Mind day ‘ภูมิคุ้มใจ’ สร้างพลังบวก รับมือพลังลบ โอบกอดความรู้สึก มองลึก ‘คุณค่าแห่งชีวิต’

5.10.24 | 13:04 น.
Mind day ‘ภูมิคุ้มใจ’ สร้างพลังบวก รับมือพลังลบ โอบกอดความรู้สึก มองลึก ‘คุณค่าแห่งชีวิต’
บรรยากาศงาน Mind day ภูมิคุ้มใจ PRESENTED BY SHISEIDO เมื่อ 29 กันยายน ที่ผ่านมา

Mind day ‘ภูมิคุ้มใจ’ สร้างพลังบวก รับมือพลังลบ
โอบกอดความรู้สึก มองลึก ‘คุณค่าแห่งชีวิต’

ในวันที่ใจอ่อนล้า หลายสิ่งที่ไม่เป็นไปดั่งใจหวังประเดประดัง เข้าโถมใส่จนหลายครั้งทำให้ตัวเราเกิดความสงสัยในตนเองและเจ็บปวดกับความรู้สึกที่ไม่ต้องการให้เกิด ทั้งความเศร้า ความผิดหวัง ความโกรธหรือแม้แต่ความกลัวในวาระที่ยังไม่มาถึง แม้ว่าจะไม่อยากเผชิญกับวันที่เลวร้ายมากเพียงใดก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ นำมาสู่การตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถรับมือความแตกสลายของใจ ในวันที่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายดั่งใจหวัง

29 กันยายน ที่ผ่านมา BrandThink Hybrid Content Creator Company จัดงาน ‘Mind day ภูมิคุ้มใจ PRESENTED BY SHISEIDO ณ SPHERE HALL ชั้น 5M, EMSPHERE รวบรวมเหล่า Speaker เอาไว้ถึง 13 ท่าน อาทิ ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี (เติ๊ด) และภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ (เหว่ง) คอนเทนต์ครีเอเตอร์ จากช่องยูทูบเทพลีลา, วิโอเลต วอเทียร์ (วี) ศิลปิน และเรืองริน อักษรานุเคราะห์ (มะเฟือง) นักจิตบำบัดและเจ้าของเพจ Beautiful Madness by Mafuang, ปิญชาดา ผ่องนพคุณ (กอเตย) นักออกแบบความตาย จาก เบาใจ แฟมิลี่ (Baojai Family), ชนัชชา สุริยเสนีย์ (ยูฟ่า) และคณกฤษ สุริยเสนีย์ (ฟีฟ่า) ผู้ก่อตั้งบริบุญ ธุรกิจในเครือสุริยาหีบศพ ฯลฯ ร่วมบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต แนะแนวทางในการโอบกอดหัวใจตนเอง สู่การสะท้อนใจ ให้ผู้ฟังได้ย้อนกลับมาสำรวจหัวใจของตัวเองอีกครั้ง

2 คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เผยเคล็ด ‘เสริมหัวใจให้มีภูมิคุ้มกัน’
ต้องรู้คุณค่าข้างใน

(จากซ้าย) ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์, ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี และผู้ดำเนินรายการ

ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี หรือ ‘เติ๊ด’ และ ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ หรือ ‘เหว่ง’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์จากช่องยูทูบ ‘เทพลีลา’ ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์และการรับมือกับการถูกแสดงความคิดเห็นในด้านลบในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในสายงานคอนเทนต์ครีเอเตอร์และในปัจจุบันการเข้าถึงโซเชียลที่แพร่หลายมากขึ้น ความคิดเห็นที่เป็นพิษต่อใจนั้นจึงเป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็สามารถพบเจอได้เช่นกัน

Advertisement

ภูถิรพัฒน์ ได้ยกตัวอย่าง การพบเจอการแสดงความคิดเห็นในด้านลบรูปแบบต่างๆ หลายครั้งในอดีตที่ตนเคยรู้สึกเสียใจ โกรธเมื่อมองดูความคิดเห็นด้านลบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ความคิดเห็นเหล่านี้อาจไม่ได้มีคำหยาบคาย แต่อาจทำร้ายจิตใจของผู้ที่ได้อ่านข้อความ หรือบางครั้งความคิดเห็นนั้นจะเต็มไปด้วยคำหยาบคายแต่บางคนกลับไม่รู้สึกอะไร เป็นเพราะแต่ละคนนั้นมี ‘คำต้องห้าม’ ที่ส่งผลต่อจิตใจแตกต่างกันออกไปและผู้แสดงความคิดเห็นก็มีความแตกต่างกันไป อีกทั้ง เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ก็มีการกลั่นกรองลดลงและทำให้คนกล้าแสดงความคิดเห็นที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นมากขึ้น

“สุดท้ายถ้าเรารักตัวเองจริงๆ เรายอมรับข้อเสียของเราและพร้อมจะพัฒนาข้อเสียของเรา ถ้ารู้จักตัวเองดีจริงๆ คอมเมนต์เหล่านี้มันจะทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าเรื่องที่เราพูดมันอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่ใช่ว่าได้แนวคิดนี้แล้ว เดี๋ยวดีดนิ้วแล้วทำได้เลยมันก็ต้องฝึกเหมือนกัน เหมือนกับว่าเราเจอคอมเมนต์เหล่านี้ก็ลองนึกถึงสิ่งนี้แล้วกันว่า สิ่งที่คนนี้เขาพูด ตัวหนังสือนั้น มันใช่เราจริงหรือ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องไปรับมัน ถ้าอันไหนใช่เราก็พร้อมจะปรับตัว ถ้าไม่ใช่ก็คือใม่ใช่ อย่าเพิ่งดิ่งกับสิ่งที่คนอื่นพูด ลองตั้งสติ หายใจเข้าแล้วก็นึกถึงเรื่องนี้ดู” นายภูถิรพัฒน์กล่าว

ในส่วนของ ภูศณัฎฐ์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์อีกท่านจากช่องยูทูบเทพลีลา เสริมเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นที่ทำร้ายจิตใจของคนในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจจะเกิดจากความเคยชินของบุคคลนั้นและยอมรับว่าการกระทำสิ่งเหล่านี้ในโซเชียลมีเดียเป็นพฤติกรรมที่น่ากลัว โดยเฉพาะในวันที่ตนกำลังมีลูกน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นมาในสังคมเช่นนี้ ด้วยพื้นฐานจิตใจแต่ละคนสามารถรับถ้อยคำรุนแรงที่แตกต่างกันและไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าผู้ที่รับความคิดเห็นเหล่านี้จะรู้สึกอย่างไร

นอกจากนี้ ได้แบ่งปันในเรื่องของการเข้าไปพบและรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการที่ทำให้ตนเองได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจในความเป็นตัวเองซึ่งเริ่มจากการไปหาจิตแพทย์พร้อมกับภรรยา และค่อยๆ เข้าใจตนเองและพฤติกรรม จิตใจของคนรอบข้างมากขึ้นจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี อีกทั้งยังเข้าใจความหมายของการมีความสุขของ ‘ตนเอง’ ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับความสุขของตนเองมากนักและเข้าใจมาตลอดว่าความสุขของตนเองคือการได้เห็นคนรอบข้าง ครอบครัวมีความสุข

นักร้องสาว นักจิตบำบัด ขอโอบกอดใจด้วยรัก รับรู้ทุกด้านดี-ร้าย

(จากซ้าย) วิโอเลต วอเทียร์, เรืองริน อักษรานุเคราะห์ และผู้ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ วิโอเลต วอเทียร์ หรือ ‘วี’ ศิลปินสาวเสียงใส และ เรืองริน อักษรานุเคราะห์ หรือ ‘มะเฟือง’ นักจิตบำบัดและเจ้าของเพจ Beautiful Madness by Mafuang ได้ร่วมขึ้นเวทีและแลกเปลี่ยนมุมมองผ่านประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนผ่านไปมาในแต่ละช่วงชีวิต ที่ทั้งสองได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและรักตัวเองผ่านความสัมพันธ์กับตัวเองและคนรอบข้าง ที่มีทั้งความเจ็บปวดและสวยงาม

