ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
ตอบให้
จากประวัติศาสตร์สู่การเมืองไทย
ทำไม ‘พม่า’ คือจำเลย?
มาเต็มๆ มาจุกๆ แทบทุกวันตลอดสัปดาห์
สำหรับประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับ ‘เมียนมา’ หรือพม่า ตามภาษาปากที่คนไทยคุ้นเคย
ไม่ว่าการปราชัยพ่ายศึกเลือกตั้งซ่อมของพรรคประชาชน เขต 1 พิษณุโลก ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งมาจากถ้อยคำอภิปรายในสภาของ ส.ส.แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ ที่มาเต็มตั้งแต่คอสตูมจนถึงเนื้อหาเข้มข้น หวังรัฐบาลไทยรับรองชาวเมียนมาที่หนีร้อนจากสงครามภายในโดยให้สิทธิการเข้าถึงการศึกษา อีกทั้งให้ใบอนุญาตชั่วคราวบุคลากรทางการแพทย์ของเมียนมาเข้ามารักษาชาวพม่าในไทย
นำไปสู่แฮชแท็ก #พรรคประชาชนพม่า จนเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงด่วนๆ
ย้อนไปก่อนหน้านี้ เมื่อมีถ้อยแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ก็มีผู้ตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีคำว่า เมียนมา หรือพม่า ปรากฏเลย ทั้งที่เป็นปัญหาการต่างประเทศอันดับ 1
ขณะที่ข่าวสารอันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านปรากฏถี่ขึ้นทุกขณะ แม้แต่ ส.ส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก จากสังกัดที่เจอแฮชแท็กพรรคประชาชนพม่า ลุกขึ้นฉะกลางสภา ว่าชาวพม่ายึดตลาดบางบอน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จัดการตามกฎหมาย ซ้ำยังเก็บส่วยรีดไถให้ถอดแหวนถอดสร้อยอีกต่างหาก
บรรยากาศเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่สงครามกลางเมืองในเมียนมายังคงดำเนินไป ทำลายทั้งสันติภาพและเศรษฐกิจ
“เมียนมาถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทุกคนอยากให้ประเทศสงบ เพื่อที่จะสามารถสร้าง connectivity ของเอเชียได้”

คือคำอธิบายของ ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ให้คอมเมนต์สื่อในประเด็นการเมืองอันร้อนแรงบ่อยครั้ง ทว่า สาขาที่เชี่ยวชาญแท้จริงยิ่งกว่า คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาวะข้ามชาติและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ สหราชอาณาจักร ด้วยทุนรัฐบาลไทย กับวิทยานิพนธ์หัวข้อ Indian Soft Power ที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“เมียนมาคือประเทศที่อินเดีย concern มาก เพราะเส้นทางหลวงที่จะเชื่อมไปอินเดีย เมียนมา มาไทย ถ้าวันหนึ่งเสร็จเรียบร้อยจะกลายเป็นเส้นทางที่เชื่อม 2 ภูมิภาค คือ เอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน” ผศ.ดร.ปิยณัฐขยายความถึงความสัมพันธ์ และความสำคัญอันเชื่อมร้อยแบบไตรภาคี
ว่าแล้วต้องขอชวนปุจฉา-วิสัชนา ถึงปมปัญหาที่ดูเหมือนว่าพม่าจะไม่เคยเลือนหายจากประวัติศาสตร์ความทรงจำของคนไทย ตั้งแต่ยุคโบราณกาลครั้งกรุงเก่าถูกเผาทำลาย แม้หลักฐานทางโบราณคดีในปัจจุบันไม่สอดคล้องเด่นชัดว่าพม่าเผากรุงศรีอยุธยาจนวายวอดเหี้ยนเตียน
