หน้าแรก ประชาชื่น สหรัฐ งัดกฎหม...

สหรัฐ งัดกฎหมาย FEPA สกัดรีดไถสู้คอร์รัปชั่นโลก

26.09.24 | 12:40 น.

สหรัฐ งัดกฎหมาย FEPA
สกัดรีดไถสู้คอร์รัปชั่นโลก

ต้นเดือนกันยายนที่เพิ่งผ่านมา ปรากฏข่าวครึกโครมและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเทศไทย คือ คดีสินบนข้ามชาติ “เดียร์ แอนด์ คอมพานี” (Deere & Company) ซึ่งดำเนินธุรกิจรถแทรกเตอร์ในชื่อ “จอห์น เดียร์”

ที่ตกลงยอมจ่ายเงิน 9.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 336 ล้านบาท) ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) หรือ ก.ล.ต.สหรัฐ เพื่อยุติคดีการจ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่ของไทย แลกกับผลตอบแทนทางธุรกิจ

โดย ก.ล.ต.สหรัฐ ระบุว่า ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานของบริษัท เวิร์ทเก้น (ประเทศไทย) จำกัด (Wirtgen (Thailand) Co.,Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเดียร์ ได้จ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานของไทย

ซึ่งรวมถึง “กองทัพอากาศไทย” และ “กรมทางหลวง” แม้ว่าจะมีกฎระเบียบของบริษัทห้ามการให้สิ่งใดๆ อย่างไม่เหมาะสม เพื่อให้มีอิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข่าวระบุว่า เวิร์ทเก้นได้จ่ายสินบนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 ไปจนถึงปี 2563 ในรูปของเงินสด

Advertisement

การเลี้ยงอาหาร การจ่ายเงินในรูปค่าที่ปรึกษา การพาเที่ยวต่างประเทศโดยอ้างว่าไปดูงานในสวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆ ในยุโรป รวมทั้งการให้ความบันเทิงในสถานอาบอบนวด

พฤติกรรมของเดียร์ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการบัญชีภายในของกฎหมายต่อต้านการให้สินบนของรัฐบาลกลางสหรัฐ หรือพระราชบัญญัติการทุจริตในต่างประเทศ (Foreign Corrupt Practices Act-FCPA)

แต่ถึงแม้สหรัฐจะมี พ.ร.บ.การทุจริตในต่างประเทศ ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการคดโกงและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของคนกินสินบาทคาดสินบน ดังเช่นข่าวที่ปรากฏ ดังนั้น สหรัฐจึงออก พ.ร.บ.ป้องกันคอร์รัปชั่นตัวใหม่มาเพิ่มเติมอีก คือ Foreign Extortion Prevention Act (FEPA) นัยว่าเพื่อเอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่นที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสังคมประเทศชาติ ไม่เฉพาะชาติอเมริกาแต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย

หากถามว่า Foreign Extortion Prevention Act (FEPA) กฎหมายที่ออกมาใหม่นี้คืออะไร? คำอธิบายมีว่าเป็นกฎหมายใหม่ของสหรัฐ ที่เพิ่งออกเมื่อเดือนธันวาคม 2566 เรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ “กฎหมายป้องกันการรีดไถจากต่างชาติ”

สำหรับสู้กับการคอร์รัปชั่นทั่วโลก กฎหมายนี้บัญญัติมาภายใต้ พ.ร.บ.การอนุญาตการป้องกันประเทศ (National Defense Authorization Act) เพื่อเอาผิดข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศอื่นๆ ที่เรียกรับหรือรับสินบนจากบริษัทหรือบุคคลจากสหรัฐ

เดิมสหรัฐมีกฎหมายเอาผิดกับการคอร์รัปชั่นอยู่แล้วคือ Foreign Corrupt Practices Act-FCPA ที่ประกาศและบังคับใช้มาก่อนตั้งแต่ปี 2520 ประมาณ 47 ปีมาแล้ว โดยให้อำนาจกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาในการลงโทษบุคคลและนิติบุคคลสัญชาติสหรัฐ หรือบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐ ซึ่งกระทำความผิดในเรื่อง (1) การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ (2) การบันทึกบัญชีที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าความผิดนี้จะเกิดขึ้นภายในหรือนอกประเทศสหรัฐ ก็ตาม

ซึ่งบทลงโทษของ FCPA มีทั้งการจำคุกและการปรับเงิน ตัวอย่างการบังคับใช้ FCPA สำหรับการติดสินบนในประเทศไทย เช่น คดีสินบนเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ผู้จัดงานชาวสหรัฐถูกสั่งจำคุกและปรับเงินสำหรับการติดสินบนอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือกรณีโรลส์รอยซ์จ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศอื่นๆ ทำให้โรลส์รอยซ์โดนปรับไปกว่า 800 ล้านดอลลาร์

