ล้างความเข้าใจผิด‘มะเร็งเต้านม’
ตัดเต้าทิ้งไม่จริงเสมอไป เทคโนโลยีใหม่ทำน้อยได้มาก
22,000 รายต่อปี คือจำนวนของหญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อ
4,000 กว่ารายในนั้นเสียชีวิต แม้จะลดลงเหลือราว 13 คน/วัน จากเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่ก็ยังเป็นยอดที่น่าผวา
“ทุกๆ วันมีคนไข้รายใหม่ 60 คน” เรืออากาศเอก นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยกสถิติที่น่าเป็นห่วง
มะเร็งเต้านม หนึ่งในภัยเงียบที่ยังคงคุกคามสุขภาพของผู้หญิงทั่วโลกและพบบ่อยในหญิงไทย จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2565 พุ่งสูงขึ้นถึง 38,559 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 60 ปีขึ้นไป ทว่า ภาครัฐไม่มีบริการฟรี เว้นแต่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง จึงจะเข้ารับการตรวจพันธุกรรม หรือแมมโมแกรมได้
แต่สำหรับคนทั่วไปต้องหมั่นสังเกตตัวเอง
“รู้เร็ว รักษาง่าย และหายขาดด้วย” เป็นสโลแกนที่ ผอ.สถาบันมะเร็ง หวังให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจ
ด้วยตระหนักถึงความร้ายแรงของโรค ในวาระครบรอบ 30 ปี โรงพยาบาลเวชธานี จึงได้จัดกิจกรรม “Vejthani for all…Opal for her” เมื่อไม่นานมานี้ (20 ก.ย.) ระดมแพทย์มือทองผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านหน้าอก มาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมฟรี ให้สตรีไทย 30 ท่าน
ในมุมของ ร.อ.ดร.ชาคริต ศึกษากิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวชธานี จำกัด (มหาชน) มั่นใจว่าถึงแม้สถิติผู้ป่วยใหม่จะทะยานขึ้นทุกๆ ปี แต่ความโชคดีคือ เรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแม่นยำในการจับผิดก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะ ‘แมมโมแกรมดิจิทัล 3 มิติ’ และ ‘อัลตราซาวด์’
“ปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป เรามีเทคโนโลยีที่คัดกรองรอยโรคได้ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง ที่สำคัญไม่เจ็บด้วย” ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ รพ.เวชธานี ยืนยันอีกเสียง ก่อนเปิดเวทีให้ผู้ร่วมงานได้ซักถามข้อสงสัย
ปลดล็อกความเข้าใจผิด เพื่อปลอดจากมะเร็งเต้านมอย่างสิ้นเชิง

ส่งพลังหญิง
‘ตรวจมะเร็งเต้านม’ ก่อนสาย
ด้าน ‘โอปอล’ สุชาตา ช่วงศรี Miss Universe Thailand 2024 เล่าย้อนกลับไปในวัย 16 ปี ด้วยเคยมีประสบการณ์ผ่าตัดก้อนเนื้อที่หน้าอกมาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกนั้น และยินดีอย่างยิ่งที่มีงานเช่นนี้เกิดขึ้น
“มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นว่า ถ้าเราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ อยากทำอะไรเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต การทำงาน”
ในฐานะเจ้าของโครงการ Opal for her ที่มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าการที่ผู้หญิงตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรอง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอด เพราะจากที่ได้ทำโครงการ คุยกับแพทย์และศึกษาด้วยตัวเอง พบว่าการตรวจเจอตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ช่วยให้รักษาหายขาดได้จริงๆ
“ความรู้สึกของเด็กอายุ 16 ณ ตอนนั้นกลัวมากๆ ในการตรวจเจอและรักษา เพราะไม่รู้เลยว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม หรือกลายเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า อยากเป็นพลังสำคัญ เป็นอีกเสียงยืนหยัดให้ผู้ที่ต่อสู้กับโรคนี้ ถ้ามีกำลังใจที่ดี เราจะผ่านมันไปได้” โอปอลเชื่อมั่น
ปิดจบด้วยเซอร์ไพรส์ฉลองวันคล้ายเกิดครบรอบ 21 ปี ด้วยเค้กก้อนใหญ่ ท่ามกลางผู้ร่วมงานร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ท่องนะโม 3 จบ อวยพรขอให้โอปอล คว้ามงกุฎ Miss Universe 2024 ที่ประเทศเม็กซิโก ได้สำเร็จ
ด้านเจ้าตัวเอ่ยปาก ขอบคุณที่ทำให้วันเกิดปีนี้เป็นวันที่พิเศษ ขอบคุณ รพ.เวชธานี, วาโก้ (Wacoal) แฟนคลับและทีมงานทุกคน ที่คอยสนับสนุนจนโครงการเดินมาไกลได้ถึงวันนี้
“เป็นวันที่พิเศษมากๆ เป็นวันเกิดที่ดีที่สุดอีกปีในชีวิต พลังของทุกคน ของแพทย์ ผู้ป่วย ผู้รอดชีวิต และจากครอบครัวของพวกเขา พลังของทุกคนจะไปกับโอปอล ในการทำโครงการนี้ต่อไป”

ทำน้อยได้มาก
เพิ่มออปชั่น-เทคนิคล้ำ
ไม่จำเป็นต้องตัดเต้า
แล้วผู้หญิงอย่างเราควรเริ่มตรวจตอนไหน?
