‘ไฟฟ้า’ หนึ่งในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องจัดหาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้อย่างมีคุณภาพ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องมีสิทธิในการเข้าถึงบริการอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รับรองด้วย ‘รัฐธรรมนูญ’ เสียด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ประชาชนกลับต้องมานั่งตั้งคำถามอื้ออึง ออกปากบ่นกันระงมถึงปัญหา ‘ค่าไฟแพง’ กันจนทั่วทุกหัวระแหง สะเทือนตั้งแต่หน่วยขนาดเล็กอย่าง ‘ไฟบ้าน’ ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน พลิกบิลค่าไฟทีไรก็เห็นยอดจ่ายที่แพงกระฉูด ทุบสถิติแล้ว ทุบสถิติแพงขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะค่า Ft ในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. พ.ศ.2566 อยู่ที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย สูงที่สุดในรอบ 10 ปี แม้ว่ารัฐบาลได้ประกาศออกตัวลดค่าไฟฟ้าทันที โดยใช้วิธีการ ‘ตรึงราคา’ ค่าไฟไว้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2567 ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันคือ การกดเพดานค่าไฟ แล้วต้องแบกรับภาระค่าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จนขณะนี้เกิดหนี้รอชำระอยู่กว่า ‘แสนล้านบาท’
คำถามสำคัญต่อมา คือ ใครเป็นคนจ่าย?
นำมาสู่การระดมความคิดจากตัวแทนหลากหลายแวดวง ทั้งภาคการเมือง เอกชน สหภาพแรงงาน และประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง บนเวทีเสวนาหัวข้อ “สาเหตุไฟฟ้าแพง ประชาชนเดือดร้อนเพราะใคร?” รับบทหนักชูประเด็นสุดร้อนแรงโดย องค์กรส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและต่อต้านการผูกขาด ณ ห้องประชุม Ballroom 2 โรงแรม S31 ตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

‘นักการเมือง’ ต้องปกป้องประชาชน
ลดเหลื่อมล้ำ แก้ทุนผูกขาด
เริ่มต้นขุดคุ้ยต้นตอปัญหาโดย น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานองค์กรส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมฯ พุ่งเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอว่า ตามหัวข้อ ‘สาเหตุไฟฟ้าแพง ประชาชนเดือดร้อนเพราะใคร?’ ในฐานะที่ตนมาจากภาคการเมือง เชื่อมั่นว่าคนที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนที่สุดคือ ‘ตัวนักการเมืองเอง’
“นักการเมือง คือคนที่จะต้องเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนในภาครัฐ ต้องเข้าไปปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และต้องไปต่อรองกับเอกชนที่จะเข้ามาประมูลงาน
แต่เมื่อคนที่เป็นฝ่ายเจรจาต่อรองของเรากลับไม่ได้เข้าข้างปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน มันเหมือนเรามีทนายคนหนึ่ง แต่ทนายของเราไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม ไม่มีทางที่เราจะชนะคดี ซึ่งมันเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้น และหมักหมมอยู่ในการเมืองไทยมานาน” น.ต.ศิธาเทียบให้เห็นภาพ
ก่อนจะลงดีเทลไปอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาพอจะมีคนเข้าไปแก้ เอกชนมีสัญญามีอะไรที่มันรัดกุมมากๆ
จากนั้น น.ต.ศิธาฉายภาพสถานการณ์ระดับโลกว่า มหาเศรษฐี 10 อันดับแรกของโลก เดิมทีเป็นเศรษฐีเก่า แต่ปัจจุบัน 9 อันดับใน 10 มหาเศรษฐีโลกมาจากนวัตกรรมสมัยใหม่และเทคโนโลยี แซงเศรษฐีเก่า แต่ของบ้านเรากลายเป็นว่าเศรษฐีที่ขยับขึ้นมาอันดับต้นๆ มาจากเรื่อง ‘ผูกขาด’ ทั้งสิ้น
“ตอนนี้ประชาชน 90 เปอร์เซ็นต์ของไทยครอบครองสินทรัพย์ได้เพียงแค่ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าปล่อยให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำแบบนี้ต่อไป มันไม่ได้แล้ว” น.ต.ศิธาย้ำความสำคัญสถานการณ์

แพงแล้ว แพงอีก แพงต่อ!