ขณะที่กฎหมายที่ออกใหม่ Foreign Extortion Prevention Act(FEPA) แปลเป็นไทยได้ว่า “กฎหมายการป้องกันการรีดไถจากต่างชาติ” เพิ่งประกาศใช้เมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นการให้อำนาจแก่รัฐบาลสหรัฐ ในการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ

ในต่างประเทศ ที่ร้องขอหรือมีการรับสินบนแลกกับการให้ประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม แก่บุคคลและนิติบุคคลสัญชาติสหรัฐ หรือบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐ ซึ่ง FEPA กำหนดบทลงโทษทั้งเรื่องการจำคุกสูงสุด 15 ปี และการปรับเงินไม่เกิน 250,000 เหรียญสหรัฐ

หรือ 3 เท่าของมูลค่าสินบน ทั้ง FCPA และ FEPA มีวัตถุประสงค์ในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นเหมือนกัน แต่ถือเป็นกฎหมายคนละฉบับ และมีความแตกต่างในเนื้อหาและขอบเขต กล่าวคือ FCPA เอาผิดบริษัทและบุคคลที่ติดสินบน (ผู้ให้) แต่ FEPA เพิ่มอำนาจให้สหรัฐ เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐต่างชาติที่เรียกรับสินบน (ผู้รับ) ดังนั้น กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ จึงไม่ได้มีไว้ทดแทนกัน แต่เป็นการเติมเต็มอำนาจในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นของสหรัฐ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาพลักษณ์เชิงลบในเรื่องคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่อดีต ผลสำรวจขององค์กรระหว่างประเทศด้านความโปร่งใส (Transparency International) ตั้งแต่ปี 2557-2566 ประเทศไทย

มีคะแนนความโปร่งใสอยู่ระหว่าง 35-38 จาก 100 คะแนน หรือพูดได้ว่ามีความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่นที่ค่อนข้างสูง โดยในปี 2566 ไทยอยู่ในลำดับที่ 5 จาก 10 ประเทศของอาเซียน (ไม่รวมประเทศบรูไน) โดยมีคะแนนน้อยกว่าสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และติมอร์-เลสเต

เมื่อเทียบในระดับโลกแล้ว ประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศเซียร์ราลีโอน สาธารณรัฐโดมินิกัน หรือประเทศปานามา ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงด้านการคอร์รัปชั่นที่ค่อนข้างสูง และเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย FEPA ของสหรัฐ

โดยกลุ่มบุคคลที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลใดๆ ที่ทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่รัฐในการเรียกรับ หรือรับสินบน เพราะจะโดนบทลงโทษ 2 ต่อ คือ ทั้งในไทยและจากสหรัฐ

ในเบื้องต้น กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย FEPA มี 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.บุคคลและนิติบุคคลจากสหรัฐ รวมถึงบริษัทที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐ ในประเทศไทย ซึ่งจะอยู่ภายใต้กฎหมาย FEPA (รวมถึงกฎหมาย FCPA) โดยตรง

2.บุคคลและนิติบุคคลที่ทำธุรกิจกับกลุ่มที่ 1 และมีการติดต่อกับหน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ (เช่น ตัวแทนจำหน่าย ผู้รับต่อใบอนุญาต ผู้รับจ้างดำเนินการพิธีการทางศุลกากร) 3.เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศไทย ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่เกษียณอายุ

อดีตเจ้าหน้าที่ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว นักการเมือง หรือบุคคลทางการเมืองอาวุโส ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่และไม่ได้อยู่ในหน้าที่ แต่ถ้ามีการเรียกรับหรือรับสินบน ก็จะนับว่าผิดกฎหมาย FEPA ทันที 4.บุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ 3

และมีการเรียกรับหรือรับสินบนแทนกลุ่มที่ 3 (เช่น คนในครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ล็อบบี้ยิสต์ ที่ปรึกษาทางการเมือง) ซึ่งกฎหมาย FEPA จะครอบคลุมคนกลุ่มนี้ด้วย

สำหรับกลุ่มที่ 1 และ 2 กฎหมาย FEPA อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะทั้งสองกลุ่มนี้ต้องทำตามกฎหมาย FCPA อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับปรุงนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่เดิมอ้างอิง FCPA ให้สอดคล้องกับ FEPA รวมถึงต้องสื่อสารและให้ความรู้แก่พนักงานในเรื่อง FEPA เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มที่ 3 และ 4 กฎหมาย FEPA จะเป็นเรื่องใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะหากมีความผิดในเรื่องสินบน นอกจากจะโดนโทษอาญาของประเทศไทยแล้ว ยังอาจโดนโทษจากกฎหมาย FEPA เพิ่มเข้าไปด้วย

วรพงษ์ สุธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบิร์กลีย์ รีเสิร์ช กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BRG ประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ในสายงานตรวจสอบการทุจริตมากว่า 20 ปี และมีประสบการณ์ในการสืบสวนเหตุทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย FCPA

