ข้าวเหนียวเหนี่ยวทรัพย์ ‘
ซิวเกลี้ยง-แดงเมืองเลย’
มรดกสายพันธุ์แห่งภูมิภาค สร้างรากให้ชุมชน
หากกล่าวถึงแดนดิน ถิ่นผีตาโขน ก็คงจะนึกเป็นที่ใดไม่ได้นอกจาก ‘เลย’
จังหวัดที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน นอกจากวัฒนธรรม วิถีชีวิตอันงดงาม ที่เติมเต็มจังหวัดเลยให้มีชีวิตชีวา ยังมีจุดเด่นคือ ‘ภูมิศาสตร์’ ที่เอื้อให้เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้หลากหลายชนิด
ปลูกได้ตั้งแต่ไม้ผล ยันพืชเศรษฐกิจ ที่อยู่คู่วิถีชีวิตของคนไทยในทุกพื้นที่มาช้านาน อย่าง ‘ข้าว’
เลย จึงเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญในภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสมบัติล้ำค่าที่ชื่อว่า ‘ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย’ และ ‘ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย’ สองสายพันธุ์ข้าวโบราณ ที่มีศักยภาพเป็นได้มากกว่าข้าวเหนียวธรรมดาที่เราคุ้นเคย

ในพื้นที่ภาคอีสาน มีพื้นที่ปลูกข้าวถึง 40 ล้านไร่ โดยเฉพาะจังหวัดเลย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 4 แสนไร่ คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ จึงเป็นข้าวพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์อย่างยิ่ง เป็นสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์หรือ GI ที่มีความโดดเด่น หอม อร่อย มีเอกลักษณ์เฉพาะ
โดย ‘กรมการข้าว’ ได้เข้ามาผลักดัน ส่งเสริมการปลูกข้าวสายพันธุ์หายากนี้ให้กับชุมชนและเกษตรกร เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหายากนี้ ให้ขยายพื้นที่ข้าวพันธุ์ดีให้เพิ่มขึ้น
ขับเน้นอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวพื้นถิ่น นำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน
พัฒนาสินค้า ‘เกษตรอัตลักษณ์’ ยกระดับข้าวท้องถิ่นสู่สากล
ถามถึงความพยายามในการผลักดัน และบริหารจัดการการผลิตข้าว
ชาญธวัช แง้เจริญกุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าข้าว กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กล่าวถึงโครงการนาแปลงใหญ่ และอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ ‘โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์’ ที่มุ่งมั่นดำเนินการอยู่

