‘TUNA Dunn’ ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต ละเลงความเฟรนด์ลี่ ‘Read Every Day’ วาดตามใจฉัน อ่านได้ไม่กดดัน

29.09.24 | 11:18 น.

‘TUNA Dunn’ ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต
ละเลงความเฟรนด์ลี่ ‘Read Every Day’
วาดตามใจฉัน อ่านได้ไม่กดดัน

“บางเรื่อง อาจจะระบายโดยวิธีอื่นไม่ได้ มันก็เลยต้องผ่านงานศิลปะแทน”

คือคำตอบของ TUNA Dunn ศิลปินนักวาดภาพประกอบ เจ้าของลายเส้นมินิมอล เรียบแต่เก๋ น้อยแต่มาก โดดเด่นด้วยความง่ายๆ สบายๆ แต่ถ่ายทอดเรื่องราวรอบตัวออกมาได้อย่างเปี่ยมอารมณ์

สีพาสเทล โทนอ่อนที่เลือกใช้ ให้มู้ดอบอุ่นสบายตา โชว์ด้านเฟรนด์ลี่ชวนเข้าถึงง่าย แต่แอบซ่อนความเคร่งขรึม

“เป็นการเล่นเรื่องราว ที่บางคนเลือกหยิบอ่านหนังสือแนวนี้ ดูเผลอๆ อาจไม่ตรงกับคาแร็กเตอร์เขาเลย แต่เซอร์ไพรส์ที่เขาอ่านหนังสือแบบนี้”

Advertisement

‘ตุล’ ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต ในวัย 31 ปี ยังคงมีแพชชั่นล้นๆ ในงานศิลปะ หลังจบ illustration and visual media จาก London College of communication เธอกลับมาโลดแล่นอีกครั้งจนเป็นที่จดจำในวงการ เคยสร้างสรรค์ผลงานมาแล้วมากมายชนิดที่เรียกได้ว่าครอบจักรวาลงานออกแบบ ทั้งภาพประกอบ การ์ตูน (comics) แอนิเมชั่น หรือแม้แต่เป็น Visual designer ที่ฟังใจ ก็เคยเป็นอยู่พักหนึ่ง

ครั้งนี้รับบทออกแบบอาร์ตเวิร์กแต่งแต้มบูธ “สำนักพิมพ์มติชน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29” ด้วยลายเซ็นที่เป็นตัวเอง

แม้จะเคยผ่านช่วงที่ดีเพรส คิดเยอะจนวาดไม่ออก แต่เมื่อลองระบายด้วยการลากเส้นยาวๆ วาดคอมมิกเกี่ยวกับ ‘ตัวเอง’ ตุลก็รู้สึกเหมือนได้สำรอก โยนทิ้งและทบทวนไปในตัว

ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องเป็นเส้น สดใหม่ และซื่อตรง งานของ ‘ตุลยา’ จึงไม่ต่างจากไดอารี่บันทึกชีวิตประจำวันที่ไหลวนไปด้วยอารมณ์ ทั้งทุกข์ สุข เหงา รักและสับสน ผันแปรไปตามอายุขัยไม่ต่างจากพฤติกรรมการอ่านของคน

“เราไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่เข้ากับตัวเองก็ได้ คนที่ดูซีเรียสมาก บางทีอาจจะชอบอ่านแนวสบายๆ”

เอาเข้าจริงตัวหนังสือแวดล้อมตัวเราเสมอมา เพียงแต่เนื้อหาที่เราเลือกอ่านอาจเปลี่ยนไปตามแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือแม้แต่ช่วงวัย บางครั้งชีวิตก็ชวนให้เราเติมความซีเรียสเข้มข้นรสขมปร่าเพื่อสร้างแรงดลใจ บางทีก็ต้องการรสหวาน แซ่บ ความบันเทิงเพื่อหย่อนความตึงของสมอง

‘ตุล’ ยอมรับตรงๆ ว่าเป็นสาย ‘กองดอง’ ยังมูฟออนจากอาร์ตเวิร์กสวยๆ ไม่ได้ เธอไม่ตัดสินหนังสือจากปกหุ้ม แต่ลวดลายของหน้าแรกก็มีส่วนสะกิดให้เลือกหยิบมาพลิกอ่าน

