รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน
อาจารย์กฎหมาย ผู้ส่งเสียงเบรก ‘ความพยายามในการล่วงละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ’
‘ตั้งแต่เป็นอาจารย์มากว่า 21 ปี นี่เป็นความพยายามในการล่วงละเมิดเสรีภาพทางวิชาการครั้งที่ร้ายแรงที่สุด’
คือข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังจากโซเชียลมีเดียของ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับเป็นบุคคลแรกๆ ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็น ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. …
พร้อมเปิดเผยถึงเนื้อหาของร่างดังกล่าว หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

อาจารย์กฎหมายท่านนี้ ยังสะกิดในโพสต์เดียวกันด้วยว่า
‘อันที่จริงรัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยรู้ซึ้งถึงการถูกกระทำในนามของศีลธรรมและจารีตประเพณีเป็นอย่างดี จึงขอให้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบ’
ทำเอาแวดวงวิชาการแชร์สนั่นโลกออนไลน์ พร้อมวิพากษ์อย่างดุเดือด กระทั่ง ครม.ต้องแตะเบรก ซ้ำจ่อเข้าเกียร์ถอย โดยเมื่อ 3 กันยายนที่ผ่านมา ครม.มีมติให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กลับไป ‘ทบทวน’ อีกทั้งยังแนะนำให้ อว.รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านมากขึ้น ทั้งยังชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นเสรีภาพในการทำวิจัย แต่มุ่งหวัง ‘สร้างสมดุล’ ระหว่างเสรีภาพในการทำวิจัยและวิชาการ กับความละเอียดอ่อนของศาสนา ประเพณีและเพศ
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ยังกังวลใจ ชี้เป้าว่า ควรตัดมาตรา 33 (2) ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวออกไปด้วย
ทั้งนี้ เหตุผลหลักของวิวาทะ เกิดจากเนื้อหาสำคัญของร่าง พ.ร.ฎ. ที่กล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจในการวินิจฉัย พิจารณา สอดส่อง ดูแลเกี่ยวกับจริยธรรมงานวิจัยที่อาจมีเนื้อหาขัดต่อหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หากพบว่าโครงการวิจัยมีเนื้อหาขัดแย้งจากข้อกำหนดดังกล่าวก็มีผลให้โครงการวิจัยนั้นๆ มีผลให้ถูกยุติการทำหรือยุติการให้ทุนสนับสนุน

หากเปรียบเปรย ก็เสมือนก่อเกิด ‘กองเซ็นเซอร์’ งานวิจัยที่ปฏิเสธยากยิ่ง ว่าไม่ใช่การก้าวล่วงเสรีภาพทางวิชาการ
ขณะที่หลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี และ ‘ศีลธรรมอันดี’ ของประชาชน ดูจะ ‘กว้างขวาง’ และเป็นนามธรรม มักขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล จึงยิ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงว่า พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ได้ให้อำนาจ ขอบเขตการตัดสินกับคณะกรรมการที่จะถูกจัดตั้งขึ้นมามากเกินไปหรือไม่?
แม้ พ.ร.ฎ.เจ้าปัญหา จะเบรกให้ทบทวนไปแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดน่าสนใจให้พูดคุยกับนักวิชาการผู้ซึ่งออกมาแสดงความคิดความเห็นในประเด็นเชิงกฎหมายในหลากหลายประเด็น อย่าง ‘ตรงไปตรงมา’ ผ่านทั้งโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนให้ผู้คนในสังคมร่วมรับรู้และเรียนรู้ ร่วมขบคิดและถกเถียง ร่วมเห็นพ้องและมองต่างอย่างมีอารยะ
รศ.ดร.มุนินทร์ เป็นชาวพัทลุงโดยกำเนิด แต่เข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดนครปฐม จนจบการศึกษา แล้วปักหมุดเป็นเฟรชชี่ที่รั้วแม่โดม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2541 แล้วจับจองตำแหน่ง ‘ที่หนึ่งของรุ่น’ เรียนดีจนได้รับทุนสัญญา ธรรมศักดิ์

