มหาเถรศรีศรัทธา
หลานพ่อขุนผาเมือง
ศาสนา–การเมือง
เรื่องชาวสยาม ความเป็นไทย
เมืองสุโขทัย, เมืองศรีสัชนาลัย, พ่อขุนศรีนาวนำถุม,
พ่อขุนผาเมือง, พ่อขุนบางกลางหาว, ขอมสบาดโขลญลำพง,
ศึกชิงเมืองสุโขทัย ขับไล่ขอม, รวมทั้งชื่อศรีอินทราทิตย์ ฯลฯ
ในประวัติศาสตร์ไทย ล้วนได้จากเรื่องเล่าของมหาเถรศรีศรัทธาในจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม)
แต่ชื่อมหาเถรศรีศรัทธาถูกบังคับสูญหายด้วยอำนาจประวัติศาสตร์ชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ของรัฐบาลในอดีตจนปัจจุบัน?
พระมหาเถรศรีศรัทธา รูปปั้นสันนิษฐานตั้งไว้ที่พุทธมณฑลพิษณุโลก อ. เมืองฯ จ. พิษณุโลก (ชัยวุฒิ ระพิณพิทักษ์–ถ่ายภาพ)
บ้านเกิดเมืองนอน มหาเถรศรีศรัทธา
มหาเถรศรีศรัทธาบอกประวัติตนเองไว้ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ว่าเกิดที่เมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นลูกชายของพระยาคำแหงพระราม เจ้าเมืองสองแคว–พิษณุโลก (แม่ เป็นใครไม่พบหลักฐาน)
เป็นหลานลุง พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (โคราชเก่า) เป็นหลานปู่ พ่อขุนศรีนาวนำถุม ผู้สร้างเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย เครือญาติวงศ์ละโว้
มหาเถรศรีศรัทธา “เกิดในนครสรลวงสองแคว” (จารึกสุโขทัย หลักที่ 2 ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 8) หมายถึงสองแควเมืองสวรรค์ดุจวิษณุโลก ซึ่งเป็นกวีโวหารยกย่องเมืองสองแควตามประเพณีพิธีกรรมรับจากอโยธยา–ละโว้
สรลวง หมายถึง พระวิษณุ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบาย (ก่อน พ.ศ. 2509) ว่า “สรลวง” คือ สรวงหมายถึง พระวิษณุ พบในร่ายบทแรกของโองการแช่งน้ำ ตอนสรรเสริญพระวิษณุ ว่า “โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น” [พิมพ์ครั้งแรกใน ศิลปวัฒนธรรม เมษายน 2546]
สมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เรียกสองแควว่าพิษณุโลก (หมายถึงที่สถิตของพระวิษณุ) เท่ากับสืบเนื่องประเพณีเรียก “สรลวงสองแคว”
ขุนศึกออกบวช
มหาเถรศรีศรัทธาเป็นนักรบระดับ “ขุนศึก” อยู่เมืองราด ลุ่มน้ำมูล (นครราชสีมา)
ระหว่างอายุก่อน 17 ปี ถึงหลังอายุ 31 ปี สนองงาน “ลุง” คือ พ่อขุนผาเมือง อยู่เมืองราด พบหลักฐานในจารึกหลักที่ 2 (วัดศรีชุม) ดังนี้
อายุ 17-18 รบ 2 ครั้ง ได้แก่ (1.) รบกับท้าวคนหนึ่ง (จารึกชำรุด) อ่านไม่ได้ว่ารบที่ไหน? (2.) รบกับท้าวอีจาน อยู่ดงอีจาน ลุ่มน้ำมูล
อายุ 26 รบ 1 ครั้ง ชนช้างกับขุนจัง ไม่บอกที่ไหน?
