Bruckner 5 : กับการตีความด้วย ‘สัญชาตญาณ’ ค้นหาความหมายในตรรกะอันยอกย้อน
โลกของดนตรีคลาสสิกในปัจจุบันมีอะไรๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เสมือนกับวงการดนตรีชนิดอื่นๆ ความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากประการหนึ่งที่เหมือนๆ กันก็คือ การขาดสิ่งที่เรียกว่า “อัตลักษณ์” หรือ “เอกลักษณ์” นั่นก็คือลักษณะสำคัญเฉพาะตัวในศิลปินแต่ละบุคคล ที่โลกดนตรีในยุคปัจจุบันดูจะขาดหายกันไปอย่างหนักเหมือนๆ กัน ศิลปินนักร้อง ร้องเพลงด้วยลีลาน้ำเสียงในแบบเดียวกัน, ศิลปินบรรเลงเครื่องดนตรีด้วยความงดงามในแบบเดียวกัน โลกของดนตรีคลาสสิก ที่วงออร์เคสตรา บรรเลงด้วยเทคนิคที่สมบูรณ์พร้อม, สดใส สะอาด รักษาความงามทาง “องค์ประกอบดนตรี” มิให้ผิดพลาด ถ้าเปรียบกับชีวิตจริง ศิลปินดนตรีได้พากันพยายาม “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” รักษารูปทรง ความหล่อความงาม จนกลัวที่จะสำแดง “จินตนาการ” หรือ “ความเห็นทางดนตรีเฉพาะตัว” การได้ฟังงานบันทึกเสียงการตีความทางดนตรีในอดีต ทำให้เราตระหนักได้ว่า ในโลกแห่งดนตรีในทุกวันนี้นั้น เราสูญเสีย เสน่ห์ทางดนตรีเฉพาะตัวไปอย่างน่าเสียดาย
ใครที่ได้มีโอกาสฟังงานบันทึกเสียงดนตรีคลาสสิกในยุคโมโน (Mono) หรือช่วงก่อนสงครามโลก มักจะต้องทึ่งในความสามารถ และจินตนาการทางดนตรีอันกว้างไกลของศิลปินดนตรีในยุคนั้น ที่มีความกล้าคิด, กล้าตีความทางดนตรีกันอย่างน่าอัศจรรย์ หนึ่งในความน่าทึ่งที่ว่านี้ก็คือ งานบันทึกเสียงการแสดงสด บทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของ “อันโตน บรูคเนอร์” (Anton Bruckner) โดยวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิกออร์เคสตรา (Berlin Philharmonic Orchestra) ภายใต้การอำนวยเพลงโดย “วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงก์เลอร์” (Wilhelm Furtwangler) วาทยกรระดับตำนานชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นเทปบันทึกการบรรเลงสดออกอากาศทางสถานีวิทยุในกรุงเบอร์ลิน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (บันทึกการบรรเลงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1942) ซึ่งในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1942-1944 นั้น มีการบันทึกเทปการบรรเลงสดของวงดนตรีกับวาทยกรคู่บารมีผู้นี้ไว้เป็นจำนวนมาก เรื่องราวมาน่าสนุกตื่นเต้นก็คือช่วงหลังสงครามโลกจบลง สหภาพโซเวียตรัสเซียได้เข้ายึดครองกรุงเบอร์ลินบางส่วนไว้ พวกเขาพบเทปบันทึกเสียงออกอากาศจำนวนมาก และรู้จักศิลปินเหล่านี้เป็นอย่างดีจึงนำเทปบันทึกเสียงเหล่านี้กลับไปยังกรุงมอสโก (Moscow) ในช่วงทศวรรษ 1960 มีการเผยแพร่จำหน่ายแผ่นเสียงเหล่านี้ในแวดวงแคบๆ ในรัสเซีย จวบจนกระทั่งเดือนตุลาคม ค.ศ.1987 เทปบันทึกการแสดงระดับประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงได้รับอนุมัติให้นำกลับมายังสถานีวิทยุแห่งกรุงเบอร์ลิน หลังการถูกนำออกไปนอกประเทศเยอรมนียาวนานถึงกว่า 40 ปี
งานบันทึกเสียงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของ “อันโตน บรูคเนอร์” โดยวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก ในปี ค.ศ.1942 นี้ได้รับการกล่าวขานถึงในวงกว้างในหมู่ผู้รู้และผู้รักดนตรีว่าเป็นการตีความทางดนตรีอันทรงคุณค่าเป็นอย่างสูง ว่าเป็นการตีความที่สูงด้วยจินตนาการสร้างสรรค์ อันยากยิ่งต่อการเลียนแบบ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และถ้าใครที่รู้จักบทเพลงนี้เป็นอย่างดีมาก่อนก็จะทราบว่า ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรผู้นี้ (วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงก์เลอร์) เราจะคาดเดาแนวทางดนตรีไม่ถูกเลยว่า กำลังจะไปในทิศทางใด แม้เราจะคุ้นเคยกับบทเพลงซิมโฟนีเหล่านี้มาก่อนเป็นอย่างดี นี่คือกิตติศัพท์อันขจรขจายยาวนานของวาทยกรผู้นี้ เขาคือคู่เทียบ-คู่เปรียบกับวาทยกรอิตาเลียนนาม “อาร์ทูโร ทอสกานินิ” (Arturo Toscanini) ผู้ซึ่งเคร่งครัดต่อสกอร์ (Score), ตัวโน้ตดนตรีอย่างไม่ยอมผิดเพี้ยน ปรัชญาการตีความทางดนตรีอันสุดโต่งสองขั้ว ของวาทยกรบรมครูคู่นี้จึงการเป็นเสมือนตำราอ้างอิง ให้วาทยกรรุ่นต่อมาได้ใช้ศึกษาเปรียบเทียบการตีความทางดนตรีอันต่างขั้วกันแบบสุดโต่งนี้ ยิ่งสำหรับการตีความโดย เฟิร์ทเวงก์เลอร์แล้ว ผู้รู้และผู้รักดนตรีโดยทั่วไปที่รู้จักบทเพลงเป็นอย่างดีมาก่อน อาจต้องออกปากไปในทำนองเดียวกันว่า “กล้าเล่นเข้าไปได้ยังไง?” คำอุทานนี้มาจากความรู้สึกประหลาดใจอย่างถึงที่สุด เมื่อบทเพลงซิมโฟนีที่พวกเราคุ้นเคยมาอย่างดี ได้รับการบรรเลงตีความใหม่อย่างคาดไม่ถึง มันคือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ไหลพรั่งพรูมาจากบทเพลงเดิมๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
แม้จะเป็นการบันทึกเสียงสดๆ ในระบบโมโนที่ออกจะไปในเชิงอับ-ทึบ แต่การตีความทางดนตรีนั้นกระจ่างแจ่มใสชัดเจน พวกเรารู้ดีว่า ซิมโฟนีของอันโตน บรูคเนอร์นั้นมีความแปลกประหลาดเฉพาะตัวเป็นอย่างมาก มันมีลักษณะเป็นห้วงๆ ทางความคิดที่ถูกตัดขาดออกเป็นช่วงๆ อย่างชัดเจน ราวกับการบรรเลงออร์แกนในโบสถ์ ซึ่งตัวบรูคเนอร์เองก็เป็นนักออร์แกน (ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการบรรเลงแบบ “ด้นสด” อย่างสูงเช่นเดียวกัน) ลักษณะทางเสียงในเพลงซิมโฟนีของเขาเหมือนๆ กันคือ มักจะเป็นเสียงแบบคอร์ดที่บรรเลงโดยออร์แกน