ครั้นตัดภาพมายังสังคมการเมืองร่วมสมัย ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านชิดใกล้ที่ย่อมมีจังหวัดกระทบทั่งอย่างลิ้นกับฟัน โดยเฉพาะเมื่อมีการไหลบ่าของผู้คนจากสงครามที่ยืดเยื้อ และการเข้ามาเป็นแรงงานทั้งถูกกฎหมายและลักลอบเข้าเมือง
เมื่อมองสถานการณ์ภาพรวมในขณะนี้ รวมถึงความมุ่งหวังสูงสุด นักวิชาการท่านนี้เผยว่า อยากเห็นการทูตภาคประชาชนมากขึ้น

“ในด้านความเข้าใจ รัฐเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสร้างการขับเคลื่อน แต่ความเข้าใจกันระหว่างประชาชนมันจะทำให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือไปด้วยกัน จะทำอย่างไรในเรื่องที่จะมีบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทูตภาคประชาชน จากอุบลฯนี่แหละ คนมักมองว่าการทูตต้องเป็นกรุงเทพฯไปสู่ที่อื่น แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง เราเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านได้เช่นเดียวกัน”
ผศ.ดร.ปิยณัฐเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด เติบโตท่ามกลางพหุวัฒนธรรม ด้วยพื้นที่แนบชิดกับพรมแดนลาว และไม่ห่างไกลจากเวียดนาม
จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วได้ทุนรัฐบาลอินเดียไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ
ประสบพบเจอและเรียนรู้ซึ่งความหลากหลายของผู้คน มีเพื่อนผองที่มาจากประเทศซึ่งอยู่ในไฟสงคราม และพยายามแสวงหาโอกาสที่ดีในชีวิต
“อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ตอนนี้ประชากรอันดับ 1 ของโลกแซงจีน จีดีพีก็ขยับ ภายในปี 2030 น่าจะขึ้นไปเป็นอันดับ 3 ของโลก เรื่องอารยธรรมไม่ต้องพูดถึง เรื่องเทคโนโลยีที่ตอนนี้ไปดวงจันทร์แล้ว การผลิตยา เทคโนโลยีทางการแพทย์ค่อนข้างไปไกล เลยคิดว่าเราควรมองมหาอำนาจใหม่ๆ ที่จะขึ้นมามีบทบาทในอนาคต เลยลองเลือกเรียนวิชาการต่างประเทศของเอเชียใต้ อย่างอินเดียตั้งแต่ปริญญาตรี พอจบแล้วได้รับทุนรัฐบาลอินเดีย รู้สึกว่ามันเป็นสังคมที่หลากหลายมาก แต่เขาก็พยายามบาลานซ์ ภาษาพูด 2,000 ภาษา ภาษาราชการ 22 ภาษา มีหลากหลายศาสนา แต่ท้ายที่สุดก็ขับเคลื่อนความหลากหลายนี้ ก้าวผ่านจากประเทศยากจนสู่มหาอำนาจที่น่าจับตามองได้ จึงคิดว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจ เลยเลือกไปเรียน และเจาะเรื่องนโยบายต่างประเทศของอินเดียมาโดยตลอด ว่าเขามองภูมิภาคของเราอย่างไร” ผศ.ดร.ปิยณัฐย้อนเล่าเส้นทางครั้งยังเป็นนักศึกษา
ก่อนตัดภาพกลับมายังเมียนมา ทั้งในและนอกสภา ทั้งในตลาดร้านรวง และบริบทประวัติศาสตร์สังคมไทยด้วยคำตอบจากมุมมองเชิงวิชาการที่ชวนฟังอย่างยิ่ง

⦁ หลายภาคส่วนร่วมวิเคราะห์กันไปแล้ว แต่อยากถามซ้ำ ว่าการอภิปรายของ ส.ส.แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ ในประเด็นเมียนมา คิดว่ามีส่วนทำให้พรรคประชาชนพ่ายการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 1 พิษณุโลก ตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตหรือไม่? ถึงขนาดที่นักวิชาการบางท่านแนะให้พรรคกลับมาทบทวนท่าทีในประเด็นนี้อย่างจริงจัง?
