แม่สาย จ. เชียงราย
เมืองพระเจ้าพรหม
ปฐมวงศ์พระเจ้าอู่ทอง อยุธยา
สุจิตต์ วงษ์เทศ
น้ำแม่สาย รับน้ำจากดอยขุนน้ำนางนอน ไหลผ่านหุบเขาบริเวณที่เคยเป็นถิ่นฐานบ้านเมือง “เวียงพานคำ” หรือ “เวียงพางคำ” ของพระเจ้าพรหม (อ. แม่สาย จ. เชียงราย ภาพเมื่อ 22 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2545)
อ. แม่สาย จ. เชียงราย ได้ชื่อ “แม่สาย” จากลำน้ำที่ไหลผ่าน คือแม่น้ำสาย (หรือล้านนาเรียกตามประเพณียกย่องลำน้ำเป็นเพศหญิงว่า “น้ำแม่สาย”)
“สาย” หมายถึงสิ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว เช่น ลำน้ำ, ถนน ฯลฯ
แม่น้ำสาย (สมัยก่อนเรียกแม่น้ำละว้า หรือน้ำแม่ละว้า) มีต้นน้ำอยู่ทิวเขาทางตะวันตก บริเวณพรมแดนไทย–พม่า เขตพม่า–ต้นน้ำอยู่ทิวเขาในจังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่อำนาจของกลุ่มไทยใหญ่ เขตไทย–ลำน้ำสาขาจากดอยขุนน้ำนางนอน ด้วยการปันน้ำบางส่วนลงแม่น้ำสาย
ดอยขุนน้ำนางนอน เป็นชื่อใหม่ เพื่อเรียกแทนชื่อเก่าว่า “ผาสามเส้า” (หมายถึงภูเขาหิน 3 ลูก) ประกอบด้วยดอยตุง (หรือดอยปู่เจ้า เป็นดอยพ่อ), ดอยผู้เฒ่า (หรือดอยย่าเจ้า เป็นดอยแม่), และดอยจ้อง (เป็นดอยลูกของปู่เจ้าย่าเจ้า)
ดอยตุง หมายถึง พื้นที่มีน้ำเก็บกักไว้ปริมาณมาก นับไม่ได้จนตุงหรือโป่งพอง ปูดบวมเป็นขุนเขาสูงใหญ่ (ตุง แปลว่า นูน, โป่ง, พอง, เต็ม, ปูดบวม เช่น หนองตุง ในชื่อ เชียงตุงของพม่า หมายถึงหนองน้ำเต็มเปี่ยม) ครั้งสมัยหลังถูกสร้างความหมายใหม่ว่า ธง
บริเวณตัวอำเภอ (แม่สาย) เป็นพื้นที่เมืองโบราณ มี 2 ชื่อทับซ้อนกันจากตำนานสองเรื่อง ดังนี้
เวียงเงินยาง หรือ “หิรัญนครเงินยาง” สร้างโดยกลุ่มปู่เจ้าลาวจก (ตระกูลมอญ–เขมร) อยู่บนยอดดอยตุง ต่อมาไต่บันไดเงินลงไปสร้างเมืองอยู่ตีนดอยตุง (ตามตำนานปู่เจ้าลาวจก)
เวียงพางคำ หรือ “เวียงพานคำ” สร้างโดยกลุ่มสิงหนวัติ (ตระกูลไท–ไต) ย้ายจากเวียงหนองล่ม เพราะถูกน้ำป่าท่วมจมหายไป (ตามตำนานสิงหนวัติ)
แต่ชื่อเวียงเงินยางถูกโอนไปสรวมทับเมืองเชียงแสน (อ. เชียงแสน จ. เชียงราย) ส่วนเวียงพางคำอยู่ในความทรงจำสืบจนปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อน้ำป่าไหลทะลักท่วมตัวอำเภอแม่สาย ก็ต้องท่วมเมืองของพระเจ้าพรหมจมอยู่ใต้น้ำป่าไปด้วย
เวียงพางคำ (ที่แม่สายของพระเจ้าพรหม) อยู่ในตำแหน่งอันตราย เสี่ยงต่อการมีน้ำท่วมฉับพลันเมื่อฝนตกมากและต่อเนื่อง ซึ่งมีประจำ และเป็นที่รับรู้ของประชาชนทุกชาติพันธุ์จากประสบการณ์ตรง ก่อนจะ “สร้างบ้านแปลงเมือง” เมื่อนับพันปีมาแล้ว ดังนั้นการวางผังเมืองจึงเป็นไปเพื่อการจัดการน้ำเป็นสำคัญที่สุด (ไม่เน้นป้องกันข้าศึก) เพื่อหลีกเลี่ยงเป็น “เวียงหนองล่ม” เพราะถูกน้ำป่าทำลาย
[แนวคิดทั้งหลายได้จากบทความหลายเรื่องของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม]
พระเจ้าพรหม มีทายาทชื่อพระเจ้าไชยศิริ แล้วสืบเชื้อสายต่อไปเป็นพระเจ้าอู่ทอง ด้วยเหตุดังนี้ทำให้พระเจ้าพรหมเป็นนามที่เชื่อกันสืบมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ว่าเป็นปฐมวงศ์พระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา
จึงเป็นเหตุให้ประวัติศาสตร์ไทยสมัยก่อน (มากกว่า 80 ปีมาแล้ว) ยกย่องพระเจ้าพรหมเป็น “มหาราช” องค์แรกของไทย แล้วจัดให้พระเจ้าอู่ทองอยู่ในราชวงศ์เชียงราย (ปัจจุบันยกเลิกแล้ว)
น้ำท่วมในพื้นที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567(ภาพจาก https://www. khaosod.co.th/around-thailand/news_9407526)
น้ำท่วมตลาดสายลมจอย อ. แม่สาย จ. เชียงราย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/region/news_4734930)
เมืองเวียงพางคำ ที่แม่สาย
เวียงพางคำ (ที่แม่สาย) มีอายุระหว่าง พ.ศ. 1500-1800 จากการเปรียบเทียบอายุของเมืองโบราณใกล้เคียงบริเวณ อ. แม่จัน จ. เชียงราย (ข้อมูลจากนักโบราณคดี กรมศิลปากร เชียงใหม่)
คูน้ำคันดินเวียงพางคำ อ. แม่สาย จ. เชียงราย มีไว้เบี่ยงเบนน้ำป่าไปทางอื่น เพื่อป้องกันน้ำป่ามหาศาลทะลักล้นท่วมเมือง ดังนั้นคนสมัยก่อนจึงขุดคูน้ำกว้างและลึก ส่วนคันดินถมสูงตลอดบนเนินเขา เพื่อรับน้ำและเบี่ยงเบนน้ำให้กระจายด้วยระบบเหมืองฝายถ่ายน้ำลงสู่เหมืองแดงด้านตะวันออก (ไปทางด่านแม่สาย 2)
ผังเมือง ทำแนวทิศเหนือ–ใต้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเวียงเดิม และเวียงใหม่ที่ขยายเพิ่มภายหลัง
เวียงเดิม ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 550 x 1,550 เมตร
เวียงใหม่ (อยู่ถัดขึ้นไปทางทิศเหนือ) ผังรูปวงรี กว้าง 7,000 x 750 เมตร มีคูน้ำคันดินชั้นเดียว กว้าง 152 เมตร สูง 3 เมตร
ปัจจุบัน ร่องรอยเดิมของเวียงพางคำ ได้แก่ แนวคูน้ำ และคันดิน ซึ่งบางจุดเหลือเพียงคูน้ำลึก เนื่องจากคันดินได้ถูกไถทำลายจนหมดสภาพไป โดยมีหลักฐานที่ยังคงเหลืออยู่ (ข้อมูลจากเทศบาลตำบลแม่สาย อ. แม่สาย จ. เชียงราย) ดังนี้
1. ด้านเหนือ แนวคันดินที่ด้านเหนือของวัดเวียงพาน
2. ด้านตะวันออก แนวคันดินด้านทิศตะวันออกขนานไปกับถนน จนถึงมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง (บ้านป่ายาง)
3. ด้านใต้ แนวคันดินด้านทิศตะวันตกของถนน ซึ่งใช้เป็นแนวเขตของสถานีใบยาสูบแม่สาย
4. ด้านตะวันตก มีหลักฐานสภาพคูน้ำคันดินที่สมบูรณ์มากกว่าด้านอื่น โดยแบ่งเป็นพื้นที่หลังวัดเวียงพาน, หลังโรงพยาบาลแม่สาย, หลังวัดพรหมวิหาร, และหลังสถานีใบยาสูบ

คูเมืองกับกำแพงดินเวียงพางคำ มีถนนพหลโยธินตัดผ่าน แต่เหลือซากเป็นแนวยาวในสวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามถนนคูเมือง (ในภาพ) แนวถนนคูเมือง แยกจากถนนพหลโยธิน อ. แม่สาย จ. เชียงราย (ภาพเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ธันวาคม 2561)
ภาษาและวัฒนธรรมสยาม
ความทรงจำเรื่องพระเจ้าพรหม (เวียงพางคำ อ. แม่สาย จ. เชียงราย) เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังของภาษาและวัฒนธรรมไท–ไต บริเวณโซเมียสมัยเริ่มแรกที่แผ่อำนาจในดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้ ดังนี้
(1.) พระเจ้าพรหม กับ พระเจ้าอู่ทอง ไม่มีตัวตนจริง
(2.) แต่เป็นวีรบุรุษในตำนาน ซึ่งเป็นตัวแทน (หรือสัญลักษณ์) อำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไท–ไต จากลุ่มน้ำสาละวิน (ในพม่า) และลุ่มน้ำโขง (ในลาว)
(3.) ที่เคลื่อนไหวตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ไปทางทิศใต้ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตก บริเวณท่าจีน–แม่กลอง ผสมกลมกลืนเป็นภาษาและวัฒนธรรมสยามของคนหลายชาติพันธุ์ แล้วแผ่ยาวถึงคาบสมุทรตอนบนของภาคใต้ สืบมาจนทุกวันนี้
(4.) ทั้งนี้ เป็นผลจากการค้าสำเภาของจีนแผ่กว้างขวางถึงอ่าวไทย ดึงดูดให้มีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1500
พระเจ้าพรหม วีรบุรุษในตำนานเวียงพางคำ บริเวณโยนก (จากจินตนาการของ “ปิยะดา” พิมพ์ครั้งแรกในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2547)
อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหม อยู่บริเวณหน้าที่ว่าการ อ. แม่สาย จ. เชียงราย
พระเจ้าพรหมถึงพระเจ้าอู่ทอง