วิโอเลตได้ย้อนถึงประสบการณ์ของตนในมุมมองของศิลปินที่ทำผลงานเพลง ซึ่งในบางครั้งตนก็สร้างความกดดันกับตัวเองมาเกินไปจนรู้สึกผิดหวังเมื่อผลงานเพลงไม่ได้รับรางวัลดั่งที่คาดหวัง ถึงแม้ว่าจะเคยรู้สึกมีความมั่นใจในผลงานของตัวเองมาร่วมปี ความมั่นใจนั้นกลับถูกทำลายลงไม่กี่วินาที่ได้รับรู้ว่ารางวัลไม่ได้เป็นของตน ทำให้ได้มีโอกาสทบทวนจิตใจตัวเองจึงพบว่าสิ่งที่สำคัญคือ ‘ความพึงพอใจในตนเอง’ เมื่อไม่นำตนเองไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่คนอื่นสร้างก็ทำให้รู้สึกดีและภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำมา

ศิลปินสาวเสียงใสคนนี้ยอมรับว่าการรักตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ยาก เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่จิตใจของมนุษย์คนหนึ่งจะพร้อมรับทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวเองเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นข้อเสีย แม้ว่าจะรับรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งใดเป็นข้อเสียของตนเอง และไม่อยากยอมรับการมีอยู่ของข้อเสียนั้น

“ข้อเสียมันรับยากอยู่แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่จะรับง่าย แค่กับตัวเองยังยากเลย กับคนอื่นมันก็ยากเหมือนกัน มันเลยเป็นเหมือนกับสิ่งที่ต้องทำใจ ในการยอมรับว่าเรานิสัยไม่ดีขนาดไหนในบางเรื่อง” วิโอเลตเล่า

จากนั้น เรืองรินได้เล่าถึงการเรียนรู้ที่จะรักตนเองผ่านความสัมพันธ์ในอดีตที่เคยผ่านมา ซึ่งเรียกตนเองได้ว่าเป็นคนที่ ‘บูชาความรัก’ ก็ไม่ผิดนัก ด้วยการที่ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างต่อความรักอย่างเต็มที่และเชื่อการทำให้คนรักมีความสุขหรือความพึงพอใจนั้นเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรักตัวเอง อิงคนรักเป็นศูนย์กลางของการทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การแต่งตัว ปรับตนเองให้เป็นไปตามสิ่งที่คนรักพึงปรารถนา

ในที่สุดเรืองรินก็ได้ตกตะกอนว่าความสัมพันธ์ที่ทำให้เธอมองไม่เห็นคุณค่าในตนเองนั้นไม่คุ้มค่าที่จะส่งความรักออกไป ทำให้เธอเริ่มตระหนักถึงการให้คุณค่ากับตัวเองให้มากขึ้น รับรู้ว่าสิ่งใดคู่ควรในความสัมพันธ์ของตนเอง และเชื่อเสมอว่าการที่ตนซื่อสัตย์ต่อตนเอง รับรู้ว่าคุณค่าของตัวเองจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต

ใช้ความตายเป็นเลนส์ ตระหนักคุณค่าของห้วงเวลาที่ยังมีลมหายใจ

ปิญชาดา ผ่องนพคุณ

จากนั้น ถึงคิว ปิญชาดา ผ่องนพคุณ หรือ ‘กอเตย’ นักออกแบบความตาย จาก เบาใจ แฟมิลี่ (Baojai Family) ชวนย้อนรำลึกถึง ‘ความตาย’ ที่แต่ละคนได้เผชิญหน้าในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปิญชาดาได้เผชิญหน้ากับความตายครั้งหนึ่งที่ชัดเจนคือวันที่ตนได้รับรู้ว่าคุณพ่อป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ด้วยเป้าหมายที่ตั้งใจอยากจะให้คุณพ่อ ‘ตายดี’ นำมาสู่การชวนท่านให้พูดถึงเรื่องความตายผ่านการใช้ ‘สมุดเบาใจ’ เพื่อให้เกิดความเข้าใจความตายและแสดงเจตจำนงต่อการจากไปได้

เหตุการณ์นี้ ทำให้ปิญชาดาก้าวสู่การเป็น ‘นักออกแบบความตาย’ และหวังว่าจะทำให้การพูดคุยเรื่องความตายนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้นและทำให้ตนได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับความตายกับคนหลากหลายที่ขอให้วางแผน ช่วยเตรียมตัวไปสู่ความตาย และเมื่อได้พูดคุยไปเรื่อยๆ ก็พบว่าทุกการมองไปสู่ความตายนั้นมีทำให้ได้มองเห็นคุณค่าและเป้าหมายที่แต่ละคนมีเสมอ