ทั้งยังเป็นที่พึ่งของเพื่อนๆ ในยามใกล้สอบ โดยขอหยิบยืม ‘เลคเชอร์’ ไปซีรอกซ์อ่านกันเสมอ
สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 โดยมีคะแนนเป็นลำดับที่ 1 ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ.2545 จึงได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีทุนภูมิพลและรางวัลพระยานิติศาสตร์ไพศาล
หลังจบการศึกษา เข้าทำงานเป็นทนายความในแผนกว่าคดี (litigation) ของ Clifford Chance (Thailand) ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายอังกฤษที่เคยฝึกงานในขณะเป็นนักศึกษา ก่อนลาออกเมื่อ พ.ศ.2546 เพื่อเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในช่วงต้นได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ประจำศูนย์รังสิต ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์สัมมนาวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป (วิชาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายและระบบกฎหมายในปัจจุบัน) กฎหมายลักษณะนิติกรรมและสัญญา กฎหมายลักษณะหนี้: หลักทั่วไป เอกเทศสัญญา 1 และกฎหมายลักษณะพยาน
การทำหน้าที่อาจารย์สัมมนาให้กับนักศึกษากฎหมายปีแรก ทำให้มีโอกาสคลุกคลีกับนักศึกษาและได้พัฒนาแนวทางในการเขียนตอบข้อสอบกฎหมาย กระทั่งพัฒนาเป็นหนังสือ แนวทางในการเขียนตอบข้อสอบกฎหมายสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษากฎหมาย ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2550 และพิมพ์ซ้ำอีกกว่าสิบครั้งจนถึงปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเคยทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำหอพักนักศึกษาประจำศูนย์รังสิตอีกด้วย
ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2549 เข้าศึกษาระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร ด้วยทุนพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และใน พ.ศ.2552 ได้เข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh)
ทุ่มเขียนดุษฎีนิพนธ์หัวข้อ The Reception of Foreign Private Law in Thailand: A Case Study of Specific Performance กระทั่งสำเร็จการศึกษา คว้าคำนำหน้าว่า ดร. ใน พ.ศ.2556
กลับมาปฏิบัติหน้าที่อาจารย์อย่างเต็มภาคภูมิ กระทั่งนั่งเก้าอี้คณบดีคณะนิติศาสตร์ระหว่าง พ.ศ.2562-2565
และต่อไปนี้ คือส่วนหนึ่งของมุมมองของนักวิชาการ ผู้วิจัย อาจารย์กฎหมาย ต่อ พ.ร.ฎ.ที่ถูกเบรกไปหมาดๆ แต่ยังไม่อาจวางใจ

⦁ ขอลองตั้งคำถามแทนคนทั่วไป ว่าเมื่ออ่านชื่อร่าง (พ.ร.ฎ.) ที่ว่านี้เผินๆ ก็ฟังดูดี เพราะมีถ้อยคำว่าด้วยหลักเกณฑ์ การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำไมนักวิชาการจึงมองว่าจะก่อเกิดความเสียหายร้ายแรง?
ปกติแล้วในการทำวิจัยเพื่อศึกษาในแต่ละหัวข้อที่ผู้ที่ต้องการศึกษาให้ความสนใจนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักจริยธรรมในการวิจัยอยู่แล้วตามหลักการสากลที่ใช้กันทั่วไป ในแต่ละสถาบันหรือองค์กรที่ทำการวิจัยก็มีระบียบ ข้อบังคับเพื่อควบคุมการวิจัยของแต่ละสถาบันซึ่งมีความสอดคล้องกับหลักสากล การใช้หลักจริยธรรมนั้นจะมุ้งเน้นไปที่กระบวนการหรือการได้มาซึ่งข้อมูลในการวิจัย แต่หลักจริยธรรมนั้นจะไม่ได้เข้ามาควบคุมในส่วนของการตั้งหัวข้องานวิจัย
หัวข้อหรือเนื้อหามันเป็นเรื่องที่นักวิจัยเป็นคนเสนอภายใต้หลักเสรีภาพในทางวิชาการ ว่าเราจะทำเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่วิธีการในการวิจัย มันจะต้องเป็นวิธีการที่ไม่ขัดต่อหลักจริยธรรม คือต้องไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ให้กับสังคม ไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น ไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของคนอื่น อันนี้คือกระบวนการการทำวิจัยเป็นหลัก แต่จะไม่ใช่เรื่องของหัวข้อ หรือเนื้อหาของการวิจัย
ถ้าเกิดว่าจริยธรรมในการวิจัยมันสามารถไปควบคุมอยู่ตั้งแต่หัวข้อที่จะนำเสนอ หรือเนื้อหาที่จะเสนอ มันจะไปล่วงละเมิดเสรีภาพในทางวิชาการทันที จริยธรรมในการวิจัยมันได้แค่ว่า หัวข้อนี้คุณอยากทำ ก็เป็นหัวข้อที่คุณอยากรู้ใช่ไหม คุณก็ทำไป แต่วิธีการที่คุณจะไปใช้ มันต้องเป็นวิธีการที่เหมาะสม ไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้คนอื่น นั่นคือหลักง่ายๆ ของจริยธรรมในการวิจัย
การควบคุมการวิจัยมันเป็นเรื่องปกติที่ทำกัน แต่เวลาที่เราบอกว่า ควบคุมการวิจัย มันไม่ใช่การควบคุมการกำหนดหัวข้อหรือเนื้อหา แต่มันไปควบคุมวิธีการหรือขั้นตอนในการทำวิจัย ซึ่งในระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้มันมีอยู่แล้ว มันไม่ควรจะมีขึ้นไปอีกซ้ำซ้อน พอมันมีขึ้นมาแบบนี้ เราดูอำนาจหน้าที่ นั่นหมายความว่าคุณกำลังเข้าไปคุมในส่วนแรก ก็คือส่วนของการกำหนดหัวข้อหรือการกำหนดเนื้อหา ซึ่งมันไม่ควรจะเข้าไปคุม เพราะมันเข้าไปล่วงละเมิดเสรีภาพในทางวิชาการ มันจะกลายเป็นว่า เราคิดอะไรก็ไม่ได้