เป็นสายอ่านเล่มจริง อ่านในบ้าน อ่านคนเดียว แต่ก็ชอบที่จะออกไปหาเดินหยิบจับที่หน้าร้าน มากกว่ากดสั่งออนไลน์

อีกไม่กี่อึดใจนี้ สำนักพิมพ์มติชนบูธ J02 และ TUNA Dunn พร้อมแล้วที่จะพร้อมเสิร์ฟครบทุกรสชาติ เมกเฟรนด์กับนักอ่านทุกช่วงวัย ชวนกันออกไปคุ้ยชั้น ค้นหาคำตอบ และแอบมองคนข้างๆ ว่า ‘เขาอ่านอะไรกัน?’

แล้วค่อยเลือกตามใจฉัน!

อ่านให้สาแก่ธีม ‘Read Every Day’ ให้ลบล้างสถิติที่ว่า ‘คนไทยอ่านไม่เกิน 8 บรรทัด’ ในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ” ครั้งที่ 29 ที่ใกล้เข้ามา

⦁ TUNA Dunn ชื่อนี้ได้มายังไง?

มีครูฝรั่งเขาพยายามย่อชื่อเด็กนักเรียนเพราะชื่อภาษาไทยมันยาก เขาเลยย่อ ‘ตุลยา’ เป็น ‘ตุล-ยา’ แล้วก็เลยเพี้ยนเป็น ‘ทูน่า’ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีเพื่อนใช้ชื่อนี้เรียกเราอีกทั้งๆ ที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนเดียวกัน ก็เลยคิดว่าสงสัยมันจะติดเป็นชื่อเราแล้วมั้ง ตอนทำเพจขึ้นมาก็เลยใช้ชื่อนี้

⦁ ทูน่า ดุน หรือทูน่าดัน?

เป็นคำถามที่โดนคนถามตลอดเวลา (หัวเราะ) แต่ว่าเรียกยังไงก็ได้ ถ้าเอาเป็นภาษาอังกฤษมันจะอ่านเป็นดันมากกว่า อาจจะง่ายกว่า

⦁ เคยออกแบบบูธสำนักพิมพ์มาก่อนไหม ประทับใจอะไรในการร่วมงานกับสำนักพิมพ์มติชนครั้งแรกนี้?

เป็นเกียรติมากที่ทาง ‘มติชน’ สนใจในผลงานของเรา เหมือนกับว่าเราเองเป็นอิลลัสเตรเตอร์ แต่ว่าไม่ได้ทำงานกับสื่อสิ่งพิมพ์เยอะ แม้เราเคยเขียนหนังสือมาก่อน แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ทำงานกับสำนักพิมพ์บ่อยขนาดนั้น การได้มาทำงานในครั้งนี้เป็นความรู้สึกที่สนุกดี ได้กลับมาเกี่ยวข้องกับงานหนังสือ กับสื่อสิ่งพิมพ์อีกครั้ง และ Read Every Day เป็นคอนเซ็ปต์ที่เข้าถึงง่ายและเหมาะกับงาน Commercial ของเราอยู่แล้วด้วย ก็เลยเป็นอะไรที่สบายๆ และสนุกดี

⦁ ตีโจทย์ Read Every Day ออกมาเป็นอย่างไร การอ่านจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างไร?

มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่ไม่กดดันดี จากที่ข้อมูลที่ว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยมากๆ ไม่เกิน 8 บรรทัด แต่พอมันเป็นคอนเซ็ปต์ Read Every Day ก็ทำให้คนอ่านหรือคนทั่วๆ ไปรู้สึกว่าไม่กดดันดี หมายถึงว่าไม่ได้รู้สึกโดนว่า ว่าเราอ่านหนังสือน้อย หรืออ่านมาก ถ้าเราอ่านทุกวัน เราก็เป็นคนอ่านหนังสือคนหนึ่งแล้ว