พญ.รับพร สุขพานิช ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยาและโรคของเต้านม บอกเลยว่า ทุกวันนี้เจอเร็วขึ้น แนะนำเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 35-40 ปีขึ้นไป แต่ที่ต้องรีบเป็นพิเศษคือ ในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง หรือตรวจเจอยีนกลายพันธุ์
ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีหลากหลาย แต่จะใช้วิธีไหนขึ้นอยู่กับอายุ เพราะเนื้อเต้านมแต่ละวัยไม่เหมือนกัน ‘แมมโมแกรมดิจิทัล 3 มิติ’ ดีกับคนที่อายุมากหน่อย เพราะไขมันเยอะขึ้น สีต่างจากก้อนเนื้อทำให้มองเห็นได้ชัด ในขณะที่คนอายุน้อย จะเห็นเนื้อนมเป็นสีขาวซ้อนกันกับก้อนเนื้อ ดูยากขึ้นต้องใช้ ‘อัลตราซาวด์’
“อย่างในต่างประเทศ จะเริ่มสกรีนนิ่งด้วยแมมโมแกรม แล้วถ้าเจออะไรจะเรียกคนไข้มาอัลตราซาวด์ซ้ำ แต่โดยเฉลี่ยแล้วเนื้อนมของคนไทยแน่นกว่าต่างชาติ ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำทำควบคู่ทั้ง 2 อย่าง เพราะจะช่วยค้นหาหินปูนเล็กๆ”
พญ.รับพรบอกว่า สิ่งที่แพทย์มองหาเวลาทำแมมโมแกรม คือจะเจอก้อนเนื้อ หรือหินปูนที่ผิดปกติไหม? ส่วนอัลตราซาวด์จะเห็นขอบเขตชัดกว่า และบอกได้ว่าก้อนนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งกี่ % แต่สิ่งที่จะคอนเฟิร์มได้ชัวร์ๆ คือการ ‘ตรวจชิ้นเนื้อ’ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนต้องตรวจ โดยแนวทางการรักษาล่าสุดจะดูแลกันเป็นทีม มีทั้งศัลยแพทย์เต้านม ฉายแสง อายุรกรรมมะเร็ง หมอพลาสติก ที่มาช่วยเสริมสร้างเต้านม รวมถึงยาฮอร์โมนอีกมากมาย
ล่าสุด เทคนิคการผ่าตัดก็พัฒนาจนมี 2 ออปชั่น 1.เก็บเนื้อนมไว้ เอาแค่ก้อนออก แต่ก้อนนั้นได้รับการฉายแสงเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ 2.ตัดเต้านมทิ้งทั้งหมด แต่สามารถเก็บหนังและหัวนมได้ โดยเอาอย่างอื่นเสริมเข้าไปแทนเพื่อให้ลักษณะนมยังใกล้เคียงเดิมมากที่สุด จะรักษาแบบไหน ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและความประสงค์ของคนไข้
“เราพยายามเน้นคอนเซ็ปต์ ‘ผ่าตัดให้น้อย’ ให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด แค่เอามาเทสต์เพื่อไกด์ให้หมอรู้ว่าต้องให้ยาอะไร อดีตที่ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมหาศาล ปัจจุบันเคสเช่นนี้มีเพียง 1% เท่านั้น” พญ.รับพรมั่นใจในฝีมือทีมแพทย์ว่าเกิดขึ้นได้ ก็แก้ได้

ศัลยกรรมไม่กระทบ
ลบความเชื่อผิดๆ
ถามถึงกรณีเคยศัลยกรรมเสริมเต้านม บางคนกังวลว่าทำแมมโมแกรม แล้วจะถูกบีบจนเสียทรงไหม แตก-รั่วไหม?
พญ.รับพรคอนเฟิร์มว่าไม่เจ็บไม่รั่วแน่นอน เพราะอยู่คนละชั้น กลับดีในแง่ที่จะช่วยบอกได้เบื้องต้นหากเสริมมาแล้วรั่ว
บ้างก็เชื่อว่า เพราะรังสีจากการตรวจแมมโมแกรมนี่แหละ จากที่ไม่เป็นเลยเป็นเสียเลย?