ใจความทางดนตรีในส่วนต่างๆ (Subject) ถูกตัดขาดออกจากกันราวกับเครื่องหมายจุด “Full Stop” ในภาษาอังกฤษ เมื่อพิจารณาในโครงสร้างทางไวยกรณ์ดนตรีแล้ว ซิมโฟนีของบรูคเนอร์จึงมักถูกมองว่าขาดส่วนเชื่อมต่อ (Transition) ระหว่างใจความดนตรีอันสำคัญ เขาจับมัน (ใจความหลักทางดนตรี) วางชิดต่อๆ กันราวกับการเรียงก้อนอิฐทรงสี่เหลี่ยม อันเป็นทั้งความแปลกประหลาด แบบที่ผู้รู้หลายคนให้ความเห็นว่า “ไม่มีใครเคยทำมาก่อน และก็ไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันอีกเลย” (No Predecessors, No Successors) นั่นคือลักษณะอันเป็นธรรมชาติในดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ที่พวกเรารับรู้กัน มันเป็นทั้งความประหลาด และ “เสน่ห์อันซ้ำซาก” ที่มีผู้คนต้องมนต์หลงใหลอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน (แน่นอนรวมถึงตัวผู้เขียนเอง ที่เป็น “สาวกตัวยง” ของบรูคเนอร์)
ลักษณะที่กล่าวมาในดนตรีของบรูคเนอร์นี้ ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงก์เลอร์ วาทยกรบรมครูท่านนี้ มิได้มีมุมมองแบบพวกเราและผู้คนโดยทั่วๆ ไปเอาเสียเลย มันจึงกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ทางดนตรีของบรูคเนอร์ที่เรารู้จักกันมายาวนานให้พังทลายลงไปสิ้น เขานำเสนอการตีความซิมโฟนีหมายเลข 5 ของบรูคเนอร์นี้ แบบใหม่หมด ในแบบที่พวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ถ้าลักษณะโดยธรรมชาติทางดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์เป็นแบบที่ผู้รู้หลายคนเคยลงความเห็นไว้ว่า “ไม่มีใครเคยทำมาก่อน และก็ไม่มีใครเขาทำแบบนี้กันอีกเลย” (No Predecessors, No Successors) ลักษณะวิธีการตีความซิมโฟนีหมายเลข 5 โดยเฟิร์ทเวงก์เลอร์ในครั้งนี้ (ค.ศ.1942) ก็เป็นแบบ “No Predecessors, No Successors” เช่นเดียวกัน ช่างเป็นความเหมือนพ้องจองกันเสียนี่กระไร
การอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางการตีความอันน่าอัศจรรย์นี้ที่กระจ่างชัดที่สุด ก็เห็นจะต้องพึ่งพาคำอธิบายโดย นักวิจารณ์ดนตรีชั้นอัศวินชาวอังกฤษ ผู้เป็นตำนานแห่งศตวรรษที่ 20 คือ “เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส” (Sir Neville Cardus) ที่กล่าวถึง เฟิร์ทเวงก์เลอร์ไว้ในทำนองที่ว่า เขา (เฟิร์ทเวงก์เลอร์) เป็นนักประพันธ์ดนตรีด้วยตัวเอง การไม่ประสบความสำเร็จในฐานะดุริยกวีของเขานี้ ได้ทำให้เขาใช้สัญชาตญาณในความเป็นนักแต่งเพลงเกาะติด สกอร์ดนตรีของบรรดาดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ในขณะอำนวยเพลง มันคือการใช้จิตวิญญาณในด้านความเป็นนักแต่งเพลงทำงานอำนวยเพลงควบคู่กันไปในเวลาเดียวกัน ตัวผู้เขียนเองจึงขอคารวะในคำอธิบายปรากฏการณ์เฟิร์ทเวงก์เลอร์โดยนักวิจารณ์ดนตรีบรมครูท่านนี้ที่ทำให้พวกเราเกิดความเข้าใจในความซับซ้อนและความประหลาดของวาทยกรระดับตำนานผู้นี้