โดยเฉพาะข้าวพื้นเมืองที่มีอยู่หลากหลาย ซึ่งในจังหวัดเลยมีถึง 2 สายพันธุ์ ที่เป็นสินค้า GI ได้แก่ ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย และข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ซึ่งขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้ ไม่ต่างกับการสนับสนุนทางโครงการตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการหนุน ‘กลุ่มผู้ปลูกข้าว’ เพื่อพัฒนาการปลูกให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานข้าว GAP มาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทยและข้าวอินทรีย์ต่างประเทศ ไปจนถึงส่วนของ ‘ปลายน้ำ’ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวออกสู่ตลาด ถึงมือผู้บริโภค
“ต้นน้ำ เราจะยกระดับการปลูกข้าวของพี่น้องเกษตรกร ส่วนกลางน้ำ เราก็พัฒนาต่อยอดในเรื่องเพิ่มมูลค่าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ นอกจากขายเป็นข้าวเปลือกแล้ว ก็จะแปรรูปเป็นข้าวสารซีลสุญญากาศ เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่ม ถ้ากลุ่มที่มีศักยภาพ สามารถที่จะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ ก็จะทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าว เครื่องดื่มจากข้าว เครื่องสำอางจากข้าว หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้
ส่วนต่อไปคือ การจำหน่าย หรือปลายน้ำ เราก็จะเชื่อมโยงตลาดข้าว เข้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เขาเข้าถึงตลาดและกลุ่มผู้บริโภค” ชาญธวัชเผยโรดแมปที่กำลังมุ่งไปสู่
‘ซิวเกลี้ยงเมืองเลย’ ข้าวแห่งโลกอนาคต โลกร้อนยังรอด
‘ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย’ เดิมถูกเรียกว่า ‘ซิวอ้าว’ ด้วยลักษณะเมล็ดข้าวที่มีความเรียวคล้ายปลาซิว แต่ภายหลังเมื่อนำมาสังเกตดู พบว่าทั้งใบและเมล็ดไม่มีขน จึงเรียกใหม่เป็น ‘ซิวเกลี้ยง’
เป็นข้าวสายพันธุ์หายากอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่อุดมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรสชาติที่มีความอร่อย เหนียว นุ่ม เรียงเม็ดสวย เมื่อหุงแล้วไม่ชุ่มน้ำเกินไป ยางข้าวน้อย ปั้นแล้วไม่ติดมือ ที่สำคัญคือมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
นอกจากนี้ ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหารซึ่งตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น มีทั้งไฟเบอร์สูง แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทานแล้วอยู่ท้อง ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ด้วย
‘ซิวเกลี้ยง คือข้าวแห่งอนาคตในสภาวะโลกร้อน’
เป็นคำจำกัดความที่ ผศ.ดร.สุปราณี สิทธิพรหม อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้ให้ไว้ เนื่องจากข้าวเหนียวซิวเกลี้ยง เป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังมีความอึด ถึก ทน ต่อความแห้งแล้ง ถึงแม้ฝนจะทิ้งช่วงไปยาวๆ 19-20 วัน ก็ไม่ทำให้ข้าวตาย ต้านทานโรค ทนต่อความเป็นกรดด่างสูง อีกทั้งยังเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ล้มง่าย แตกกอดี มีรวงยาว ให้ผลผลิตสูง โดยข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย จะปลูกในพื้นที่ราบระหว่างภูเขา ที่มีความสูงราว 500-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง หรือปลูกในนาซึ่งเป็นที่ลุ่ม ไม่มีน้ำขัง อย่างอำเภอด่านซ้าย ภูเรือ และนาแห้ว ในจังหวัดเลย
แน่นอนว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยนั้น ก็ได้มีส่วนช่วยในเรื่องของการสนับสนุนเกษตรกรผ่านการทำวิจัย มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำข้าวไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ ไปจนถึงการช่วยเหลือในด้านการอนุรักษ์พันธุ์ข้าว เพื่อให้ชุมชนเห็นถึงความมีเอกลักษณ์ของเกษตร และอัตลักษณ์ในพื้นถิ่นของตนเอง
“เราทำหลายๆ มิติ รวมทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์ ส่งเสริมให้เยาวชนที่อยู่ในพื้นถิ่น ใช้หลักสูตรในโรงเรียนด้วย เพื่อต้องการใช้ชุมชนในพื้นที่เห็นอัตลักษณ์ในพื้นถิ่นของตนเอง ก็คือข้าว GI ข้าวซิวเกลี้ยง ให้เขาได้ปลูกข้าวในโรงรียน ซึ่งตอนนี้เรามีแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวอยู่” ผศ.ดร.สุปราณี บอกเล่าความคืบหน้า
จากการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่บ้านน้ำเย็น’ ในตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย นับว่าเป็นชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว โดยการใช้วิถีเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งเพิ่มมูลค่าข้าวเหนียวซิวเกลี้ยง ด้วยการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบข้าวบรรจุถุงและข้าวสุญญากาศ ที่ยังนำไปแปรรูปเป็น ‘ไอศกรีมจากข้าวเหนียวซิวเกลี้ยง’ อัดแน่นไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์
ในฝั่งของ สังวร จันทรคีรี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่บ้านน้ำเย็น เสริมว่า นอกจากจะมีการนำข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงไปเป็นไอศกรีมแล้ว ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ก็ได้นำไปแปรรูปเป็นของว่าง อย่าง ‘ข้าวนางเล็ด’ อีกทั้งยังเผยว่า ทางสมาชิกวิสาหกิจชุมชน มีแนวคิดที่จะนำข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย จัดจำหน่ายส่งออกไปยังต่างประเทศ

แต่ด้วยความที่ข้าว เป็นสินค้าทางการเกษตร ซึ่งมีปัจจัยที่ควบคุมได้ยากอย่าง ‘สภาพอากาศ’ ซึ่งมีผลต่อปริมาณของผลผลิต ในปัจจุบัน ทางชุมชนก็ได้หาช่องทางที่หลากหลาย ในการจัดจำหน่ายสินค้าอย่าง หจก.สุขใจพานิช (เลย), ตลาดนัดชุมชนรวมถึงช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก
ไม่เพียงเท่านี้ ทางกรมการข้าว ยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ ข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย ก้าวไปอีกขั้นถึงมาตรฐานในระดับสากล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าข้าวชนิดนี้ให้มีราคาสูงขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

สายพันธุ์ GI ตลาดต้องการ ขยายแผนโยง ‘ข้าว-ท่องเที่ยวชุมชน’
อีกสายพันธุ์ที่เด็ดไม่แพ้กัน ยกให้ ‘ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย’
เป็นหนึ่งพันธุ์ GI ที่มีความโดดเด่น โดยเมล็ดข้าวพันธุ์นี้จะมีสีฟางขีดน้ำตาล ไม่มีหางข้าว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เมื่อนำไปหุงให้สุก แม้ว่าจะถูกทิ้งไว้หลายชั่วโมงก็ยังคงความนุ่มเอาไว้ได้อย่างยาวนาน

อำนวย พงษ์พนัส เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เผยว่า ในส่วนของการ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันมีการจัดจำหน่ายข้าวเหนียวแดงเมืองเลยในรูปแบบของข้าวบรรจุถุงสุญญากาศ ทั้งนี้ ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและแปรรูปเป็นโจ๊กเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ‘ขุนเลย’ และสาโทจากข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานของ กรมสรรพสามิต เพื่อยกระดับให้กลายเป็นของดีประจำชุมชน
“ความคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง คือ ตัวข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ด้วยสีม่วงแดง มีสารที่มีประโยชน์มากมาย อาจจะมีการพัฒนาเป็นเครื่องสำอางต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งหวังที่จะพัฒนา กับอีกส่วนหนึ่งที่ทางกลุ่มได้ดำเนินการอยู่แล้ว คือการเชื่อมโยงกันระหว่างข้าวเหนียวแดงเมืองเลย กับการท่องเที่ยวของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนบ้านศรีเจริญ” เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เผยถึงความตั้งใจ

ในปัจจุบัน มีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน บ้านศรีเจริญ รวมถึงข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก การออกบูธต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญคือ ตลาดปันรักษ์ขุนเลย มีกิจกรรมการท่องเที่ยวชีวภาพ สัมผัสวิถีท้องถิ่นชุมชนบ้านศรีเจริญ
นอกจากข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ที่เป็นของดีของเด่นแล้ว ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากฝ้าย ไม่ว่าจะเสื้อผ้า น้ำหมากเม่า กาแฟและอาหารพื้นเมือง อีกด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ ‘ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย’ จะสามารถให้ผลผลิตได้มากมาย แต่ก็ยังไม่สมดุลกับความต้องการในตลาด ในอนาคตจึงวางแผนที่จะขยายพื้นที่การปลูกข้าว GI สายพันธุ์นี้ ไปยังเครือข่ายรอบๆ อำเภอภูหลวง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันต่อความต้องการ
ชุบชีวิต ‘ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย’ หอม นุ่ม แถมเป็น ‘ซูเปอร์ฟู้ดส์’
‘ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย’ นอกจากมีศักยภาพในการต่อยอดสร้างแบรนด์ใหม่ๆ ยังได้ชื่อว่าเป็น ‘ซูเปอร์ฟู้ดส์’
เนื่องจากมีสารอาหารที่ให้คุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายสูงและดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ลูทีน สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี ที่สูงถึง 400 ไมโครกรัมต่อข้าว 100 กรัม มีสารอาหารที่ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันโรคลำไส้ แถมยังมีน้ำตาลต่ำ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน และก็ยังมีคุณประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย สายรักสุขภาพ ห้ามพลาด