อายุ 31 บวชที่รัตนภูมิ (ปราสาทพนมวัน) ลุ่มน้ำมูล (นครราชสีมา)
เหตุการณ์เกิดที่ลุ่มน้ำมูล 2 ครั้ง ทำให้เชื่อว่ารวมทั้งหมดอีก 2 ครั้งเกิดขึ้นที่ลุ่มน้ำมูล เพราะไม่พบหลักฐานชวนให้เชื่อว่าเกิดที่อื่นนอกลุ่มน้ำมูล
ขี่ช้างตัวเมีย ชนชนะช้างตัวผู้ตกมัน
ขุนจังเป็นเจ้าเมือง (ลุ่มน้ำมูล) ขี่ช้างสูงใหญ่–ตกมัน–คลุ้มคลั่ง ท้าพระยาคำแหงพระราม (ถ้าไม่กล้าชนช้าง) ให้เอาหมอนแพรมาแลก (ยอมแพ้)
[ช้างตกมัน คือช้างพลาย (ช้างตัวผู้) มีกำหนัดแรงกล้าในฤดูผสมพันธุ์มีน้ำมันไหลเยิ้มที่หน้าช้างและอวัยวะเพศ]
มหาเถรศรีศรัทธา (ขณะเป็นคฤหัสถ์วัยรุ่น) เจ็บใจแทนพ่อ ขึ้นขี่ช้างพัง (ช้างตัวเมีย) ไล่ชนช้างพลายตกมัน ช้างพลายขุนจัง เดินเจ็บหนีไป
พระธรรมราช (เลอไทย) กษัตริย์สุโขทัยขณะนั้น ประหลาดใจมาก ปรารภว่าทำไมช้างตัวเมียชนชนะช้างตัวผู้ตกมัน? มหัศจรรย์?
รบกับท้าวอีจาน (ทับลาน–วังน้ำเขียว)
ท้าวอีจานอยู่ดงอีจาน จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าเป็นดงใหญ่มีพื้นที่ต่อเนื่องกว้างใหญ่ ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ จ. นครราชสีมา–จ. บุรีรัมย์ เป็นแนวยาวเชิงเขาใหญ่ต่อเนื่องทับลาน–วังน้ำเขียว (นครนายก–ปราจีนบุรี) เป็นพืดถึงเขาพนมดงรัก
[ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 หน้า 326 (เขียนก่อน 2509) 58 ปีที่แล้ว]
เอกสารจีนโจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 (728 ปีมาแล้ว) บันทึกว่ามีพวกเสียน (ชาวสยาม) คุกคามหมู่บ้านของเจินละ (กัมพูชา) บ่อยๆ เป็นหลักฐานว่าการปะทะขัดแย้งมีสืบเนื่องถึงช่วงเวลาที่มหาเถรศรีศรัทธาเป็นนักรบของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
ปลงอนิจจัง
มหาเถรศรีศรัทธาเมื่อเป็นคฤหัสถ์ ศึกษาวิชาพิเศษต่างๆ เป็นต้นว่า วิชาช้าง, วิชาม้า, วิชาราชสีห์, วิชาแม่นธนู ยิงตรงไหนก็ถูกตรงนั้น, และอีกหลายวิชา
มีเมีย และมีลูกสาว 2 คน, ลูกชาย 1 คน
อายุ 29 ปี ย่างเข้า 30 ปี มีบุตรผู้หนึ่ง —– (จารึกชำรุด) —–[ดร. ประเสริฐ ณ นคร สงสัยว่าบุตรคงตาย]
ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ วนเวียนในบาป–บุญ, หัวเราะ–ร้องไห้, ได้–เสีย, สุข–ทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก รู้สึกปลงอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน จึงปรารถนาโพธิสมภาร
อายุ 31 ปี เกิดศรัทธามาก ใครอยากได้อะไรยกให้หมด จึงทำลายเครื่องอาวุธทั้งหลาย เป็นต้นว่าเอาหน้าไม้ธนู ทำเป็นฟืนหุงข้าวในป่า สละภาระเหย้าเรือน แล้วสละสิ่งของห่อด้วยผ้าสีต่างๆ เป็นเครื่องบริจาค พร้อมแก้วแหวนเงินทองกองแก้ว (รัตนะ)
แต่งตัวลูกสาวสองคนด้วย “ใส่ทองปลายแขน แหวนปลายก้อย” ยกให้แก่ผู้มาขอ (เมีย) แต่งตัวให้สวยงาม ยกให้แก่ผู้มาขอ แล้วออกบวช —– ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า “จึงภิเนษกรม ออกจากรัตนภูมิสพายบาตร——-” จากนั้นเข้าป่าปรารถนาจะเดินหาพระศรีรัตนมหาธาตุ เพื่อจะทำกุศล——-ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
บวชที่ปราสาทพนมวัน นครราชสีมา
จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าจารึกปราสาทพนมวัน เรียกพื้นที่ปราสาทพนมวันว่า “รัตนภูมิ” และเรียกตัวปราสาทพนมวันว่า “รัตนปุระ” ดังนั้นพระมหาเถรศรีศรัทธาบวชเป็นภิกษุที่ปราสาทพนมวัน ใกล้แม่น้ำมูล (ปัจจุบันอยู่ อ. เมืองฯ จ. นครราชสีมา)
ปราสาทพนมวันถูกแปลงเป็น “วัด” ในศาสนาพุทธ เถรวาท (แบบลังกา) พบหลักฐานหลายอย่าง ฝีมือช่าง เรือน พ.ศ. 1900 ได้แก่พระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาท นับแต่นั้นถูกเรียก “ปราสาทวัดพนมวัน” หรือ “ปราสาทหินวัดพนมวัน” (คำว่า “วัด” เพิ่งถูกตัดออกไปไม่นานมานี้)
ปราสาทพนมวัน นครราชสีมา (ภาพจากโดรน มติชน 2567)
ปราสาทพนมวัน จากพราหมณ์เป็นพุทธ
3,000 ปีมาแล้ว พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์
พ.ศ. 1434 สร้างเทวาลัย ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู
พ.ศ. 1598 ปฏิสังขรณ์เทวาลัย เรียกปราสาท “สุขาลัย” ไศวนิกาย บูชาพระศิวะ (พระอิศวร)
พ.ศ. 1800-1900 แปลงเทวาลัย เป็น “วัด” ในศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา รับจากอโยธยา
เถรวาท แบบลังกา จากปราสาทพนมวัน
พระพุทธรูป และโบราณวัตถุ ต้นอยุธยา เกือบ 100 รายการ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ได้แก่ พระพิมพ์ต่างๆ พระพุทธรูป, และอื่นๆ ทำจากทองคำ, ทองสำริด, เงิน, ดินเผา, หินทราย ฯลฯ
ระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะอยุธยาตอนต้น อายุราว พ.ศ.1800-1900 พบจากปราสาท พนมวัน จ. นครราชสีมา
รอยพระพุทธบาทหินทราย (วางตะแคง) ราว พ.ศ. 1900 ในมณฑปปราสาทประธาน ปราสาทพนมวัน พระพุทธบาทนูนขึ้น มีธรรมจักรสลักเป็นวงกลมกลางฝ่าพระบาท โดยไม่พบลวดลายมงคลอื่นๆ
[รูปและคำอธิบายสรุปจาก อ.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร]
ต้นทางชาวสยาม ความเป็นไทย
มหาเถรศรีศรัทธาออกบวช, แสวงบุญ, ไปลังกา จนถึงทำศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (วัดศรีชุม) เป็นภารกิจทางศาสนา–การเมืองเรื่องต้นทางชาวสยาม ความเป็นไทย ดังนี้
1. ความเคลื่อนไหวทางศาสนา–การเมือง เรื่องศาสนาพุทธ ลัทธิเถรวาท แบบลังกา ให้ได้รับการยกย่องเหนือความเชื่อแบบอื่น เพื่อผนึกความเป็นปึกแผ่นทางการเมือง เรื่องชาวสยาม ความเป็นไทย
2. ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในเชื้อสายวงศ์ศรีนาวนำถุม ที่นำโดยพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) ผู้มีส่วนสำคัญการสถาปนาเมืองอโยธยา ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
3. ความเคลื่อนไหวนี้เป็นที่รับรู้ทั่วกัน ของบ้านเมืองเครือญาติและเครือข่ายการค้าดินแดนภายใน ซึ่งพูดภาษาไท–ไตเป็นภาษากลาง รวมทั้งเป็นที่รับรู้ของกษัตริย์ลังกาตั้งแต่แรก
4. มีผู้บวชตามเป็นคณะใหญ่ ประกอบด้วยเครือญาติ และ “ข้าหลวงเดิม” ที่ต้องติดตามการธุดงค์แสวงบุญและอื่นๆ โดยมีคฤหัสถ์จำนวนหนึ่งเป็น “ลูกศิษย์” ต้องปรนนิบัติตลอดไป
5. การแสวงบุญบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุของบ้านเมืองต่างๆ ทั้งใกล้และไกล รวมทั้งการปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุหลวง ต้องเกณฑ์ไพร่จำนวนมากเป็นแรงงาน ล้วนได้รับการอุดหนุนอย่างแข็งแรงจากเจ้าเมืองนั้นๆ ซึ่งเป็นเครือญาติและเครือข่ายของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด
6. การไปแสวงบุญในลังกา ต้องเป็นที่รับรู้และตกลงยินยอมพร้อมใจของกษัตริย์ลังกาล่วงหน้านานแล้ว
กษัตริย์ลังกาอุดหนุนข้าคนเป็นแรงงานให้มหาเถรศรีศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งผุพัง ที่พระมหาธาตุศักดิ์สิทธิ์มากของลังกาชื่อ “มหิยังคณะมหาเจดีย์”
7. การเดินทางทั้งขาไป–ขากลับโดยทางเรือ ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่ซึ่งเป็นของพ่อค้าอินเดีย–มลายู? ต้องพึ่งพาอำนาจของกษัตริย์หรือเจ้าเมืองสถานีการค้านั้น ฝากฝังไปกับนายเรือ ดังนั้นมหาเถรศรีศรัทธาจึงเดินทางได้
8. กลับจากลังกา มหาเถรศรีศรัทธา (บอกไว้ในจารึกสุโขทัย หลักที่ 11 วัดเขากบ นครสวรรค์) ได้แวะเมือง “อโยธยาศรีรามเทพนคร” เมืองเก่าของอยุธยา (มีก่อนอยุธยา) เป็นสัญญาณว่ารับตัวอักษรเขียนบนสมุดข่อยจากอโยธยา ไปปรับเป็นอักษรใช้สลักหิน ทำศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (วัดศรีชุม) พบร่องรอยบอกไว้ในพงศาวดารเหนือ
9. หลังมหาเถรศรีศรัทธา กลับจากลังกา ศาสนาพุทธ ลัทธิเถรวาท แบบลังกา ได้แผ่ไปถึงบ้านเมืองต่างๆ ทั้งทางเหนือและทางตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งดูจากการแพร่กระจายของจารึกอักษรฝักขามและอักษรไทยน้อย ที่ได้ต้นแบบจากอักษรไทยสลักหิน แบบจารึกหลักที่ 2
เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าสู่ชาวสยาม ความเป็นไทย ซึ่งเป็นต้นทาง “สยามประเทศไทย”
10. คาดคะเนอายุของมหาเถรศรีศรัทธา ออกบวชอายุ 31 (ตามจารึกวัดศรีชุม)
ก่อนไปลังกา สมมุติว่า 10 ปี ได้ธุดงค์แสวงบุญไหว้พระมหาธาตุในบ้านเมืองต่างๆ จนถึงอายุได้ 41 ไปลังกา อยู่แสวงบุญราว 10 ปี จนถึงอายุราว 51 กลับไปอยู่สุโขทัย
ขณะทำจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (วัดศรีชุม) มหาเถรศรีศรัทธาอายุระหว่าง 51-60 บารมีแก่กล้าสูงสุด มีผู้เคารพนับถือจำนวนมากและกว้างขวาง เห็นได้จากการกระจายทั่วภูมิภาคของลัทธิเถรวาท แบบลังกา และเมื่อพญาลิไททรงผนวช ก็เป็น เถรวาท แบบลังกา นิมนต์อุปัชฌาย์จากเมืองมอญ (เมืองพัน) ไปทำพิธีบวชที่สุโขทัย
11. มหาเถรศรีศรัทธา ถูกบังคับสูญหาย ด้วยอำนาจของประวัติศาสตร์ชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ที่ไม่มีจริง แต่ใช้ครอบงำสังคมไทยนานนับ 100 ปี รวมทั้งขัดขวางความก้าวหน้าทางสังคม และเป็นปฏิปักษ์ต่อพลังสร้างสรรค์ทั้งมวล
ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) สลักบนแผ่นหิน มุมมน (เหมือนเสมาหิน) หน้าเรียบ มี 2 ด้าน สูง 2.75 เมตร กว้าง 0.67 เมตร (67 เซนติเมตร) หนา 0.08 เมตร (8 เซนติเมตร)จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
อักษรไทย (ไม่รามคำแหง) ราว 650 ปีมาแล้ว ไม่ก่อน พ.ศ. 1894 ไม่หลัง พ.ศ. ?