เราเลยอยากจะสื่ออะไรที่มันแบบสบายๆ ที่สุดออกมา เราเลยครีเอตงานให้ผ่อนความรู้สึก ของความกดดันกับคำพูดที่ว่า ต้องอ่านหนังสือมากกว่า 8 บรรทัดต่อวัน คำว่า “Read Every Day” คืออ่านอย่างไรก็ได้ แบบไหนก็ได้ มันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น ไม่จำเป็นเลยที่เราจะทำให้การอ่านเป็นเรื่องซีเรียสหรือยิ่งใหญ่มาก ไม่ต้องอธิบายให้มันเป็นอะไรที่แบบใหญ่กว่าสิ่งที่ควรจะเป็น การอ่านมันเรียบง่ายอยู่แล้วในชีวิต เราจึงตีความออกมาเป็นคาแร็กเตอร์ของคนต่างๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ปกติ แต่ว่ามีหนังสืออยู่ด้วย มีการอ่านอยู่ในชีวิตประจำวัน และแอบใส่ท่าที ลูกเล่น ที่มันอาจจะแซวคนอ่านนิดนึง (ยิ้ม) เพื่อให้คนอ่านมีความรู้สึกรีเลท มีความขี้เล่น เผลอๆ ดูแล้วอาจจะดูแล้วสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกสนุกไปกับมัน

⦁ ชอบอ่านหนังสือแนวไหน มีเล่มโปรดเล่มไหนไหมที่อ่านเพิ่มไฟในการสร้างสรรค์งาน?

ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือสักเท่าไหร่ จะเป็นคนที่ชอบดูภาพมากกว่า ไม่ได้อ่านข้อความ ในหนังสือมากเท่าไหร่ ถ้าเป็นหนังสือก็คงเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการเน้นงานภาพ เน้นงานอาร์ต ก็จะสนใจเป็นพิเศษ แต่หลักๆ ก็ไม่ได้อ่านหนังสือที่จบเป็นเล่มๆ มากขนาดนั้น

ชอบหนังสือภาพ Ricochet – David Bowie 1983: An Intimate Portrait ของ Denis O’Regan ที่เป็นโฟโต้บุ๊ก และมีศิลปินที่ชื่นชอบคือ David Bowie มันมีเรื่องราวจากที่เขามาทัวร์ยุค 80’s เหมือนช่างคนนี้เขาก็ตามมาเก็บรูปภาพเบื้องหลังตลอดเวลาในการทำทัวร์ เราก็เลยมีความรู้สึกว่าภาพมีความสวยมาก และเราเองก็ชื่นชอบศิลปินคนนี้อยู่แล้ว ยังเปิดดูได้ตลอด

ด้วยความที่เราชื่นชอบ David Bowie มากอยู่แล้ว ก็ใช้เขาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานหลายๆ งานด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นการที่เราได้ดูภาพเบื้องหลังต่างๆ ของเขามันกลายเป็นความรู้สึกที่ฟูลฟิลดีในระดับหนึ่ง

⦁ มองงานศิลปะกับการอ่านหนังสือ สองสิ่งนี้มีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างไร?

ถ้าต้องรีเลทกับสิ่งที่เกี่ยวกับเราเองจริงๆ เราก็เป็นคนที่กึ่งๆ เคยเขียนหนังสือมาก่อนอยู่บ้างแล้ว ในเชิงการใช้กราฟิกต่างๆ และเราเคยเป็นคนที่ใช้ข้อความกับภาพควบคู่กันมาโดยตลอดในการเล่าเรื่องราว เราเลยรู้สึกว่า 2 สิ่งนี้มันสามารถไปควบคู่กันได้ ข้อความก็เสริมภาพ ภาพก็เสริมข้อความ

ข้อความเป็นสิ่งที่ตั้งต้นไอเดียของเราได้ ส่วนภาพก็เป็นสิ่งที่ตอบสนองกับข้อความนั้นๆ ได้ มันเป็นอะไรที่ซัพพอร์ตกันได้ แต่มันจะรวมไปถึงเรื่องอ่านหรือไม่ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะเราเองก็ไม่ได้อ่านลึกมาก ต้องใช้มุมของการรีเสิร์ชเหมือนกัน ถ้าเราอ่านเยอะ รีเสิร์ชเยอะ งานของเรามันก็จะมีมวลมากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้นไปด้วย

⦁ ความสุขในการทำงานศิลปะ?