ในส่วนนี้หากมองเข้าไปในการเมืองของพิษณุโลกปัจจุบัน ผมมองว่าจริงๆ แล้วการเมืองแบบอิงชาตินิยมยังคงเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน หลายประเทศเวลาจะมีการจัดการเลือกตั้ง การเอาประเด็นด้านชาตินิยมเป็นหลัก อาจทำให้ส่วนหนึ่งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติมาก่อน
ดังนั้น นี่อาจไม่ใช่เรื่องของพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกร่วมของคนในประเทศที่อาจจะมองถึงการปกป้องผลประโยชน์ของชาติมาก่อน จึงทำให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พรรคประชาชนไม่สามารถชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ และอีกทางหนึ่งก็อาจเพราะกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลอยู่เดิมของพิษณุโลกเอง ซึ่งพรรคประชาชนก็พยายามที่จะขึ้นมามีบทบาทในหลายๆ ที่ ในการเลือกตั้งระดับจังหวัด หรือระดับภูมิภาค แต่ยังคงต้องต่อสู้กับพรรคที่มีประสบการณ์มานานกว่า
ยิ่งปัจจุบันเพื่อไทยเป็นพรรครัฐบาลด้วย การได้ ส.ส.ที่อยู่ในพรรครัฐบาลอาจทำให้คนในพื้นที่มองว่าโอกาสที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ โอกาสที่จะได้เข้าถึงนโยบายต่างๆ จะเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
⦁ ก่อนหน้านี้ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อดีตที่ปรึกษาของพรรคก้าวไกล บุตรชายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาตั้งคำถามว่า ใน 10 ข้อ ในถ้อยแถลงนโยบายของ ครม.แพทองธาร ไม่ปรากฏคำว่า เมียนมา หรือพม่า เลยทั้งที่เป็นปัญหาการต่างประเทศอันดับ 1 ส่วนตัวมองอย่างไร?
ผมขออนุญาตตอบด้วยหลักการก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า Transnationalism หรือภาวะข้ามชาติ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก คือมีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่ง คนเหล่านี้ถูกผลักออกไปยังประเทศอื่น โดยอาจเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือความขัดแย้งภายใน ทั้งไปแบบถูกกฎหมาย ซึ่งได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล การเข้าถึงการศึกษาจากประเทศที่ตนเองไปอยู่ และแบบลักลอบเคลื่อนย้ายไปโดยไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งมีผลกระทบหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการถูกกดขี่จากนายจ้าง เนื่องจากไม่กล้าไปเข้ารับบริการสาธารณะต่างๆ
นอกจากนี้ แทนที่รัฐจะเก็บภาษีจากคนที่เข้ามาทำงานในระบบได้ ปรากฏว่าไม่สามารถเก็บได้ ซึ่งพอเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ อย่างที่คุณฟูอาดี้บอกว่า ทำไมไม่มีการพูดถึงในคำแถลง ผมว่าส่วนหนึ่งมันค่อนข้างเปราะบางในมิติทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะไทยกับเมียนมามีพรมแดนติดกันกว่า 2,400 กม. เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเรามาก และยังเป็นสมาชิกในกรอบความร่วมมือที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน แม้มีความขัดแย้งในเมียนมา มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งยูเอ็นออกมารายงานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต มีผู้ได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ ผมมองว่าในขณะที่ไทยเราเองจะต้องปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของรัฐตัวเองไปด้วย มันก็มีสิ่งที่ไทยยังคงต้องพยายามคุยกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อขยับในเรื่องของ Economic Diplomacy คือการทูตทางเศรษฐกิจซึ่งเมียนมาเป็นเกตเวย์สำคัญในการเชื่อมต่อ อย่างกรณีทางหลวงไตรภาคี อินเดีย เมียนมา ไทย ซึ่งยังเปิดไม่ได้ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบ รัฐบาลไทยเองต้องบาลานซ์ความรู้สึกกับรัฐบาลเมียนมาไปด้วย จึงอาจทำให้รัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลยุคปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศ ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ในเมียนมา แต่เน้นเรื่องเศรษฐกิจ
ผมมองว่า การทูตทางเศรษฐกิจอาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา แทนที่ไทยเราจะไปจี้จุดตรงๆ ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่เรานำเรื่องเศรษฐกิจเข้าไปแทน เมื่อคนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มันอาจจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งในประเทศด้วย นี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีการที่ไทยกำลังทำอยู่โดยไม่ได้ใช้กลไกทางการเมือง แต่ใช้กลไกทางเศรษฐกิจแทนการกดดันทางการเมือง
หลายๆ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาจเพราะบางภูมิภาคไม่ได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร คนอาจไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่มีงานทำ ไม่มีสินค้านำไปจำหน่าย แต่เมื่อนำการพัฒนาเข้าไปในส่วนนั้น อาจช่วยให้คนในพื้นที่ลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น และผ่อนคลายความตึงเครียดในประเทศ
⦁ กระแสโซเชียลต้านพม่าดูเหมือนแรงมาก คิดว่าผู้คนที่เจอในชีวิตจริงตามตลาด บนท้องถนน คิดสอดคล้องกันจริงหรือไม่?
ประเด็นนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพราะโซเชียลกระแสมาไวไปไว แล้วพอเห็นจุดจุดหนึ่งซึ่งตัวเองอาจจะไม่ได้อยู่ในจุดที่เกิดปัญหา ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่เอาความคิด ความรู้สึก ณ จุดหนึ่งที่ตัวเองอยู่ลงไประบาย หลายจุด คนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา หรือไทย-เมียนมา ผู้คนในพื้นที่หลายครอบครัวมีญาติพี่น้องที่ข้ามกันไปข้ามกันมา ดังนั้น สิ่งที่เป็นความขัดแย้งมันอาจไม่ใช่ความขัดแย้งในพื้นที่ แต่เป็นความขัดแย้งซึ่งคนที่อยู่ไกลๆ มองเข้าไป
ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้วเราอาจต้องกลับมาดูว่าคนในพื้นที่มองปัญหานี้อย่างไร เขารับรู้กันอย่างไร แล้วแยกให้ออกว่าอันไหนคือความรู้สึกในโลกโซเชียล อันไหนคือความรู้สึกของคนพื้นที่จริงๆ

⦁ รัฐบาลควรรับมืออย่างไรจึงจะส่งผลดีต่อประเทศชาติ โดยสอดคล้องหลักการสากลทั้งการจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ และกระแสกดดันให้ผลักดันออกนอกประเทศ?
เวลาเรามองในมุมนี้อาจจะลองดูว่ารัฐบาลจะทำอะไรได้บ้าง ผมก็ยังคงยืนยันว่า ผลประโยชน์แห่งชาติยังเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันการมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่เดือดร้อนก็เป็นหนึ่งในหลักมนุษยธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนที่เราควรให้ความคุ้มครองกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ผมว่าเราอาจจะเริ่มได้ด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 รัฐบาลอาจต้องเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนที่อพยพเข้ามา ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นตัวแทนในการประสานกับยูเอ็น หรือองค์กรผู้ลี้ภัยต่างๆ ซึ่งสหประชาชาติมีช่องทางที่จะนำผู้อพยพลี้ภัยทางการเมือง หรือภัยความมั่นคงไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งมันมีกลไกกระบวนการตรงนั้น ไทยเองอาจรับบทเป็นสื่อกลางในการเชื่อมประเทศ ภูมิภาค หรือองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญ
ในส่วนที่ 2 เมื่อรัฐบาลเห็นปัญหาแล้วว่าเกิดความรู้สึกในหมู่พี่น้องประชาชนคนไทยเกี่ยวกับการเข้ามาของคนต่างชาติ ผมว่าการที่นำเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาในระบบ อาจเป็นโอกาสดีโอกาสหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยของเราได้มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานอย่างตรงไปตรงมา ว่าตอนนี้เรามีแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเท่าไหร่ และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทไหนบ้าง แล้วจัดระบบ อาจให้มีภาษี หรืออะไรที่มาจากนายจ้างเพื่อปันกลับเป็นสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล หรือสิทธิที่เขาพึงจะมีได้ พอเข้าสู่ระบบก็อาจช่วยให้ประเทศบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น
⦁ วาทกรรม ‘พม่าแย่งงานคนไทย’ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร?