ที่ตั้ง ดั้งเดิมเริ่มแรกอยู่ที่ไหน? ไม่พบหลักฐาน แต่ครั้งสุดท้าย (แผ่นดิน ร.5) พบในอุโมงค์มณฑป วัดศรีชุม เมืองสุโขทัย จึงเรียก จารึกวัดศรีชุม ถูกจัดเป็น ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (เพราะหลักที่ 1 ถูกกำหนดแล้วให้เป็นจารึกพ่อขุนรามคำแหง)
อ่าน–ตรวจสอบ โดย ยอร์ช เซเดส์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2467 (100 ปีที่แล้ว)
ล่าสุด หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ชำระ (เพิ่มเติมจาก ยอร์ช เซเดส์) พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2523 (44 ปีมาแล้ว)
11
เนื้อหาจารึกวัดศรีชุม
1. เรื่องเล่า โดยมหาเถรศรีศรัทธา ตั้งแต่ต้นจนจบ
2. เล่าประวัติตนเอง ตั้งแต่ก่อนบวช เป็นนักรบระดับขุนศึกเมืองราด, ออกบวช, แสวงบุญสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญที่ต่างๆ, แล้วไปแสวงบุญในลังกา 10 ปี, กลับจากลังกาเข้าสุโขทัย
3. เล่าประวัติความเป็นมาของรัฐสุโขทัย ตั้งแต่กำเนิดโดยวงศ์ศรีนาวนำถุม จากนั้นวงศ์พระร่วงรับช่วงต่อมา
4. ถ้อยคำสำนวนภาษา เป็นวัฒนธรรมราชสำนักอโยธยา ร่วมสมัยวรรณกรรมอโยธยา (คือกฎหมายหลายฉบับ)
ปัญหาการอ่าน
จารึกหลัก 2 (วัดศรีชุม) มีปัญหา ซึ่งมีผลให้การอ่าน และ ตีความ ไม่ลงรอยกัน
ดร. ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า ข้อความเรียงลำดับตามสถานที่ที่ธุดงค์ผ่านไป แต่พบปัญหาดังนี้
(1.) ปนกัน นำเรื่องที่กระทำตอนขากลับ (ลังกา) ไปเล่าไว้คราวเดียวกับขาไป(ลังกา)
(2.) สลับไปมา เพราะผิดพลาดการคำนวณพื้นที่สลักข้อความ
ก. ด้านที่ 1 อ่านต่อด้านที่ 2
ข. จบด้านที่ 2 (มีเส้นคั่น) ย้อนอ่านต่อด้านที่ 1
ค. จบอ่านต่อด้านที่ 1 ต้องย้อนอ่านต่อด้านที่ 2 อีก
ดังนั้น (1.) ไม่ต้องเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง และ (2.) คิดใหม่ ตีความใหม่เมื่อไรก็ได้ ไม่กำหนดขอบเขต และไม่กำหนดเวลา