ให้แก่บริษัทข้ามชาติในประเทศไทย มองว่ากฎหมาย FEPA ที่ออกมาตามคำสั่งของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนนี้ เป็นการประกาศจุดยืนและการยกระดับการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นนอกประเทศของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้บุคคลและนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมาย FEPA

เช่น บริษัทข้ามชาติจากสหรัฐ ที่ทำธุรกิจในไทย บริษัทลูกของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทย จะต้องตื่นตัวเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมาย FEPA

“เชื่อว่าประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่ใช้ลงโทษการคอร์รัปชั่นอยู่หลายฉบับ รวมถึงการขับเคลื่อนจากภาคเอกชนเพื่อต่อสู้กับคอร์รัปชัน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ทั้งรัฐและภาคเอกชนไทย แต่เราก็ยังคงเห็นข่าวการคอร์รัปชั่นอยู่อย่างต่อเนื่อง ต่อไปนี้เมื่อกฎหมาย

FEPA บังคับใช้ แน่นอนว่าสหรัฐจะต้องหาวิธีลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้เรียกรับ หรือรับสินบน อย่างกรณีของจอห์น เดียร์ ที่เกิดขึ้นและเป็นข่าว” กรรมการผู้จัดการ บีอาร์จี กล่าว

วรพงษ์ยังให้ความเห็นอีกว่าจากประสบการณ์ในการสืบสวน ประเทศไทยยังเคยมีประเด็นกับกฎหมาย FCPA อีกหลายกรณี สามารถพูดได้ว่าประเทศไทยยังมีคอร์รัปชั่นในอีกหลากหลายรูปแบบที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมายทั้ง FCPA และ FEPA

ดังนั้น นับจากนี้ไปกฎหมายสหรัฐ ไม่ว่า FCPA และ FEPA จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไป และในอนาคตอาจจะได้เห็นบทลงโทษของสหรัฐที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐของไทยด้วยการบังคับใช้ FEPA

ด้าน ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ให้ความเห็นเพิ่มเติมเรื่องนี้ว่า FEPA และ FCPA เป็นมาตรการที่แสดงถึง

ความมุ่งมั่นของสหรัฐในการต่อต้านคอร์รัปชั่น และปกป้องประชาชนผู้สุจริต แม้ในทางปฏิบัติยังคงมีนักธุรกิจของสหรัฐที่เป็นฝ่ายเสนอสินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศอยู่บ้างก็ตาม ดังนั้น นอกจากจะให้ความรู้ข้อกฎหมายนี้แก่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้องแล้ว

หน่วยงานของรัฐไทยต้องเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งอาจพิจารณาเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายของเราเอง เพื่อเอาผิดบุคคลต่างชาติในทำนองเดียวกันนี้ด้วย หากมากระทำผิดต่อเจ้าหน้าที่ของไทย

การออกกฎหมายใหม่ FEPA ของสหรัฐมาเสริมเพิ่มเติมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังกับปัญหาคอร์รัปชั่นเนื้อร้ายของทุกประเทศในโลก ซึ่งต่อไปนี้ไม่ได้เอาผิดกับ “ผู้รับ” เท่านั้น แต่ “ผู้ให้” ก็ถือว่ามีความผิดด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดแล้วกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงจะศักดิ์สิทธิ์เพียงไหน ประการใด ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายนั่นเอง ที่สำคัญ FCPA ของสหรัฐ ประกาศใช้มานานกว่า 40 ปีแล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งเริ่มตื่นตัวกับเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้

ขณะที่ FEPA เพิ่งประกาศใช้ได้ไม่ถึงปี ฉะนั้น จะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนที่ประเทศไทยจะตื่นตัวและต่อสู้กับคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง!!

ข้อแนะนำเตรียมพร้อม
รับมือกฎหมาย FEPA

1.ศึกษาเรื่อง FEPA โดยละเอียด แล้วนำมาปรับปรุงนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่มีอยู่เพื่อให้สอดคล้องกัน
2.ประเมินความเสี่ยงด้านการคอร์รัปชั่นภาย
ในองค์กรเพื่อจัดทำบัญชีความเสี่ยง (Risk Profile) และการจัดการกับความเสี่ยงนั้น
3.สอบทานการปฏิบัติตามกฎหมาย FCPA และ FEPA ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล หรือสอบทานเอกสารเฉพาะกลุ่มรายการที่มีความเสี่ยงเรื่องคอร์รัปชั่น
4.สอบทานการควบคุมภายในสำหรับกระบวนการที่มีความเสี่ยงด้านการคอร์รัปชั่น
5.อบรมพนักงาน และบุคคลที่สามที่ดำเนินการในนามขององค์กร เพื่อให้เข้าใจกฎหมาย FCPA และ FEPA
6.จัดทำหรือทบทวนช่องทางการร้องเรียน เพื่อให้พนักงานหรือบุคคลที่สามสามารถแจ้งองค์กรได้ในกรณีที่พบการกระทำต้องสงสัยที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย