หน้าแรก ประชาชื่น เพลงโคราชต้นท...

เพลงโคราชต้นทางทำนองไทย เคลื่อนภูมิปัญญาให้พลังแผ่นดิน

29.09.24 | 13:49 น.
เพลงโคราชต้นทางทำนองไทย เคลื่อนภูมิปัญญาให้พลังแผ่นดิน
คณะสำรวจพื้นที่ท้ายปราสาทหินพิมาย สงบนิ่ง น่าเกรงใจ เลือกตั้งเวทีเพื่อแสดงดนตรี

เพลงโคราชต้นทางทำนองไทย
เคลื่อนภูมิปัญญาให้พลังแผ่นดิน

โครงการวิจัย “ไทยใหม่” สนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จากตุลาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เริ่มเมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน มีศิลปินร่วมโครงการ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง นักวิจัยร่วมงาน ดร.ผดุง พรมมูล และ คุณสาธิต แก้วกันยา พันธมิตรไทยพีบีเอส สำรวจพื้นที่เมืองโคราช นัด ครูกำปั่น บ้านแท่น ศิลปินแห่งชาติ ที่สำนักงานเพลงโคราช พบกับ ดร.ยุทธกร ฤทธิ์ไธสง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นัด คุณภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เสร็จก็เดินทางกลับเมืองโคราช เพื่อสำรวจบริบทของที่พัก อุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการจัดงานแสดงดนตรี

รูปลายเซ็นครูกำปั่น บ้านแท่น โดยศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง

ชมรายการ ทอดน่องท่องเที่ยว (16 กรกฎาคม 2567) เรื่องนครราชสีมา ต้นทางชาวสยามความเป็นไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ กับ ขรรค์ชัย บุนปาน ได้เค้าโครงประวัติศาสตร์และความเป็นมา สิ่งที่ต้องทำการบ้านคือ ต้องฟังเพลงพื้นบ้านโคราชที่อยู่ในเพลงลูกทุ่ง เพลงในพิธีแก้บน อาทิ เพลงของกำปั่น บ้านแท่น เพลงพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เพลงสีเผือก (อิศรา อนันตทัศน์) วงคนด่านเกียน นักร้อง พรพรรณ หลานย่าโม สุนารี ราชสีมา ตั๊กแตน ชลดา ซึ่งล้วนเป็นศิลปินโคราช ใช้ทำนองเพลงดั้งเดิมที่สืบทอดเป็นเพลงสมัยนิยม นำทำนองเพลงโคราชมาร้องประยุกต์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

นักสำรวจกับครูกาเหว่า โชคชัย และครูกำปั่น บ้านแท่น คุยกันเรื่องเพลงโคราช

ทำนองเพลงโคราชดั้งเดิมที่มีอยู่แพร่หลาย อาทิ เพลงแก้บนลานย่าโม เพลงดอกไม้กับนายกระจอก ใช้ทำนองเดียวกับเพลงหลังคาแดง ของ ชาตรี ศรีชล เพลงตำนานโคราช โคราชรุ่งเรือง ของกำปั่น บ้านแท่น เพลงโคราชเป็นเพลงแบบเดียวกับเพลงฉ่อย ลำตัดภาคกลาง เพลงแหล่ของไวพจน์ เพชรสุพรรณ อาทิ เพลงคนกระโทก นางแมวขอฝน โคราชซิ่ง ส่วนเพลงสาว 32 อำเภอ ของกำปั่น บ้านแท่น ทำนองเพลงพื้นบ้านที่พบอยู่ทั่วไปในเพลงรำวง เพลงเชียร์กีฬา แล้งในอก ทำนองเพลงลาวคลึง ขับร้องโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เพลงรักในอก ของวงจันทร์ ไพโรจน์ เพลงผาวิ่งจู๊ ของตู่ ดารณี ซึ่งเป็นเพลงร้อยเนื้อทำนองเดียว โดยใช้ทำนองโบราณ

เชิญครูกำปั่น บ้านแท่น ราชาเพลงโคราช (73 ปี) ร้องเพลงโคราชกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2567 ที่ปราสาทหินพิมาย ซึ่งเป็นปราสาทที่ยังสมบูรณ์ และได้รับการดูแลอย่างดี พื้นที่สะอาด มีระเบียบ ล้อมรอบด้วยกำแพงหินรอบทิศ มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ด้านท้ายของปราสาทมีพื้นที่กว้าง บรรยากาศเยือกเย็น เงียบสงบ พื้นที่มีบารมีและน่าเกรงใจ เหมาะที่จะแสดงด้วยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา

Advertisement
พระปรางค์ปราสาทหินพิมาย ลายมือของศิลปินร่วมโครงการ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง

พิมายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ดูแลอย่างดี ได้รับความร่วมมือด้วยน้ำใจและมีความตั้งใจจากหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ท่านยังช่วยประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ เทศบาล การไฟฟ้า ห้องน้ำเคลื่อนที่ ห้องรับรองของเทศบาล เวที โต๊ะเก้าอี้ เต็นท์สำหรับนักดนตรี นักร้องนักแสดง เต็นท์อำนวยความสะดวกให้ผู้ชม คณะคนทำงานของมูลนิธิ มีทีมช่างเสียง คณะทำงานของโทรทัศน์ไทยพีบีเอส คณะนักร้องวงปล่อยแก่ (โคราช นครสวรรค์ ชมรมสายใย) รวมแล้วราว 200 ชีวิต ยังมีแฟนเพลงที่จะเข้ามาชม 500-600 คน รวมทั้งหมดราว 800 คน โดยเปิดให้ชมฟรี

พิมายเป็นเมืองเล็กๆ มีถนนคนเดิน มีห้องน้ำสาธารณะ มีร้านอาหารเครื่องดื่ม ร้านขนม โรงแรมขนาดย่อม มีที่พักเพียงพอสำหรับการจัดงาน ไม่หรูหรา ไม่พลุกพล่านและเงียบสงบ เป็นเมืองที่สะอาดดูดี รองรับนักท่องเที่ยวและผู้ชมดนตรีได้ การเดินทางสะดวก ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโคราช 60 กิโลเมตร

ในวันแสดงมีวงดนตรีเยาวชนที่ร่วมประลอง 6 วง โดยแสดงร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา นำเพลงในท้องถิ่นมาสร้างบริบทในบรรยากาศใหม่ เป็นศิลปินคนรุ่นใหม่เพื่อจะสืบทอดดนตรีของท้องถิ่นให้แพร่หลาย มีคณะกรรมการตัดสินการประลอง กองเชียร์ และมีมิตรรักแฟนเพลงของนักดนตรีที่เข้าประลองอีกด้วย

เมื่อสำรวจเมืองพิมายเสร็จ ก็เดินทางไปดูเมืองเสมา ซึ่งเป็นเมืองโบราณ (ขุนผาเมืองเจ้าเมืองราช) ดูบ้านหินตั้ง ดูบ่ออีกาที่พบศิลาจารึก ไปดูพระนอนที่วัดธรรมจักรเสมาราม พระพุทธรูปหิน 1,300 ปี ยาว 13.30 เมตร สูง 2.80 เมตร ดูแหล่งหินตัดที่บ้านส้มกบงาม ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน ตัดหินและนำหินไปสร้างปราสาทที่เมืองต่างๆ ความตั้งใจเดิมว่าจะแสดงวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราที่เมืองเสมา เพราะว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นตอของความเป็นไทยและมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาก

แหล่งหินตัด ขนหินไปสร้างเมือง
ชาวเมืองเสมา ยืนอยู่ริมบ่ออีกา สถานที่พบศิลาจารึกบ่ออีกา ที่ซากเมืองเสมา

แต่ด้วยเมืองเสมาตั้งอยู่กลางป่า ห่างไกลชุมชน ซากเมืองเสมาถูกขุดรื้อ ปรับพื้นราบเรียบไปหมดแล้ว ไม่สามารถที่จะใช้เป็นฉากสำหรับการถ่ายทำรายการได้ พื้นดินแดง ปนทราย ฝนตกก็เป็นโคลน ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีชุมชนเมือง ไม่มีไฟฟ้า ต้องขนอุปกรณ์ อาหารน้ำดื่ม ไม่มีที่นั่งพัก ยากสำหรับการจัดการแสดงยิ่ง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสูงขึ้นไปหลายเท่า การจัดแสดงดนตรีลำบากเพราะปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย

มีคนทำงานและมีผู้ชมเข้าไปจำนวนมาก ฝนตกดินเปียกกลายเป็นโคลนก็จบกัน การถ่ายทำรายการโทรทัศน์และการแสดงดนตรีด้วยวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ต้องการบรรยากาศกลางคืน อาศัยความมืดความเงียบ เมื่อพื้นที่เป็นป่า ทางเข้าไม่มีไฟ ถนนหนทางมืดไปหมด อยู่ไกลจากที่พัก ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจใหม่ เลือกไปแสดงที่เมืองพิมาย ซึ่งมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และสาธารณูปโภค คนในพื้นที่ดูแลดีเยี่ยม พิมายเป็นเมืองที่มีคนอยู่ต่อเนื่องถึงทุกวันนี้และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ที่สำคัญดนตรีอยู่กับคนสังคมเมืองที่เจริญ โดยธรรมชาติคนที่จะฟังดนตรีนั้นเป็นคนมีความพร้อม ต้องการความสะดวก รู้สึกปลอดภัย และต้องการความสุข

ไทยใหม่เป็นการหลอมเสียงดนตรี เครื่องดนตรี บทเพลง นำมาเรียบเรียงเป็น “ไทยใหม่” รวมเล่นในวงดนตรีเดียวกัน ไม่แยกส่วน ไม่มีชนชั้น เท่าเทียมกัน ไม่แตกต่างและไม่เหลื่อมล้ำอีกต่อไป นำเพลงโคราช เพลงลาว เพลงเขมร เพลงพื้นบ้าน เพลงสมัยนิยม เรียบเรียงบรรเลงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา โดยนักดนตรี นักร้อง ปรับเสียงใหม่เล่นด้วยกัน ใช้ระบบเสียงเดียวกัน เล่นเพลงเดียวกัน ผสมกลมกลืนเป็นเพลงไทยใหม่

นำทำนองเพลงโคราชดั้งเดิม (เพลงสาว 32 อำเภอ ผาวิ่งจู๊ แล้งในอก รักในอก ลาวคลึง) มาสร้างเป็นเพลงโหมโรงโคราช (Khorat Overture) เปิดการแสดงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา พัฒนาให้เป็น “ไทยใหม่” สู่ความเป็นสากล อีกเพลงหนึ่งนำทำนองเพลงไทยเดิมมาทำเป็นเพลงโหมโรงช้าง (Elephant Fossil Overture) เพราะที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ดร.ประเทือง จินตสกุล สำนักงานโคราชจีโอพาร์ค พบแหล่งฟอสซิล (ซากช้าง) จำนวนมาก ซึ่งยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลก ได้นำเพลงพม่าเขว (เพลงช้าง) มาเล่นให้ช้างจับระบำ เต้นรำ ช้างเดิน ช้างม่อย ช้างกระโดด เพื่อปลุกซากช้าง (ฟอสซิล) มาแสดงให้มีชีวิต

ทำนองเพลงโคราชเป็นต้นทางทำนองเพลงไทย มีร้อยเนื้อทำนองเดียว เนื้อเพลงเป็นนิทานร้องเล่าเรื่อง เป็นเพลงนิทานคือการเล่านิทานเป็นเพลง อาศัยปฏิภาณกวี “ด้นเพลง” เป็นศิลปะของการเล่าเรื่องผ่านการเล่นคำ ใช้ลีลาใส่ทำนอง แม่เพลงพ่อเพลงเป็นผู้นำข่าวสาร ผู้มีความรู้มีความคิดก้าวหน้า และเป็นผู้นำสังคม อย่างหมอลำหมอแคน อย่างเดียวกับหมอผี ผู้ฟังชื่นชอบเรื่องราวซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชุมชนและเป็นทำนองที่คุ้นหู

เพลงโคราชเป็นความรู้สึกร่วมประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนที่ยังมีชีวิตอยู่ สืบทอดวิถีชีวิตโบราณมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แม้ไม่เป็นความรู้ของเด็กในโรงเรียน ชาวบ้านผู้รักษาก็ไม่รู้ ราชการก็ไม่สนใจ สำหรับการศึกษาครั้งนี้ เพื่อการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต โดยอาศัยเสียงดนตรีเพื่อขับเคลื่อนภูมิปัญญาและค้นหาแสงสว่างเพื่อให้เป็นพลังแก่แผ่นดิน