เรามักกังวลว่าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจะมาแย่งงานคนไทย แต่พอดูเนื้องานจริงๆ งานที่แรงงานเหล่านั้นเข้ามาทำ หลายอาชีพคนไทยไม่ทำอยู่แล้ว คือพอมาวิเคราะห์กันจริงๆ มันก็มีพื้นที่สำหรับการเปิดรับ work force หรือกำลังคนมาช่วยในงานที่คนไทยไม่ทำ ท้ายที่สุดแรงงานกลุ่มนี้ก็เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
ไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอยู่แล้ว มีการเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เมียนมา รวมถึงกลุ่มโลกมุสลิม ความเป็นพหุวัฒนธรรมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองไทยที่หลอมรวมผู้คนให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ ขณะที่คนไทยก็ไปเป็นผีน้อย เป็นแรงงานในประเทศต่างๆ เราเองก็มีความรู้สึกห่วงใยคนเหล่านั้นเหมือนกันว่าการที่เข้าไปอยู่ในประเทศนั้นๆ จะถูกกดขี่หรือเปล่า ได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ การเข้าไปในลักษณะนั้น โอกาสที่จะถูกละเมิด หรือเอารัดเอาเปรียบ มีค่อนข้างเยอะ พอมองกลับมาที่แรงงานต่างชาติในไทยก็มีคนเหล่านี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้น การนำพวกเขาขึ้นมาในระบบจะช่วยให้อยู่ได้อย่างเป็น Global Citizen หรือพลเมืองของโลก โดยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศ
ในหลายประเทศก็มีการเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาด้วยวีซ่าทำงาน มีการรายงานตัวอย่างถูกต้อง ซึ่งจริงๆ ไทยก็ทำอยู่แล้ว แต่ก็มีพื้นที่ตกสำรวจ กลุ่มคนที่ตกไปนี่แหละผมว่าเราอาจต้องดูแลให้มาเข้าระบบชัดเจนขึ้น

⦁ เทรนด์โลกที่ขณะนี้ ‘อนุรักษนิยม’ มาแรง แม้แต่ในสหรัฐ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชาตินิยมสุดโต่งที่หวนกลับมาในภูมิภาคอื่นของโลกหรือไม่?
ผมว่าเกี่ยวเหมือนกันนะ อนุรักษนิยมกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งหลังจากมีคอนเซ็ปต์การเปิดกว้าง พอเปิดเยอะเกินไป ปรากฏว่าพื้นที่ของคนที่อยู่ในประเทศเดิมลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ดูจากการเลือกตั้งอินเดียล่าสุด ที่พรรคชาตินิยมฮินดูชนะการเลือกตั้งมา 2 ครั้ง แต่พอครั้งที่ 3 เมื่อคนเห็นว่ามันดิ่งเกินไป มันจึงตีกลับได้เหมือนกัน คือพออนุรักษนิยมสุดโต่งแล้วมันจะมีแรงค้านเข้ามา
อนุรักษนิยมมันเป็นกระแสที่มาแรง ซึ่งท้ายที่สุดพอเอาชาตินิยมเป็นหลักมากเกินไปจนลืมว่าเราทุกคนเป็นพลเมืองโลก เท่ากับว่ากำลังผลักคนอื่นออกไป แล้วอยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างเดียว ซึ่งโลกปัจจุบันเป็นไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ วันหนึ่งเราอาจต้องไปอยู่ในประเทศของคนอื่นก็ได้
⦁ กรณีศึกษาจากประเทศที่เจริญแล้วซึ่งย่อมเจอปัญหาแนวนี้มาก่อนไทยแน่นอน เขาบริหารจัดการอย่างไร เมื่อมีผู้ #ย้ายประเทศ ไปทำงาน หรือถึงขั้นลงหลักปักฐาน?
กรณีของสหราชอาณาจักรก็มีความเห็นของคนในประเทศเหมือนกันว่าพอเปิดประเทศเป็นอียู สหภาพยุโรป (European Union : EU) ทำให้คนจากต่างประเทศเข้าไปทำงานกันเยอะขึ้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลของประเทศที่มีผู้อพยพเข้าไปเยอะๆ ทำคือการลงทะเบียน ซึ่งทำให้บุคคลเหล่านี้มีชื่อ มีตัวตน รัฐสามารถดูแล เก็บภาษี รวมถึงควบคุมนายจ้างที่เป็นบริษัท หรือผู้ประกอบการใหญ่ๆ ให้รับผิดชอบด้วย
โอเคว่าเรื่องผลกำไรของบริษัทก็ว่ากันไป แต่เขาก็ต้องมองกลับเข้ามาในตัวแรงงานที่จ้างด้วย ประเทศต่างๆ ก็มีความพยายามตรงนี้ หนึ่งคือเพื่อปกป้องคนในประเทศ ขณะเดียวกันก็ปกป้องแรงงานด้วย โดยให้ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานรับผิดชอบในส่วนนั้น เนื่องจากหากต้องการลดต้นทุนโดยเอาแรงงานต่างชาติเข้ามา ท้ายที่สุดกลายเป็นว่าผู้ประกอบการได้กำไร แต่รัฐต้องมาแบกรับความเสี่ยงรวมถึงแรงงานเองก็ไม่ได้นับสวัสดิการเท่าที่ควร
ผมว่าเราต้องมีการทำงานแบบ Public-Private Partnership คือ รัฐและภาคเอกชนต้องจับมือกัน ร่วมมือกันขึ้นทะเบียนแรงงานหรือผู้อพยพเหล่านี้ให้ชัดที่สุด

⦁ อาจย้อนไกลไปหน่อย แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างไทยและเพื่อนบ้าน จากภาพจำในแบบเรียน อย่าง ‘พม่าเผากรุง’ เกี่ยวไหม ในทัศนคติมุมมองของคนไทยที่มีต่อชาวเมียนมาในวันนี้?
