนเกิดการบุกรัฐสภาอีกหน

จะกระเทือนรัฐบาล แบบที่พรรคขวาจัดเยอรมนี คว้าชัยในการเลือกตั้งระดับรัฐครั้งแรกหรือไม่

สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า จึงร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดเวทีสาธารณะ “Navigating US Elections: เข้าใจการเลือกตั้งสหรัฐฯ และเขตอิทธิพลยุคใหม่” เมื่อ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ คณะรัฐศาสตร์ รั้วท่าพระจันทร์

แม้กระบวนการเลือกตั้งสหรัฐ จะมีความซับซ้อนเป็นเอกลักษณ์ แต่เราจำเป็นต้องเก็ต เพราะผลลัพธ์จะกระเทือนต่อโลก

นโยบายของมหาอำนาจ อาจพลิกชนิดเราเลี่ยงผลกระทบไม่พ้น

(จากซ้าย) ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์, ดร.สิเรมอร อัศวพรหมธาดา และ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ (ภาพจาก สถาบันพระปกเกล้า)

ส่องประเด็นฟาดกันหนัก
เมื่อตัวแปรเปลี่ยน

เริ่มที่ผู้คร่ำหวอดด้านการเมืองอเมริกาผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ จากรั้วสิงห์แดง ให้ภาพวิธีการเลือกตั้งที่สุดจะยูนีค ด้วยความที่ปกครองแบบ ‘สหพันธรัฐ’ จึงวัดกันที่ ‘รัฐ’ ไม่ใช่คน 280 ล้านเลือกใครแล้วหาร 2 แต่ซอยย่อยเป็น ‘50+1 การเลือกตั้ง’ โดยรวม วอชิงตัน ดี.ซี. ต้องได้รับเสียงข้างมากใน 50 รัฐนี้ ถึงจะชนะ

“แต่ละรัฐไซซ์ใหญ่ไม่เท่ากัน ที่ยุ่งยากซับซ้อนคือใช้ระบบ ‘คณะเลือกตั้ง’ ต้องการให้สะท้อนความเป็นคนอเมริกัน เลยลำบากเหมือนกัน เพราะบางรัฐเป็นเดโมแครตล้วนๆ เช่น แคลิฟอร์เนีย แนวเสรีนิยมเป็นหลัก ส่วนตอนเหนือ-ตะวันออก ที่เรียกว่ารัฐรีพับลิกัน เป็นคนอเมริกันดั้งเดิมและชนชั้นกลาง ที่มองว่าอเมริกาควรจะมีแนวคิดไปในทางอนุรักษนิยม ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการชี้ชะตา เพราะมีความขัดแย้งพอควร” ผศ.ดร. วิบูลพงศ์ชวนจับตานโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

พูดตรงๆ ว่าการเมืองเมกาฯ แบ่งเป็น 2 ฝ่ายเท่าๆ กัน แรกเริ่มเดาว่า ‘รีพับลิกัน’ มีโอกาสชนะสูง กระทั่ง ‘ไบเดน’ ถอนตัวเพราะอายุมาก แล้วส่ง ‘แฮร์ริส’ รองประธานาธิบดี ขึ้นมาแทน

“มันเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนไป ช่วงแรกๆ ผมคิดว่าโอกาสที่ ‘ทรัมป์’ จะชนะกลับเข้ามามีสูงมาก ด้วยวิธีการหาเสียง ค่อนข้างโจมตีเรื่องส่วนตัว และทำงานเป็นทีม มีข้อมูลตลอด 4 ปีว่าสิ่งไหนที่ ‘ไบเดน’ ทำแล้วไม่ดี ควรจะเปลี่ยน”

ไล่เรียงไปตั้งแต่ ปัญหาพรมแดน การปล่อยให้คนเข้ามาอย่างผิดกฎหมายมากไป ทำให้เกิดการแย่งทรัพยากร และอาชญากรรมพุ่งทวี

‘สิทธิในการทำแท้ง’ ก็กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ซึ่งทรัมป์ไม่ต้องการและหวังเปลี่ยนคำพิพากษา จนถูกหยิบมาใช้โจมตีกันยกใหญ่ ยังไม่นับ ‘Project 2025’ ที่ทีมเขียนไว้ 990 หน้า ว่าถ้าเขาคัมแบ๊กได้จะเปลี่ยนนโยบายไปทิศทางไหน

“หลักๆ คือ ‘เขาจะรวบอำนาจ’ ให้ประธานาธิบดี มีอำนาจสั่งข้าราชการทั่วประเทศ ทั้ง 2 ระดับ รวมทั้งยกเลิกกระทรวงยุติธรรม ไล่ข้าราชการที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายได้ แม้กระทั่ง Federal Reserve ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอิสระจากประธานาธิบดี ไม่มีสิทธิสั่งได้ว่าควรจะมีอัตราดอกเบี้ยเท่าไหน แต่เขาก็ไม่ต้องการตรงนี้”

ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ชี้ชวนให้เห็นประเด็นที่ไฟต์กันหนัก เพราะอาจทำให้ความเป็นอิสระของระบบหายไป

ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีหาเสียง ‘เดโมแครต’ มาแน่

จากที่ทรัมป์นำอยู่ กลายเป็นต้องตามแก้ข้อกล่าวหา

เพราะ ‘แฮร์ริส’ ไม่ใช่คนธรรมดา เธอคือสตรีคนแรกที่ได้เป็นอัยการใหญ่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

“ปัญหาทำแท้ง ก็ข้องเกี่ยวกับผู้หญิง แถมยังเคยเป็นอัยการน่าจะรับมือการโจมตีได้ จนทรัมป์เริ่มมองว่าเขาเสียเปรียบจากสิ่งที่เคยพูดว่า ‘เป็นคนผิวดำ หัวเราะเยอะ’ ซึ่งเป็นเรื่องบุคลิก จริงๆ แล้วเขาเถียงเรื่องนโยบายไม่ค่อยเป็น”

ผศ.ดร.วิบูลพงศ์กวาดสายตามองโพลต่างๆ เห็นว่า คะแนนมีทีท่าจะพลิกยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีกเมื่อ ‘เจ ดี แวนซ์’ รองประธานาธิบดีของทรัมป์ ออกมาตอก ‘แฮร์ริส’ ใช้คำว่า ‘childless cat ladies’ ผู้หญิงที่ขัดกับอุดมการณ์อนุรักษนิยม ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก แล้วเลี้ยงแมว กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ทรัมป์ยิ่งหนักใจว่าจะเสียเปรียบ เพราะใครก็อยากมีเสรีภาพตัดสินใจในชีวิต

เหล่านี้เป็นประเด็นชี้ขาด ที่หากไม่เปลี่ยนนโยบายหาเสียงแบบเดิมๆ โอกาสที่ ‘เดโมแครต’ จะชนะ ค่อนข้างสูง

บังคับให้เลือกข้าง ทางไหนที่ไทยควรเชียร์

แล้วอย่างนั้น ไทยควรจะเชียร์ใคร

ผศ.ดร.วิบูลพงศ์เห็นว่าประเด็นที่ต้องคำนึงคือ ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ มองผลกระทบในแง่ ‘กฎหมายระหว่างประเทศ’ แต่เชื่อว่าถ้าเป็นเดโมแครต นโยบายต่างประเทศไม่น่าจะเปลี่ยนไปมาก

จึงขอโฟกัสไปในแง่ ‘ถ้าทรัมป์ชนะ’ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง?

“เขาจะเน้น ‘อเมริกันเฟิร์สต์’ อาจมีอะไรที่ทำให้เราลำบากใจ เช่น มองในแง่ธุรกิจมากไป การที่เมกาฯ เข้าไปอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะ UN หรือนาโต (Nato) เขามองว่าขาดทุนต้องจ่ายเยอะกว่าคนอื่น แล้วอาจจะถอนตัว แต่ลืมว่าจริงๆ ผลประโยชน์ที่เป็นอยู่ ก็เพราะการที่อเมริกาเข้ามาอยู่ตรงนี้” ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ขยายจุดสำคัญ

ที่น่าลำบากใจมาก ยิ่งเราอยู่ภายใต้ International Order หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมกาฯ มีส่วนเริ่มเรื่อง ทำให้ UN มีบทบาทในสนธิสัญญาต่างๆ ซึ่งก็อาจมีสิทธิไปคุยกับศาลสูงสหรัฐ เพื่อเปลี่ยนหรือยกเลิกได้ ถ้าต่อไปสิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์

ขมวดจากที่กล่าวมาทั้งหมด ส่วนตัวผู้เชี่ยวชาญท่านนี้คิดว่า ถ้าอยากจะเชียร์จริงๆ ‘เดโมแครต’ น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า เพราะทรัมป์มักจะบังคับให้เลือกข้าง ทนไม่ได้ที่ไทยจะมีความสัมพันธ์กับทั้งจีนและเมกาฯ จนอาจลามเรื่องความไม่มั่นคงในภูมิภาค