แสวง ดาปะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนบ้านศรีเจริญ ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เล่าถึงการนำข้าวเหนียวแดงเมืองเลย กลับมาสู่จังหวัดเลยอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2556 จากการไปเยี่ยมชมงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมีกลุ่มผู้จัดแสดงผลงานจากจังหวัดยโสธร ได้ทำสื่อเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
เมื่อเห็นว่ามีพันธุ์ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย จึงได้สอบถามผู้จัดงาน ได้คำตอบว่าข้าวสายพันธุ์นี้ มีจุดกำเนิดที่จังหวัดเลย และทางเครือข่ายเก็บพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ก็ยังคงเก็บรักษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านชนิดนี้เอาไว้
“ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ถือกำเนิดที่จังหวัดเลยและสูญพันธุ์ไปจากจังหวัดเลย วิสาหกิจชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืนบ้านศรีเจริญ ก็ตามเก็บ แล้วก็กอบกู้มาได้ในปี 2556 จากการไปเยี่ยมชมงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน อยู่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ทีนี้ ผมก็ได้เห็นพันธุ์ข้าวเหนียวแดง จากกลุ่มพี่น้องจากจังหวัดยโสธรที่เขาทำเรื่องการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ก็เลยถามเขาถึงข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ผู้ที่มาออกบูธก็บอกว่าเป็นสายพันธุ์ที่กำเนิดที่จังหวัดเลย ยังมีเครือข่ายเก็บพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านเอาไว้ ในปีนั้นเราก็เลยนำข้าวเหนียวแดงเมืองเลย กลับมา 5 กิโลกรัม นำมาปลูก”
แสวงเล่าต่อว่า หลังจากนั้นก็ได้มีการนำพันธุ์ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย มาปลูกอยู่ในศูนย์เรียนรู้ และในปี 2557 ก็ได้ส่งกลับไปประกวดที่จังหวัดยโสธร ประชันกับข้าวเหนียวพื้นบ้านกว่า 90 สายพันธุ์

ผลปรากฏว่าข้าวเหนียวแดงเมืองเลย คว้ารางวัลชนะเลิศ ติดยศ ‘ข้าวเหนียวที่หอมที่สุด’ จากนั้นมา ก็ได้ไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลของข้าวเหนียวแดงเมืองเลย ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร พบว่าความสามารถพิเศษคือ แตกกอได้สูงสุดถึง 70 กอ จาก 1 เมล็ด และใน 1 รวง ก็สามารถให้เมล็ดข้าวได้ถึง 260-300 เมล็ด
เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวเหนียวแดงเมืองเลยให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้นไปนั้น แสวงย้ำถึง แปลงเรียนรู้ และแปลงคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย เพื่อสร้างมาตรฐานและการอนุรักษ์เอาไว้
“การมีแปลงเรียนรู้ และแปลงคัดเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืนนั้น จะช่วยให้ข้าวเหนียวแดงเมืองเลยอยู่คู่จังหวัดเลยไปชั่วลูกชั่วหลาน เป็นลักษณะเด่น เป็นการสร้างรายได้เสริม และเพิ่มมูลค่าสิ่งเหล่านี้ก็ควบคู่กันไป” แสวงทิ้งท้าย