แพงแค่ไหนประชาชนก็เป็นคนจ่าย
ด้าน รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ หัวหน้าทีมวิจัยประจำ Climate Finance Network Thailand เล่าว่า สิ่งหนึ่งที่แปลกใจมากในฐานะเป็นน้องใหม่ในแวดวงพลังงานเคยเข้าใจว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ผลิตหลัก แต่พอมาดูจริงๆแล้ว ค่อนข้างตกใจว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคนผลิต แต่เอกชนเป็นคนผลิตมากกว่า
“เราควรเปลี่ยนชื่อเป็นจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มาเป็น การไฟฟ้าฝ่ายจัดชื้อ เพราะกว่า 70% มาจากเอกชน มีการดำเนินการซื้อผ่านสัญญาไฟฟ้าระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPA) ซึ่งประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถมาดูสัญญา PPA ได้ แต่บริษัทเอกชนรายใหญ่สามารถหาข้อมูลได้ผ่าน 2 ตัวเลข คือ Ability payment และ Energy payment
อีกทั้งค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy payment) และราคาเชื้อเพลิงราคาผันผวน สำหรับการผลิตเข้าระบบของ กฟผ. ทุกบาททุกสตางค์ ประชาชนต้องเป็นคนจ่าย
ปัจจุบันเรามีแหล่งข้อมูลมาจากเว็บไซต์ กฟผ. ระบุว่า สัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงาน มากกว่า 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ และอีก 20% มาจากถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียนกว่า 20%
ทุกคนอาจจะมีความเชื่อว่าก๊าซธรรมชาติอาจจะมาจากอ่าวไทย แต่เราเหลือไม่เยอะ เหลือใช้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนอีก 10% มาจากประเทศพม่า และอีก 30-40% จะต้องซื้อก๊าซ LNG เท่านั้น” รพีพัฒน์อธิบาย
ก่อนจะลงดีเทลต่อประเด็นการซื้อก๊าซว่า ‘ก๊าซ LNG’ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น โดยมีความผันผวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งผันผวนมากในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน
“อนาคตเชื่อว่าก็ยังคงผันผวนอยู่เช่นเดิม เพราะว่า LNG ตลาดจะซื้อขายกันแบบวันๆ ไม่มีการซื้อขายในเชิงระยะยาว และซึ่งก็อาจจะผันผวนตามฤดูกาล ฉะนั้น ถ้าค่าไฟช่วงเวลานี้แพงแล้ว อนาคตจะแพงกว่าเดิมอีก” รพีพัฒน์ชี้
ก่อนขยี้ต่อไปว่า ปี 2040 จะมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นทุนมหาศาล แต่ทว่าก็ยังไม่มีกลไกทางการเงินของรัฐบาลมารองรับ มีเพียงแผนที่จะใช้ แต่ก็ยังไม่ได้มีการระบุว่า ใครจะเป็นคนจ่ายตรงส่วนนี้?
ประเทศไทยยังถือว่าล่าช้าที่สุดในอาเซียน เราจะต้องผลักดันให้เกิดกฎระเบียบในเชิงข้อกฎหมาย เช่น กฎหมายลดโลกร้อน หรือ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องการบังคับใช้ภายใน 3-4 ปี เช่น การเรียกเก็บภาษีคาร์บอน หรือระบบใดก็ตามจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
“ทางออกของปัญหาคือ จะต้องดูทั้งต้นทุนความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำให้ค่าพลังงานเขียวเป็นทางออกที่ถูกต้อง เหมาะสม ราคาถูก และง่ายที่สุด โดยใช้อำนาจภาครัฐที่มีอยู่เต็มมือเปลี่ยนพลังงานให้เขียวขึ้น” รพีพัฒน์ชี้ทางออก

สงสัย ‘ค่าไฟไม่เป็นธรรม?’
เหตุผู้เล่นน้อยราย ชิงส่วนแบ่งเค้กชิ้นโต
หันมาฟังตัวแทนนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ รณกาจ ชินสำราญ ผู้สนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียม เปิดประเด็นว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเจอภาวะปัญหาเศรษฐกิจหนักมาก จากโควิดแล้วไม่ฟื้น ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักคือ ‘ต้นทุนค่าครองชีพแพง’ ค่าพลังงานแพง แล้วไปกระทบให้ค่าครองชีพแพง
“จากมุมของภาคธุรกิจเห็นปัญหาต้นทุนค่าไฟที่แพง มันมีส่วนมาจากโครงสร้างการกำหนดราคา โดยมีนโยบายของภาครัฐเข้ามาเป็นส่วนร่วมกำหนดราคา เช่น ค่าไฟแทนที่มันจะถูกปล่อยให้มันลอยตัว แต่ช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลให้คำมั่นสัญญาว่า จะทำให้ค่าไฟถูกลง แต่เขากลับใช้วิธีการ ‘ตรึงค่าไฟ’ ซึ่งมันคือการกดเพดานค่าไฟลงมา
ผลกระทบมันทำให้รัฐบาลเป็นหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมียอดถึง 1 แสนกว่าล้าน ซึ่งมันก็ต้องมีคนไปจ่ายบิลนี้ เงินที่ต้องหามาจ่ายในการตรึงค่าไฟมันก็เป็นผลพวงต่อไปถึงงบประมาณของรัฐบาล แทนที่จะเอาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญ เช่น การศึกษา หรือการพัฒนาทักษะแรงงาน” รณกาจชี้ต้นตอ
รณกาจกระทุ้งต่อไปอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาคือ โครงสร้างค่าไฟ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสงสัยว่า ‘ไม่เป็นธรรม’ เกี่ยวกับค่าความพร้อมจ่าย ค่าภาษี รวมถึงจำนวนการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชน มันกระจุกตัวอยู่ที่ผู้เล่นน้อยราย หรือบางราย
“เรามีกำลังผลิตของไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ 50,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ 34 เปอร์เซ็นต์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 30 เปอร์เซ็นต์ และผู้ผลิตรายเล็กอีก 17 เปอร์เซ็นต์
ถ้าแตกย่อยเจาะไปที่รายละเอียดของผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ (จาก 34 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งสัดส่วนการผลิต 1 ใน 5 มันกระจุกอยู่ที่ผู้ผลิตรายเดียว มันหมายความว่า มันคืออำนาจเหนือตลาด หรือการส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดใช่หรือไม่ มันเป็นถามที่ต้องถามกัน?” รณกาจตั้งคำถาม
ถามชัดๆ ส่งเสียงดังๆ ‘กล้าจริงหรือเปล่า?’
เสนอทางออกรัฐ ลุยจัดการที่ต้นตอ
เมื่อมองผลกระทบด้านเศรษฐกิจจาก ‘ค่าไฟแพง’ รณกาจ ไล่เรียงประเด็นว่า ข้อแรก คือ เกิดต้นทุนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ค่าไฟแพงปุ๊บ ค่าขนส่ง ค่าผลิต ค่าแรงงาน สินค้าและบริการแพงขึ้น ประเด็นนี้ส่งผลให้เกิด ‘เงินเฟ้อ’
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง คือ รายได้ต่ำ ค่าครองชีพสูง ถามว่า ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50-60 บาท แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้แล้ว มันถือว่าสูงมากกว่าสิงคโปร์อีก เรามีเงินเท่าไหร่ก็เอาไปจ่ายของที่ไม่ใช่เรื่อง สุดท้ายมันก็ไม่เหลือเงินเก็บ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือคนมีเงินใช้น้อยลง
ปัจจุบันเราจะเห็นเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่า 1 ล้านคน เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้ลูกเรียน ลูกอายุ 14-16 ปี ก็ต้องออกมาหางานทำแล้ว แทนที่จะได้พัฒนาด้านการศึกษา แล้วต่อยอดไปถึงเรื่องแรงงานทักษะสูง
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราการเกิดประชากรไทยต่ำลงมาก มันพัวพันไปถึงสังคมสูงวัย ที่ไทยเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก” รณกาจกระตุ้นเตือน
อีกประเด็นที่สำคัญ คือ ต้นทุนค่าครองชีพสูง มันผลักไปที่ภาคครัวเรือน ที่ปัจจุบันนี้มีหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว ประมาณ 91 เปอร์เซ็นต์ มันจะยิ่งแก้ยากขึ้นไปอีก เพราะว่าพอคนมีเงินเข้ามาก็ต้องเอาไปใช้หนี้ก่อน เงินไม่พอ หนี้ก็เพิ่มมากขึ้น กลายเป็น ‘งูกินหาง’
“ปัจจุบันหนี้ที่คาดว่าจะเสียอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ไปอยู่ในสินเชื่อรถและบ้านที่กำลังจะเสียถึง 5 แสนล้านบาท ประเทศไทยวนเป็นงูกินหาง ไม่ได้พัฒนาขึ้น เพราะค่าครองชีพแพง” รณกาจชี้
จากนั้นรณกาจเสนอทางออกว่า มันมีเรื่องง่ายเรื่องเดียว คือ ‘จัดการที่ต้นตอ’ ซึ่งมันเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น เพราะถ้ามันจัดการเรื่องของคอร์รัปชั่นไม่ได้ แนวทางพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ มันก็จะไม่เกิดขึ้น
ส่วนการแก้ไขข้อที่ 2 คือ การบริหารโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า แล้วก็การคาดการณ์ต่อการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม คือ โรงงานไฟฟ้าที่มีพลังงานเยอะมาก กระจุกอยู่ที่ผู้เล่นไม่กี่ราย มันทำให้ผู้เล่นกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือตลาด หรือผูกขาด เรื่องนี้มันจึงเป็นเรื่องทำให้ประชาชนถูกกดทับอยู่ ไม่ฟื้นสักที
ข้อเสนอที่ 3 คือ ปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม เช่น ค่าความพร้อมจ่าย (AP) อัตราการผลิตสูง ควรต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน
“ฝากคำถามชัดๆ สะท้อนเสียงดังๆ ไปถึงภาครัฐว่า รัฐบาลกล้าจริงหรือเปล่า? ที่จะแก้ปัญหานี้ กล้าลงมือแก้อย่างเป็นรูปธรรมจริงหรือเปล่า?” รณกาจทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อน
ภูษิต ภูมีคำ
ณัฐนนท์ วสันตดิลก