ผมว่าแบบเรียนก็เกี่ยวส่วนหนึ่ง แต่ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลมันมีช่องทางหลากหลายมากขึ้น ประวัติศาสตร์บาดแผลที่เราเคยเรียนรู้มาเดิมๆ กับแนวคิดใหม่ที่เข้ามา ก็อาจบาลานซ์ความคิดเดิมได้พอสมควร แต่ถ้าเราลองมองเข้าไปดูจริงๆ ในสหภาพเมียนมา ก็ไม่ได้มีแต่กลุ่มชาติพันธุ์พม่า แต่ยังมีกลุ่มอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคะฉิ่น กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ฯลฯ ซึ่งเราไม่สามารถเหมารวมได้ว่านี่คือพม่าที่เข้ามามีข้อขัดแย้งกับรัฐ หรืออาณาจักรของไทยในอดีต ซึ่งความเป็นอาณาจักร หรือรัฐก่อนเป็นรัฐชาติ การทำสงครามยื้อยุดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปกติอยู่แล้ว
เราเองก็ยกทัพไปตีเขา เขาก็มาตีเรา อะไรอย่างไรนี้ คือถ้ายังติดอยู่ในวังวน ในข้อมูลชุดเดิมก็จะไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกของประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งนี้ไปได้
เราควรเห็นใจเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนที่อยู่รอบข้าง ด้วยความที่ไทยค่อนข้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมว่าแทนที่จะมองคนจากประเทศอื่นในฐานะขั้วตรงข้าม มามองกันในฐานะเพื่อน ว่าจะทำอย่างไรเพื่อนบ้านจึงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ปัญหาการไหลเข้ามาในประเทศเราลดน้อยลง
นอกจากนี้ ไทยเราถ้าอยู่เดี่ยวๆ ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าไปรวมกับอาเซียน ก็ย่อมมีอำนาจในการต่อรองเยอะขึ้น
⦁ แผนระยะยาวในการป้องกัน แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในลักษณะนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนในเจเนอเรชั่นต่อไป?
ผมคิดว่าจำเป็นมากในการทำให้พลเมืองรุ่นใหม่มีสิ่งที่เรียกว่า Global Literacy คือ การตระหนักรู้ในความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันของคนที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ไม่เอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น ความพยายามอยู่ด้วยกันอย่างสันติในโลกใบนี้คือสิ่งสำคัญมาก เพราะความเป็นโลกาภิวัตน์ที่เข้ามามันทำให้การเดินทางจากเดิมที่ยากลำบาก ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของโลก อีกมุมหนึ่งก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว มันยิ่งทำให้คำว่า ไร้พรมแดน ชัดเจนยิ่งขึ้น พอพรมแดนถูกสลายไปมากขึ้น เราต้องทำให้พลเมืองยุคใหม่เข้าใจถึงความหลากหลายในโลก
ในระดับอุดมศึกษา หลายมหาวิทยาลัยมีการปรับตัว เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเองก็มีวิชา Global Literacy ให้นักศึกษาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เพื่อทำความเข้าใจในภูมิภาคต่างๆ ของโลก และแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในโลกพหุวัฒนธรรม
ผมว่านอกจากระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ในการศึกษาพื้นฐานระดับประถมและมัธยมศึกษา การทำความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายของโลกคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่จะต้องเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การรับสื่อต่างๆ การเปิดโลกผ่านสื่อออนไลน์ก็เป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่โลกสมัยใหม่ได้เช่นกัน

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

