นักเรียนในขบวนการ สายธาร 6 ตุลาฯ
‘วิชัย แสงดาวฉาย’
‘ผมไม่เชื่อว่าคนจะยอมสยบ’
“พูดได้เลยว่าตั้งแต่ 2540 เป็นต้นมา 20 ปีเงียบสนิท”
เวลาพูดถึงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เรามักจะหวนนึกถึงบทบาทของนิสิต-นักศึกษา หากองค์ประกอบสำคัญหลังขบวน ยังมี ‘นักเรียน’ เป็นส่วนหนึ่งของเมล็ดต้อยติ่ง สั่งสมพลังงานรอเวลาระเบิด ทิ้งตัวออกจากเปลือกเก่า เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ทางความคิด
“ทุกครั้งที่ลมพัดไฟมันจะติด เพราะมันยังมีเชื้ออยู่”
เป็นเวลา 36 ปีที่ วิชัย แสงดาวฉาย นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ คลุกคลีกับผู้คนมากหน้าหลายตา เข้า-ออกรั้วมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นว่าเล่น จากเด็กนักเรียนที่แอบแม่ไปม็อบ สู่เจ้าหน้าที่ระดับ C3 นับแต่ปี 2530 ผ่านมาหลายเจเนอเรชั่น กระทั่งสิ้นกันยายนที่พ้นมา ถึงวันโบกมือลาเก้าอี้ ‘เลขานุการโครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา’

48 ปีให้หลัง ธรรมศาสตร์ยังคงเดิม อาจจะลดน้อยไปบ้างทางจำนวนนับ ทว่า ท่าพระจันทร์วันนี้ยังแวดล้อมไปด้วยผู้คนหัวก้าวหน้า 6 ตุลาฯ 2519 ‘กระจกส่องสังคมไทย’ แม้ชื่องานรำลึกเปลี่ยนไป แต่บางสิ่งยังทิ้งไว้ให้สืบเนื่อง
“จะเรียกว่า ‘คนเดือนตุลา’ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมมีส่วนร่วมทางการเมืองตลอดมาตั้งแต่ช่วง 14 ตุลาฯ ยังคิดเล่นๆ อยู่เลยว่าจะสมัคร ส.ว.” วิชัย เอ่ยปาก ตามหลังด้วยเสียงหัวเราะร่า
เป็นชาวจุฬาฯ ซอย 4 และย่านสะพานเหลือง คลุกคลีกับวงดนตรีนักศึกษาแทบทุกวง ในช่วง 6 ตุลาฯ จีบผู้หญิงด้วยการเมือง เคยขอเข้าป่าแต่ถูกเบรกไว้ เป็นลูกหลานชาวจีน บิดากำพร้าในสงคราม ไม่มีความรู้แต่พออ่านออก-เขียนได้ จึงบ่มเพาะให้รักการอ่านมานับไม่ถ้วน หลอมรวมจนเป็นวิชัย ในวันนี้
ในฐานะส่วนผสมของเหตุการณ์ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ออมไว้ในธนาคารความทรงจำเพียบ
“ผมกล้าพูดเลยว่า ไม่เคยมีขบวนการใดๆ หรือ ครั้งไหน ที่เขย่าอำนาจรัฐและชนชั้นปกครองได้เท่ากับความคิดซ้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ผิดถูกอีกเรื่องนะ นักเรียนเขามีเรื่องสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มละคร เขาทำมาตั้งนานแล้ว จนบางคนก็เป็นศิลปินศิลปาธรไปแล้ว
“มันกลับมาหลังจากเงียบหายไป 20 กว่าปี ผมเชื่อว่าอยู่ในรากเหง้า ปัจจัยที่จะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาแน่นอน แล้วมักจะมากับปัญญาชน หรือเยาวชนก่อนเสมอ” สิ่งที่มองเห็นจากการเคลื่อนไหว ‘เยาวชน’ ช่วงปี 2563 คือการขับเคลื่อนสังคมด้วยศิลปะ ไม่ว่าจะม็อบไหนต่างชัดเจนใน ‘คนเท่ากัน’