⦁ ถ้าวันนี้ ครม.ไม่ได้ให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯกลับไปทบทวน แล้วสุดท้ายถูกบังคับใช้จริง จะส่งผลอย่างไร?
หาก พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ขึ้นมา ก็ไม่ได้ต่างจากการมีกองเซ็นเซอร์งานวิจัย หากมองดูการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่จะถูกพิจารณาในการจะเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ว่าสามารถฉายได้หรือไม่ แต่ในงานวิจัย หลักจริยธรรมปกติที่ถูกใช้นั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกองเซ็นเซอร์ เขายังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกองเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ แต่จะดูขั้นตอนการทำงานมากกว่า เพื่อไม่ให้มันไปละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่น ไม่ให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ซึ่งระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีอยู่แล้ว หรือจริงๆ แล้วมันก็อาจจะยังมีปัญหาอยู่เล็กน้อยที่ต้องแก้นู่นนี่นั่นให้เกิดความชัดเจน แต่ในภาพรวม ก็คือ นี่คือระบบที่เป็นอยู่ในทั่วโลก มันก็เหมือนกับมีตัวคณะกรรมการเซ็นเซอร์วิจัย เนื้อหาวิจัยเลยว่า เนื้อหาแบบนี้ไม่ให้เขียน หัวข้อแบบนี้ไม่ให้เขียน

⦁ อีกประเด็นที่น่ากังวลคือสุดท้ายมันจะถูกตัดสินโดยคณะกรรมการ ในนามของคำว่า ‘ดุลพินิจ’?
เรื่องของศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณีและศีลธรรมอันดี สิ่งเหล่านี้มีความกว้างขวางเป็นอย่างมาก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม เป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งความเหมาะในมุมมองของแต่ละบุคคลก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องใช้ดุลพินิจจากคณะกรรมการเข้ามาตัดสินซึ่งมีความเป็นอัตวิสัย
คณะกรรมการก็คงยืนยันว่าเราก็ต้องยึดหลักความเป็นพหุวัฒนธรรม สังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม แต่สุดท้ายเวลาเป็นหลักการ เราพูดได้ แต่เวลามันเกิดเคสขึ้นมาจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าเขาตัดสินบนพื้นฐานในหลักการเหล่านั้นจริงหรือไม่ สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนพิจารณาเลย ว่าเขาชอบ หรือไม่ชอบ เขาเห็นอย่างไร
เราเรียกว่าเป็นอัตวิสัย มันก็คือความปัจเจก คือแล้วแต่คนคิด บางคนก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมในทางจารีตประเพณี ในทางศาสนา บางคนก็บอกว่ามันเหมาะสม

⦁ นอกจากชอบ-ไม่ชอบ ผ่าน-ไม่ผ่าน ยังมีแนวโน้มว่าจะยิ่งเกิดความล่าช้าในการพิจารณาโครงการวิจัยด้วย?
เนื่องจากในแต่ละปีมีการเสนอโครงการวิจัยเป็นจำนวนมาก หากจะต้องรอคณะกรรมการพิจารณาโครงการทั้งหมดอาจจะไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะนำมาพัฒนาประเทศหรือส่งผลต่อความงอกงามทางวิชาการ
มันย้อนกลับไปเหมือนยุคกลาง ในยุโรป ที่ศาสนจักรมีอิทธิพลมากต่อการพัฒนาองค์ความรู้ แล้วก็พัฒนาองค์ความรู้ในช่วงยุคมืด มันก็ไม่ไปไหนเพราะมีองค์กร หรือคณะกรรมการแบบที่คอยสกัดกั้น คอยระงับ ยับยั้ง ไม่ให้เกิดการตั้งคำถาม ไม่ให้เกิดการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ
ต้องรออีกนานมากถึงจะเป็นยุคแสงสว่างแห่งปัญญา ยุควิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