พระเจ้าอู่ทอง สืบเชื้อสายจากพระเจ้าไชยศิริ (ทายาทพระเจ้าพรหม เวียงพางคำ) เป็นความทรงจำมีในราชสำนักอยุธยา สืบเนื่องตั้งแต่สมัยต้นๆ (โดยที่สามัญชนคนทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมืองไม่รับรู้ด้วย เพราะมีความทรงจำคนละชุด)
ความทรงจำเหล่านี้เป็นพยานถึงอำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไต–ไท ขยายตามเส้นทางการค้าจากดินแดนภายใน ลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สมัยอยุธยา
1. ราชสำนักพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091-2111) เชื่อว่าเชื้อสายพระเจ้าพรหมองค์หนึ่ง คือ ไชยศิริ เป็นบรรพชนของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา
พบหลักฐานจากชื่อบ้านนามเมือง พระมหาจักรพรรดิยกบ้านท่านา (ริมแม่น้ำท่าจีน) ขึ้นเป็นเมือง ให้ชื่อว่า เมืองนครไชยศรี ตามนามบรรพชนว่าไชยศิริ
2. ราชสำนักพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2199) เชื่อว่าพระเจ้าพรหม (แห่งโยนก) เป็นบรรพชนของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา
วัน วลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา อยู่ในอยุธยา (พ.ศ. 2176-2185) ฟังคำบอกเล่าจากนักปราชญ์ราชสำนักพระเจ้าปราสาททอง แล้วบันทึกว่า “มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ พรหมเทพ…เป็นผู้สร้างอาณาจักรสยาม เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรก…” (จากหนังสือ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต พ.ศ. 2182)
3. ราชสำนักพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199-2231) เชื่อว่าเชื้อสายพระเจ้าพรหม คือ ไชยศิริ เป็นบรรพชนของพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา มีบันทึกในเอกสารฝรั่งเศส 2 เล่ม ได้แก่ (1.) บาทหลวงตาชาร์ด และ (2.) ลาลูแบร์
4. นักปราชญ์ล้านนา เชื่อว่าเชื้อสายพระเจ้าพรหม (แห่งโยนก) โยกย้ายลงไปสถาปนาอยุธยา มีบันทึกใน พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน แต่งในล้านนาราวหลัง พ.ศ. 2200
สมัยรัตนโกสินทร์
5. กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์พระราชพงศาวดารสังเขป ว่า พระเจ้าอู่ทองเป็นเชื้อสายพระเจ้าพรหม (แห่งโยนก) โดยจับเรื่องในตำนานสิงหนวัติ รวมกับนิทานท้องถิ่นกำแพงเพชร
เริ่มด้วยกษัตริย์เมืองเชียงรายพ่ายศึก ได้อพยพชาวเมืองเชียงรายหนีลงมาทางทิศใต้ แล้วสร้างบ้านเมืองใหม่บริเวณเมืองแปบ (ซึ่งเป็นเมืองร้างอยู่ริมแม่น้ำปิง อยู่คนละฟากเมืองกำแพงเพชรปัจจุบัน) ภายหลังให้ชื่อใหม่ว่าเมืองไตรตรึงษ์
ต่อมามีลูกเขยเป็นสามัญชนคนเข็ญใจชื่อนายแสนปม ได้เป็นกษัตริย์เมืองเทพนครพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าไชยศิริ มีโอรสชื่อเจ้าอู่ทอง ซึ่งต่อมาคือผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา
6. ร.4 ทรงเชื่อเรื่องเชื้อสายวงศ์ของพระเจ้าพรหมมาสร้างอยุธยา (ตามพระราชพงศาวดารสังเขป ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส)
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องนี้ว่า “มีพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้หมอดีนส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือไจนีสเรโปสิตอรี ที่เมืองกิ่งตัง เมื่อปีกุญ จุลศักราช 1213 พ.ศ. 2394 ว่าพระเจ้าอู่ทอง เปนราชบุตรเขยของพระเจ้าศิริไชยเชียงแสน ได้รับราชสมบัติสืบพระวงศ์ทางพระมเหสี ครองราชย์สมบัติอยู่ 6 ปี เกิดโรคห่าขึ้นในพระนคร จึงย้ายมาตั้งราชธานีที่เมืองศรีอยุธยา” (ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพ พิมพ์อยู่ในหนังสือ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา)