“พื้นที่ของความตาย ยิ่งเราได้ใกล้เขามากขึ้นเท่าไหร่ ได้สบตากับเขามากขึ้นเท่าไหร่ เชื่อไหมว่ามันทำให้เราได้ใคร่ควรญ ได้คิด ได้พิจารณาตัวเองอย่างถ่องแท้ที่สุด ในทุกครั้งที่เราได้ตระหนัก ได้เห็นว่าความตายมันอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว เราจะรู้ว่า ก่อนที่วันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงจริงๆ อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราอยากทำจริงๆ ก่อนตาย” ปิญชาดากล่าว

(จากซ้าย) คณกฤษ สุริยเสนีย์ และชนัชชา สุริยเสนีย์

ในช่วงท้าย ชนัชชา สุริยเสนีย์ หรือ ‘ยูฟ่า’ และ คณกฤษ สุริยเสนีย์ หรือ ‘ฟีฟ่า’ ผู้ก่อตั้งบริบุญ ธุรกิจในเครือสุริยาหีบศพ สองพี่น้องที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับความตายมาตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยธุรกิจของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับความตายโดยตรงทำให้เคยคิดว่าตนเองนั้นได้ระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งคุณแม่ของทั้งสองถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม แม้ว่าคุณแม่ของทั้งสองจะรับการรักษาจนหาย แต่นั่นก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่รวมถึงครอบครัวได้รับรู้ว่า ในบางครั้งความตายก็เข้ามาใกล้โดยไม่ทันตั้งตัว

ชนัชชาและคณกฤษ นำผู้ฟังจินตนาการถึงเหตุการณ์สมมุติ หากว่าตัวผู้ฟังได้จากไปในวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งสองกล่าวร่วมกันว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจนั้นจะเป็นสิ่งอื่นใดไม่ได้ นอกจาก ‘ความเสียดาย’ ซึ่งแตกต่างกันไป ดังนั้นเพื่อที่จะมองเห็นถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ จึงต้องใช้ความตายเข้ามาเป็นสิ่งสะท้อนจิตใจ เมื่อสามารถตระหนักรับรู้ถึงความเสียดายและเรื่องต่างๆ ที่ยังไม่เคยลงมือทำก็ควรลงมือทำในวันที่ยังมีลมหายใจอยู่

“สิ่งที่เราจะเสียดายมากที่สุดในวันนี้ ในวันที่เราไม่อยู่แล้วคือเรื่องอะไร เราว่ามันก็ดีอยู่แล้วที่วันนี้เรายังอยู่ เพราะว่าเราสามารถลงมือทำเพื่อลดเรื่องที่เราจะเสียดายให้มันน้อยลง เพราะฉะนั้นเหมือนเราใช้ความตายเป็นเลนส์ มองกลับมา ชีวิตที่อยู่ตอนนี้ว่า เป็นชีวิตที่เราพอใจหรือยัง ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วก็ตัวตนที่ทำ ที่เป็น มันใช่สิ่งที่เราอยากเป็นและอยากจดจำหรือเปล่า ทั้งหมดมันก็จะกลับไปที่ว่า เราใช้ชีวิตอย่างไร” ชนัชชากล่าว

“มันอาจะมีเรื่องเล็กๆ ก็ได้ที่เราสามารถทำได้ เราทำได้เลยอย่าง เช่น อาจจะทักไปขอโทษเพื่อนสมัย ป.3 ที่เราเคยขโมยยางลบ หรือเรื่องเล็กๆ อย่างไปกินข้าวร้านที่เคยเซฟไว้ตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ได้มีโอกาสสักทีไปลองกินดูนะครับ หรือคุณมีอะไรที่อยากบอกใคร อย่ารอ” คณกฤษทิ้งท้าย

นับเป็นอีเวนต์ดีๆ ที่สร้าง ‘พลังบวก’ พร้อมด้วยแรงบันดาลใจทั้งในการมีชีวิตอยู่ และการเตรียมพร้อมเผชิญความตายที่ทุกคนไม่อาจหลีกพ้น