เรามองว่าความสุขผ่านการทำงานศิลปะของเรา ถ้าเป็นในพาร์ตงานส่วนตัวมันเป็นสิ่งที่เหมือนกับเรามีอะไรบางอย่างที่เราต้องระบายออกมา โดยที่เราอาจจะระบายโดยวิธีอื่นไม่ได้ มันก็เลยต้องผ่านงานศิลปะแทน เป็นการใช้เวลากับตัวเอง ถ้าตัวเราหาทางออกในวิธีอื่นไม่ได้

⦁ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติรอบนี้ ตั้งใจออกแบบโปสเตอร์ด้วยกันถึง 3 รูปแบบ แต่ละชิ้นได้ไอเดียมายังไง?

การออกแบบบูธสำนักพิมพ์มติชนครั้งนี้มีถึง 3 คีย์ 3 คาแร็กเตอร์ แบ่งเป็น ภาพเซตกลุ่มเพื่อน ที่ยืนกันอยู่ 3 คน คอนเซ็ปต์ของเราคือ ถ้ามีคนหนึ่งยืนอ่านหนังสืออยู่ แล้วเราแอบดันไปเห็นเขาอ่าน โดยที่เนื้อหาในนั้นมันสนุกมาก เราก็ต้องอยากแอบอ่านด้วยแน่ๆ ก็เลยเรียงบุคคลออกมาในภาพ อาจจะเป็นเพื่อนหรือไม่ใช่เพื่อนก็ได้ แต่ว่าเหมือนเป็นคนเรียงกันอยู่ข้างๆ ฟีลแบบหนังสือเล่มนี้น่าอ่านจังเลย ขออ่านหน่อย ถ้าแอบสังเกตดีเทลจะเห็นว่าทุกคนมีหนังสือของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถึงกับต้องวางหนังสือที่อยู่ในมือลง เพราะว่าหนังสือคนข้างๆ มันน่าสนุกเกินไป ขอแอบอ่านหน่อย ขอดูหน่อยว่าอ่านอะไร ประมาณนี้

ภาพเซตคนตัวใหญ่ที่อ่านหนังสือตัวเล็ก คนตัวเล็กอ่านหนังสือเล่มใหญ่ เราพยายามที่จะตีความมาใกล้ๆ คำว่า Don’t judge a book by its cover แต่อันนี้จะมาในแบบ Don’t judge a reader by their book แปลว่า อย่าตัดสินผู้อ่านจากหนังสือของเขา ก็เป็นการเล่นเรื่องราวที่บางคนเลือกหยิบอ่านหนังสือ ดูเผลอๆ อาจไม่ตรงกับคาแร็กเตอร์เขาเลย แต่เซอร์ไพรส์ที่เขาอ่านหนังสือแบบนี้ แต่เราต้องสื่อออกมาเป็นภาพ เลยลองคอนทราสต์ เล่นกับความใหญ่-ความเล็กแทน และคาแร็กเตอร์ก็คอนทราสต์กับหนังสือที่อ่านมากเลย และเริ่มมีความสนุกมากขึ้น

และอีกคาแร็กเตอร์ กองดอง ภาพเซตการแซวโดยตรงของคนที่ชอบมางานหนังสือ คือเลือกซื้อหนังสือเยอะ แต่ว่ายังเดาหนังสือว่าเล่มนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็เป็น คนก็ยอมรับว่ามันคือพฤติกรรม เลยออกมาเป็นภาพที่เหมือนเราซื้อหนังสือมาเพิ่มอีกแล้ว ซื้อมาโปะๆ กองจนหนังสือที่มีมันมากอยู่แล้ว จะถล่มลงมาทับอีกคนแล้ว เป็นลูกเล่นที่มากขึ้น เป็นการแซวๆ นิดนึง (หัวเราะ) ฟีลว่าซื้อหนังสือเยอะนะ อ่านบ้าง มันจะถล่มมาทับแล้ว

⦁ ทุกวันนี้โลกหมุนด้วยโซเชียลและเทคโนโลยี การอ่านหนังสือเล่มยังจำเป็นอยู่ไหม?