“อะไรที่เป็นข้อตกลงเขาจะทำเป็นประเทศ ไม่ทำเป็นกลุ่ม ทำให้บทบาทของอาเซียนอาจมีปัญหา” ผศ.ดร.วิบูลพงศ์เห็นข้อน่ากังวล

มองมุมคนอเมริกัน นโยบายต่างประเทศ ไม่สำคัญเท่าปากท้อง

“ประชาชนอเมริกา ไม่ได้มองว่านโยบายต่างประเทศ เป็นส่วนสำคัญในการเลือก”

ดร.สิเรมอร อัศวพรหมธาดา จากคณะรัฐศาสตร์ มธ. มองว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนจะสนใจนโยบายภายในมากกว่า ทั้งปากท้อง ค่าครองชีพ เงินเฟ้อจะสูงไหม

อีกตัวแปร แต่มีผลน้อยมาก คือตัดสินใจจากนโยบายต่างประเทศ ที่เมกาฯเข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม เช่น สงครามเวียดนาม, วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ปี 1962 ใกล้ตัวหน่อยก็เช่น 9/11 ในปี 2001

“นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ไม่เท่ากับตัวประธานาธิบดี ประกอบขึ้นจากหลายส่วน นิติบัญญัติ บริหาร คณะรัฐมนตรี และราชการ แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายสำคัญ แต่ก็มีภาคส่วนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

ดร.สิเรมอรมองนโยบายต่างประเทศจะเกี่ยวข้องกับทั่วโลกในเกือบทุกภาคส่วน แต่แนวโน้มน่าจะเปลี่ยนแปลงน้อย ยกเว้นเกิดวิกฤตที่เหนือการควบคุม หรือเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี ที่ต่างพรรค ซึ่งเดโมแครต จะออกแนวเสรีนิยมและหนุนให้เกิดความร่วมมือในภาคส่วนต่างๆ ทางด้านการค้าเสรี รวมถึงประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ส่วน ‘รีพับลิกัน’ มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายในเชิงยุทธศาสตร์ มองว่าโลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้วอำนาจ ทำให้อเมริกาต้องระวังเรื่องข้อขัดแย้งต่างๆ อยู่เสมอแต่ก็มองไปถึงการแข่งขันกับ ‘จีน’ ที่เป็นคู่แข่งสำคัญทั้งด้านการค้าและการทหาร

มีผลกับคู่สงคราม สะเทือนเอเชียอาคเนย์

ดร.สิเรมอรซูมปัญหาของนโยบายต่างประเทศ มี 2 ประเด็นคือ

1.ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาส

“ในฝั่งรีพับลิกัน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนอิสราเอลอย่างเข้มแข็ง รวมถึงในแถบตะวันออกกลางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน”

2.สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย

จุดยืนของรีพับลิกัน ต่อต้านว่าทำไมต้องส่งความช่วยเหลือไปยังยูเครนมากขนาดนั้น ยุโรปควรช่วยมากกว่า ส่วนเดโมแครต มีแนวโน้มหนุนยูเครนต่อไป ให้ไม่ตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย

“สหรัฐจะยังมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งอื่นๆ ทั้งทางตรงและอ้อม ไม่ว่าในปมทะเลจีนใต้ รวมถึง NATO ที่จะยังคงมีบทบาทหรือจะเลิกสนับสนุนการมี NATO กับความมั่นคงในทวีปยุโรป” ดร.สิเรมอรชวนจับตา

ส่วนตัวแล้วนักวิชาการท่านนี้เชื่อว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ น่าจะกระทบกับภูมิภาคเราแน่ๆ แม้มีเพียงเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่แน่นแฟ้น แต่สหรัฐ ก็ยังสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายอาเซียนและระดับทวิภาคี

ดร.สิเรมอรชวนคิดต่อในมุม ‘การค้า’ เชื่อว่าถ้าเป็นพรรครีพับลิกัน แน่นอนว่าสงครามการค้า ระหว่างอเมริกาและจีน จะยังไปต่อ โดยจะมีการเก็บภาษีอากร เพื่อให้ผู้ค้าไม่เสียเปรียบจีน ส่วนเดโมแครตก็อาจจะเพิ่มความร่วมมือมากขึ้น เพื่อให้เข้มแข็งไปต่อสู้กับคู่แข่งได้ แต่จะยังปกป้องผู้ค้าของสหรัฐเหมือนเดิม

ทั้งยังคาดว่าผู้อพยพกลุ่ม Hispanic อาจเป็นตัวแปรชี้วัด เพราะมีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นถึง 6% จากรอบก่อน

ประชาธิปไตยสหรัฐ ไม่ได้เลิศขนาดนั้น

ผลการเลือกตั้งสหรัฐในปีนี้ จะกระเทือนเราแค่ไหน

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะที่จบด้าน American Government ชวนมองอีกแง่ในมุมคนใน ว่าถ้าตัวเองเป็นโหวตเตอร์จะเลือกใคร?