“จริงๆ แล้วโดสของรังสีใช้น้อยกว่าเอกซเรย์ปอดอีก ดังนั้นทำปีละ 1-2 ครั้งไม่เพิ่มความเสี่ยงแน่นอน เป็นมาตรฐานที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งแต่อย่างใด”
ด้าน แม่ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หัวเรือใหญ่แห่งบ้าน TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss Universe Thailand 2024 ที่พาสาวงามมาร่วมส่งพลังหญิง ขอแชร์ความเห็นของคนวัย 50 อัพ มีเพื่อนหลายคนไม่กล้าตรวจแมมโมแกรม
“บางคนบอกว่าไม่เจ็บ บางคนเจ็บมาก บางคนกลัวว่าจากที่ไม่เป็น มันจะเป็นเพราะต้องมีการบีบอัด ไม่กล้าตรวจ รอเป็นม้วนเดียวจบ หลังมาฟังความรู้ก็เปลี่ยนความคิด เร็วๆ นี้จะต้องหาคิวมาตรวจ” แม่ปุ้ยขอตัดสินใจใหม่ เจอก่อนรักษาได้ ดีกว่าปล่อยให้ลุกลามเกินเยียวยา
หมอรับพรบอกเลยว่า เทคโนโลยีใหม่ 3 มิติ ไม่เจ็บแต่ก็ขึ้นอยู่กับไซซ์ “ใหญ่สบายๆ ได้เปรียบ ถ้าเล็กมาก อาจต้องใช้ความพยายามในการหนีบเพื่อเก็บภาพให้ครบ”
บางรายแชร์ว่าเคยอ่านเจอ ‘ผู้ชายก็เป็นได้’ แพทย์หญิงยืนยันว่าจริง แต่โอกาสน้อยกว่า 1% ซึ่งถ้าเจอ เป็นข้อบ่งชี้ด้วยว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติ
แพทย์หญิงทิ้งท้ายด้วยวิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน แนะนำควรทำช่วงหลังหมดประจำเดือน เริ่มจาก
1.ยืนหน้ากระจก เปลือยท่อนบนแล้วสังเกตความผิดปกติ เช่น ขนาดที่ไม่เท่ากัน รูปร่าง หรือรอยบุ๋มที่ผิดปกติ
2.คลำเต้านมตรวจหาก้อนเนื้อผิดปกติโดยใช้นิ้วชี้ กลางและนาง คลำเบาๆ แล้วค่อยๆ กดแรงขึ้น ทั้งในท่ายืนและท่านอน
ระวัง ‘ยีนกลายพันธุ์’
เต้าหู้-แคลเซียมเสริม
กินได้ไม่เพิ่มเสี่ยง
ด้าน นพ.อภิชาติ จันทรัตน์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา ลงลึกถึงนวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านม ทางเลือกใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
โดยการใช้ ‘ยาแบบเฉพาะเจาะจง’ มุ่งเน้นยิงตรงไปที่เซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำลายเซลล์ปกติ ร่วมกับการใช้ ‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งจนสู้กับเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมี ‘การบำบัดแบบฮอร์โมน’ ที่ช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำในรายที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
เหล่านี้ล้วนเป็นทางเลือกใหม่ๆ ที่ลดผลข้างเคียงจากวิธีรักษาแบบเดิมๆ
หลายคนกังวล ประวัติกรรมพันธุ์คนในครอบครัวมีคุณแม่ ป้า น้าสาว หรือญาติห่างๆ เป็นมะเร็ง จะเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน? นพ.อภิชาติแยกเป็น 2 กรณี 1.ครอบครัวมีประวัติ+มียีนกลายพันธุ์ 2.ครอบครัวมีประวัติ+ไม่มียีนกลายพันธุ์
ในกรณีที่ ‘มียีนกลายพันธุ์’ จะเพิ่มความเสี่ยง 60-70% เหมือนที่เคยตรวจเจอใน คุณแองเจลินา โจลี ดังนั้นถ้าที่บ้านมีประวัติหลายคน ไม่ว่าจะมะเร็งเต้านม ตับอ่อน ต่อมลูกหมาก รังไข่ ก็ควรเริ่มตรวจยีนตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป
ทำได้ 2 วิธีคือ ตรวจเลือด หรือชิ้นเนื้อในกระพุ้งแก้ม
ในเรื่องพฤติกรรมการกินอาหาร ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้นด้วยไหม? นพ.อภิชาติบอกเลยว่า เป็นความเชื่อที่จำกันมาผิดๆ ว่าการกินถั่วเหลือง-น้ำเต้าหู้ จะเพิ่มความเสี่ยง ด้วยความที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน
“ปัจจุบันพบแล้วว่า การจับกันของตัวรับและฮอร์โมน ซึ่งเป็นเอสโตรเจนจากพืช ต่างจากตัวรับที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง ในทางกลับกัน ยังช่วยลดความเสี่ยงด้วยซ้ำ ส่วนการฉีด/ใช้ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทน อาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อยแต่ยังไม่มีตัวเลขชัด”
ดังนั้น เมกชัวร์อีกครั้งว่าสตรีเพศ รับประทานเต้าหู้-แคลเซียมเสริมได้ ไม่ก่อมะเร็ง และไม่เกี่ยวกับหินปูนในเต้านม อย่างแน่นอน
ลดบวม-แทรกซ้อน
ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ
เมื่อปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาจนรุดหน้า อัตราการรอดชีวิตจึงสูงขึ้นตามลำดับ
แต่หลังผ่าตัด-ฉายแสง-เคมีบำบัด หรือเลาะต่อมน้ำเหลืองไต้รักแร้ ‘อาการแขนบวมน้ำเหลือง’ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยสุด การฟื้นฟูร่างกายหลังจากนั้นจึงสำคัญยิ่ง
“ผู้ป่วยมะเร็งเป็นนักสู้ ที่มีบาดแผล”
นพ.ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้รับช่วงต่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด ลดภาวะแทรกซ้อนต่อมน้ำเหลืองอุดตัน
หลายเคสมาหาหมอพร้อมแขนที่บวมเป่ง ควรดูแลอย่างไร? นพ.ธนวัฒน์จะเริ่มจากแยกให้ได้ก่อนว่า บวมเพราะเลาะต่อมน้ำเหลืองออกหรือไม่ ซึ่งทำให้ระบบบริเวณนั้นอุดตัน เริ่มจากระยะศูนย์ : ไม่แสดงอาการ, ระยะ 1 น้ำเริ่มท้นออกมาใต้ผิวหนัง, ระยะ 2 เริ่มมีพังผืดแต่ยังสามารถอนุรักษ์ไว้ได้ (ไม่ต้องผ่าตัด) ระยะ 3 เริ่มบวม-แข็งเหมือนเท้าช้าง ใช้งานไม่ได้ ต้องพึ่งการผ่าตัดร่วมกับกายภาพ
“ทางที่ดีควรตรวจติดตามเป็นระยะ จากการวิจัยพบว่าช่วง 3 ปีแรกจะบวมเยอะสุด แล้วค่อยๆ ลดลง ดังนั้นเมื่อตรวจเจอระยะแรกต้องรีบรักษา ให้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน 1.ดูแลผิวไม่ให้ติดเชื้อ ทามอยส์เจอไรเซอร์และทำความสะอาดทุกวัน 2.นวดระบายน้ำเหลือง 3.ใช้ปลอกแขนลดบวม ซึ่ง ‘วาโก้’ ก็ออกผลิตภัณฑ์นี้มาซัพพอร์ต และ 4.ออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ทาง รพ. มี Lymphatouch เป็นเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้หายบวมเร็วขึ้น ลดการอุดตันของต่อมน้ำเหลือง และพื้นฟูการไหลเวียนให้กลับมาเป็นปกติ ลดบวม ลดความไม่สบายตัว และความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้ด้วย
“การนวดระบายน้ำเหลือง ไม่เหมือนนวดสวีดิช ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ ซึ่งจะต้องนวดเบามาก แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในไทยแทบไม่มี ทาง รพ.เรามีอุปกรณ์ตัวนึงชื่อว่า Negative pressure Therapy ชื่อเล่น Lymphatouch คล้ายการครอบแก้ว ทำให้บริเวณที่รักษาเกิดการหด-ขยายของหลอดน้ำเหลือง และต้องอาศัยเทคนิคเดรนเข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งได้ผลดีกว่าการนวดและใช้เวลาไม่นาน จาก 1 ชั่วโมง เหลือ 20-30 นาที ถ้าเป็นระยะแรก ลดบวมได้ภายใน 1-2 สัปดาห์
ต่อไปคือ ‘ระยะคงสภาพ’ ใส่ปลอกแขนอีก 1-2 ปีนอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นๆ เช่น ชาปลายมือ-เท้าจากเคมีบำบัด หรือไหล่ติด เป็นต้น” นพ.ธนวัฒน์เผย
ยิ่งกว่าการสกัดก้อนเนื้อ คุมกำเนิดมะเร็งเต้านมให้อยู่หมัด คือการตอกย้ำว่า ‘ป้องกัน’ สำคัญแค่ไหน และทำไมผู้หญิงทุกคนควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ก่อนสายเกินแก้
อธิษฐาน จันทร์กลม