จริงๆ แล้วเทรนด์การอ่านมีหลายรูปแบบมาก เราจะอ่านแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น e-Book (อีบุ๊ก) อ่านหนังสือออนไลน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ก็ได้ อาจจะมีนิตยสารหลายหัวที่ปิดตัวลงไป แต่สุดท้ายแล้วการอ่านมันก็อยู่ทุกที่อยู่ดี อย่าง Community นักเขียนที่กำลังเขียนหนังสืออยู่ก็กำลังมีมากขึ้นในปัจจุบันอยู่เหมือนกัน เราเลยรู้สึกว่าต่อให้มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปมันก็จะมีอะไรที่เกิดขึ้นมาใหม่เสมอเหมือนกัน และการอ่านก็ไม่ได้จำกัดรูปแบบแล้ว ก็เลยคิดว่าเป็นไปในทางที่หลากหลาย ให้เลือกได้มากขึ้น

⦁ ความท้าทายและอุปสรรคในการทำงานครั้งนี้คืออะไร?

เรามองว่าขั้นตอนการตีความคอนเซ็ปต์มันไม่ได้ยากมาก แต่จะยากในเรื่องของวิธีการทำงานของเรา สำหรับคอนเซ็ปต์นี้ เพราะว่ามันเป็น Every Day เราก็เลยวาดออกมาในหลายๆ รูปแบบมาก สเกตช์ออกมาเยอะๆ ก่อน ความยากก็คือการอีดิท ต้องดูภาพไหนที่เวิร์ก กับภาพไหนที่ดูเหมาะสมกับการไปขยายออกมาเป็นชิ้นต่างๆ ที่สอดคล้องกับมติชนร่วมด้วย ความยากจึงอยู่ที่การอีดิท และการเลือกชิ้นที่จะนำมาทำต่อมากกว่า

⦁ แอบเห็นว่าของพรีเมียมลายเส้น TUNA Dunn รอบนี้จัดเต็ม และมีอะไรใหม่ๆ ด้วย?

ทางมติชนก็ได้ออกแบบเตรียมของไว้อย่างหลากหลายมาก มีทั้งโคมไฟอ่านหนังสือ กระเป๋า Tote bag และ Accessorize ในการอ่าน เราก็หวังว่าตัวละครต่างๆ ที่เราวาดลงไปจะทำให้ทุกคนรู้สึกอยากอ่านหนังสือมากขึ้น หรือว่าถือถุงผ้านี้ไปซื้อหนังสือใหม่มากขึ้น สร้างความน่ารักให้กับบรรยากาศการอ่านได้ จริงๆ ไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะเราอยากให้เป็นอะไรที่ไม่กดดัน เหมือนคอนเซ็ปต์ Read Every Day ที่ไม่กดดันอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะอ่านตอนไหน ที่ไหน เวลาใด มันเป็นการอ่านอย่างสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า ในบูธสำนักพิมพ์มติชนมีหนังสือหลากหลายให้เลือกอ่าน รวมถึงผลงานศิลปะของ TUNA Dunn ด้วย ชอบอันไหนก็ดูอันนั้น ชอบชิ้นไหนก็ซื้อชิ้นนั้น

จะอ่านอย่างไร ก็อ่านเถอะ ไม่อยากให้เครียด อยากอ่านแค่นี้ก็อ่านได้ อยากซื้อหนังสือเล่มไหน แค่ไหน ก็ซื้อ เหมือนกับว่ามันไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ความเครียดว่าทำไมเราอ่านหนังสือน้อยจังเลย อยากให้แบบสบายๆ จริงแค่ยืนอ่านบทความ (Article) ก็สบายใจแล้ว

แล้วพบกัน! ที่บูธสำนักพิมพ์มติชน J02 ในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29” ระหว่างวันที่ 10-20 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น L-G ฮอลล์ 5-7