เพราะหากมองแบบคอการเมืองไทยๆ อาจติดอยู่กับมายาคติบางอย่าง

“อารมณ์เหมือนสหรัฐคือแม่แบบของประชาธิปไตย เป็นพี่ใหญ่นำขบวน น่าจะต้องดีกว่าไทย มีอะไรน่าเลียนแบบเยอะ แต่ผมอยากบอกว่าไม่ได้ล้ำเลิศขนาดนั้น เอาเข้าจริง มีปัญหาเยอะ”

ยกท็อปแรงก์ ดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) ปรากฏว่าแม้แต่อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็ไม่ติดท็อป 10 ของโลก แถมคะแนนตกเป็นครั้งแรก จากเต็ม 10 เหลือ 8 นับตั้งแต่ปี 2016 ที่ทรัมป์ได้ และไม่เคยได้ 8 อีกเลย

ลองมองมิติเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของพลเมือง จากจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเรียกว่าเป็น ‘น้อง’ ของไทยชัดๆ รอบก่อนที่ทะลุไปถึง 66% เป็นผลจากโควิด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทั้งระบบออนไลน์และโหวตส่งมาทางไปรษณีย์ ในแง่ดีก็สะดวก

“เขาเลือกตั้งล่วงหน้ากันเป็น 2-3 สัปดาห์ ในสถานที่ที่คนสะดวก ตามมหาวิทยาลัย ห้องสมุด ห้าง โรงเรียน ไปใช้สิทธิ 2 ทุ่ม หรือเช้ากว่า 8 โมงก็ยังได้” ดร.สติธรเผย

แต่ด้วยระบบแบบนี้ที่ต้องลงทะเบียนก่อน ทำให้เกิดประเด็นทายผิด ‘ผลพลิก’ เมื่อบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่คนลงกันทางไปรษณีย์มาถึง

ในขณะที่คนนอกตื่นเต้นว่าผลจะเปลี่ยนโลก ดร.สติธรบอกว่า คนเมกาฯ จำนวนไม่น้อยกลับมองว่า เป็นการเลือกตั้งที่น่าเบื่อและเป็นภาระ เพราะเส้นทางยาวไกลมาก เริ่มตั้งแต่ ม.ค. ทำไพรมารี 5-6 เดือนกว่าจะถึงโค้งสุดท้าย

ประชานิยมยังขายได้? เดาไม่ยาก หากย้อนดู Swing State

มองจุดชี้ขาดตัดสินกันด้วย Swing State ซึ่งมี 7 รัฐที่คะแนนย้ายไป-มา สู้กันดุเดือดสูสี

“แคลิฟอร์เนีย, เท็กซัส รัฐใหญ่ขนาดไหนก็ไปหาเสียงน้อย บางทีไปเช้าเย็นกลับ เชคแฮนด์กับฐานเสียงให้มั่นใจว่ายังรักกันอยู่ แต่เขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับบรรดา Swing State รัฐที่ถูกระบายสีแดงหรือฟ้าไปแล้วเลยรู้สึกเหมือนของตาย ยิ่งถ้าโพลออกมาสูสี เช่น ‘จอร์เจีย’ รับรองว่าทั้ง 2 พรรคหมุนเวียนกันไปอยู่เรื่อยๆ”

ในมุม ดร.สติธร เดาไม่ยากหากย้อนดูสถิติ Swing State ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง แต่สิ่งนี้ก็เปลี่ยนได้ด้วย 1.การโยกย้ายถิ่นฐาน และ 2.เจเนอเรชั่น

นอกจากนี้ ‘ปัจจัยประชานิยม’ ยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เห็นได้จากทรัมป์คว้าชัยในปี 2016 ด้วยสโลแกนประเภทอเมริกาต้องมาก่อน ‘Make America great again’ แต่พอปี 2020 ไบเดน ก็มาด้วยสโลแกน ‘Building a better America’ เป็นชาตินิยมทั้งคู่

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่ไพออริตี้ของสหรัฐ ต่อให้เขาสนใจ ไทยก็ไม่ใช่อันดับต้นๆ ดังนั้นอย่าไปคิดเยอะ หนุกๆ ก็พอ

ไม่มีการเมืองไหนในโลกนี้หรอกที่เขาจะมาสนใจต่างประเทศ มากกว่าตัวเอง” ดร.สติธรทิ้งท้ายได้คมกริบ