ในการบรรเลงซิมโฟนีหมายเลข 5 ของบรูคเนอร์ในงานบันทึกเสียงครั้งนี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่าเป็นการตีความอันแปลกประหลาดพิสดารพันลึกจนใกล้ๆ คำว่า “บ้าคลั่ง” เฟิร์ทเวงก์เลอร์ ใช้มุมมองและสัญชาตญาณส่วนตัวแบบ “ชั่วขณะ” แบบไม่ยั้งในการอำนวยเพลงครั้งนี้ มันคือการเทิดทูนครูเพลง (อันโตน บรูคเนอร์) ด้วยการฉีกสกอร์ที่ครูเขียนมาทิ้งแบบไม่ไยดี แล้วใช้สัญชาตญาณนักแต่งเพลงในตัวเขา “แนบ” และ “ทาบ” ไปกับจิตวิญญาณของบรูคเนอร์ในขณะอำนวยเพลงซิมโฟนีในครั้งนี้ มันเป็นวิธีการกำกับวงดนตรีที่คู่ควรแก่คำว่า “ เข้าทรง” หรือ “สะกดจิต” อย่างแท้จริง (แน่นอนที่สุดเฟิร์ทเวงก์เลอร์ สะกดจิตทั้งนักดนตรีในวงและผู้ฟังไปในขณะเดียวกัน) มันจึงกลายเป็นการตีความซิมโฟนีของบรูคเนอร์ในแบบที่พวกเราไม่เคยรับรู้มาก่อน แม้จะเป็นสาวกบรูคเนอร์ก็ตามที คำกำกับความเร็วของจังหวะต่างๆ ที่เขียนไว้ในสกอร์เพลง แทบจะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง เฟิร์ทเวงก์เลอร์ หยั่งรู้จิตวิญญาณทางดนตรีอย่างทะลุปรุโปร่งไปไกลเกินกว่าเพียงแค่คำว่า “ช้า” หรือ “เร็ว” มันกลายเป็นซิมโฟนีของบรูคเนอร์ที่มีความลื่นไหลต่อเนื่องแห่งกระแสธารดนตรี ทำลายการรับรู้เดิมของพวกเราที่ว่า ซิมโฟนีของบรูคเนอร์เต็มไปด้วยลักษณะของการบรรเลงออร์แกนที่มีเสียงตั้งตรงตระหง่านเป็นคอร์ดๆ หยุดเว้นวรรคห้วงใจความดนตรีส่วนต่างๆ แบบทันทีทันใดราวกับเครื่องหมายจุด “Full Stop” เฟิร์ทเวงก์เลอร์ทำลายความคิดยึดติดดั้งเดิมเหล่านี้ลงหมดสิ้น เขาลบรั้วพรมแดน, เครื่องหมายจุดจบประโยคเหล่านี้ลงไปหมดสิ้น พวกเราไม่เคยพบเจอดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ในลักษณะนี้มาก่อน และ…….หลังจากเฟิร์ทเวงก์เลอร์แล้ว เราก็ไม่เคยพบเจอการตีตวามซิมโฟนีบรูคเนอร์ด้วย “สัญชาตญาณอันเป็นธรรมชาติ” แบบนี้จากวาทยกรผู้ยิ่งใหญ่คนใดอีกเลย นี่คือการสะท้อนปรัชญาแห่งจิตวิญญาณการตีความดนตรีของเฟิร์ทเวงก์เลอร์ที่ว่า “การตีความทางดนตรีเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้” และการบรรเลงดนตรีในแต่ละครั้งก็คือ การบรรเลง “เฉพาะตัว”ในแบบของมันเองที่เราไม่สามารถ “ทำซ้ำ” ในแบบเดิมได้อีก

ความยิ่งใหญ่ของเฟิร์ทเวงก์เลอร์คือ “ความยิ่งใหญ่แห่งสัญชาตญาณทางดนตรี” สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเลียนแบบได้เลยเพราะมันเป็นเรื่องปัจเจกเฉพาะตัวบุคคล แต่เราสามารถซึมซาบพลังอันมีชีวิตชีวาแห่งสัญชาตญาณนั้นได้ และโน้มนำพลังแห่งสัญชาตญาณทางศิลปะนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในพลังแห่งสัญชาตญาณในชีวิตของพวกเราเอง นี่คือคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของวาทยกรบรมครูอย่าง วิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงก์เลอร์ และสำหรับเฟิร์ทเวงก์เลอร์แล้ว คำว่า “สัญชาตญาณ” ของเขามิใช่ ความเพ้อฝันล่องลอย, เพ้อเจ้อแบบคนไร้ซึ่งระเบียบวินัย ในทางตรงกันข้ามสัญชาตญาณของเขา ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการฝึกฝนอย่างคร่ำเคร่งด้วยระเบียบวินัยอย่างสูงมาตลอดชีวิต (ลองไปหาอ่านประวัติชีวิตส่วนตัวของเขาดูเถิด) สำหรับเขาสัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมมายาวนานตลอดชีวิต มันจึงไม่ใช่ “สัญชาตญาณดิบ” ในความหมายอันล่อแหลม นี่จึงเป็นสิ่งที่เราอาจเปรียบเทียบได้กับสัญชาตญาณในตัวนักดาบซามูไร ที่พวกเขาต้องผ่านการฝึกสมาธิ, ความนิ่งของจิต (ธรรมชาติของจิตอันย้อนแย้งก็คือยิ่งฝึกให้นิ่งเท่าไรก็จะยิ่งฉับไวและทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น) ฝึกการเพ่งดูจิต, ดูอารมณ์, ดูลมหายใจตนเอง อดทนต่อสภาวะร้อน-เย็นภายนอกที่จะเข้ามากระทบ, ฝึกความอดทนต่อความเจ็บปวด อีกทั้งฝึกวินัยเพลงดาบขั้นพื้นฐานต่างๆ จนมันเกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ


สัญชาตญาณที่ว่านี้จึงเป็นการสั่งสมบารมีอย่างยาวนาน และมันจะได้นำออกมาใช้ก็ต่อเมื่อ ซามูไรผู้นั้นได้ออกสู่สมรภูมิ (เช่นเดียวกับเฟิร์ทเวงก์เลอร์ในวินาทีที่จับไม้บาตองและก้าวขึ้นแท่นอำนวยเพลง) นักดาบผู้นั้นจึงกระทำการเพียงหลับตาลง, ตั้งสติกำหนดลมหายใจเพียงชั่วครู่แล้วจึงชักดาบวิ่งปรี่เข้าหาคู่ต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณอันไร้อัตตาตัวตน ณ วินาทีนั้น ชีวิต และความตาย มิได้แยกออกจากกันมันคือหนึ่งเดียวกันแล้ว เบสิก, พื้นฐาน, ระบบระเบียบต่างๆ ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง มีเพียงลมหายใจ การเคลื่อนไหวด้วยสติขั้นสูงสุดและไร้ซึ่งอัตตาตัวตน
จะผิดจะถูกอย่างไรไม่อาจทราบได้ หากแต่ผู้เขียนมั่นใจเหลือเกินว่า ปรากฏการณ์แห่งนักดาบซามูไร นี้แหละใช้อธิบายถึงปรากฏการณ์ทางดนตรีของเฟิร์ทเวงก์เลอร์ได้อย่างประจักษ์ชัดที่สุด ไม่เชื่อลองไปศึกษา, ทบทวนซิมโฟนีหมายเลข 5 ของบรูคเนอร์บทนี้จากงานบันทึกเสียงมาตรฐานทั้งหลายมาให้ถ่องแท้ขึ้นใจเสียก่อน แล้วจึงลองหางานบันทึกเสียงของเฟิร์ทเวงก์เลอร์ในปี ค.ศ.1942 นี้มาเปรียบเทียบดู เชื่อเหลือเกินว่าท่านจะเข้าใจวิลเฮล์ม เฟิร์ทเวงก์เลอร์ ได้ดีเสมือนที่ท่านเข้าใจนักดาบซามูไรทีเดียว
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