ไม่ต่างจาก ‘ลมสินค้า’ ลมประจำปีที่มีบ่อเกิดจากความกดอากาศ พัดสม่ำเสมอด้วยแรงกำลังปานกลาง เมื่อเส้นศูนย์สูตรได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน
⦁ ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงได้ร่วมเคลื่อนไหวใน 6 ตุลาฯ เป็นอย่างไร?
ผมเรียนโรงเรียนจีนที่ ร.ร.ผดุงกิจ ป.1-4 เรียน ร.ร.ประยุรวงศาวาส ป.5-7 แล้วสอบเทียบขั้นเพื่อเรียนต่อที่ ร.ร.วัดราชโอรส เป็นเด็กสายวิทย์แท้ๆ แต่ไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว ก็เลยไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ ม.รามคำแหง เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ 1 ปี เป็นกรรมการ 3 ปีรวด ตลอด 4 ปีแทบไม่เข้าเรียน ทำกิจกรรมไปเรื่อย จัดนิทรรศการเคลื่อนย้ายตามโรงเรียน ทั้งโยธินบูรณะ, วัดราชบพิธ ที่เราเล็งๆ ไว้ว่าจะไปทำให้เด็กสนใจสังคม การเมือง ผ่านสิ่งแวดล้อม เขื่อน ฯลฯ คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม (คอทส.) ก็ได้ไปอยู่หลายครั้ง หลังจากนั้นค่อยเกิดสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ผมมีพี่น้อง 8 คน เป็นลูกคนเล็กคนเดียวที่อ่านหนังสือแล้ววิ่งเล่นได้ตลอด ไม่มีความกดดัน พอดีเรียนดี เขาเลยไม่รู้ว่าแอบหนีไปประท้วงบ่อยๆ วันที่ 4-5 ตุลาฯ ผมอยู่ที่ มธ. ออกมากับกลุ่มเพื่อนที่เรียนภาษาจีน ตอนนั้นอยู่ ป.7 พี่ชายอยู่มัธยมไม่ยอมกลับบ้านจะอยู่คืนนั้นอีกนาน พี่ชายอีก 2 คนไปตามเจอในสนามฟุตบอลก็ลากกลับบ้าน ไม่กี่สัปดาห์เขาก็วิ่งหนีออกจากบ้าน ปรากฏว่าพี่อีกคนเป็นสายให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มานานแล้ว แต่ที่บ้านไม่รู้ แม่ให้พี่ไปตาม พอรู้ว่าตกเที่ยวเม ก็เลยไปกล่อมให้กลับมาเรียนใหม่ ซึ่งคนที่มาติวให้พี่ผมเอ็นทรานซ์ปี 2523 คือ ธงชัย วินิจจะกูล
⦁ ด.ช.วิชัย สนใจการเมืองตั้งแต่ตอนไหน?
มาจากตอนไปเรียนภาษาจีนภาคค่ำ ก่อนปี 2519 ผมอยู่ราว ป.6 อายุ 12 ปี ไม่ได้ร่วมกับขบวนการของนักเรียนโดยตรงนะ แต่ได้ไปเรียนภาษาจีนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ที่ ‘โรงสี (ข้าว) 19’ (ที่ตั้งไอคอนสยาม) อย่าว่าแต่เปิด ร.ร.เถื่อน ตอนเรียนกลางวันที่ ร.ร.จีน ถ้ากระทรวงมาตรวจ ต้องหยิบหนังสือของไต้หวันขึ้นมา แต่เวลาเรียนเราเรียนของจีนแดง ก็ถูกครูคนจีนอบรมการเมือง และสอดแทรกความคิดอุดมการณ์ทางซ้ายเข้ามา ตั้งแต่ ป.5-6 ครูก็พยายามแทรกความคิด เหมา เจ๋อ ตง ตั้งแต่เพลงบูรพาแดง หรือ ตงฟางหง มันมีความหมายอะไรก็ยังไม่รู้นะ แต่เราก็เรียน

⦁ ทำให้เราซึมซับแนวคิดจากการอ่าน?
ด้วยส่วนหนึ่ง ประกอบกับระหว่างที่เรียนภาษาจีน ป.5-7 (ปี 2517-2519) เวลามีประท้วงมีอะไรที่ มธ. เราไปของเราเอง เพราะพอเวลาคุณอ่านเจอ คุณก็อยากไปดู คุณอ่านเรื่องความเปลี่ยนแปลงของซุน ยัตเซ็น คุณก็ย่อมอยากรู้แล้วว่า นิทรรศการจีนแดงที่ มธ. เขาว่ายังไง ตอนนั้นการเมืองมันพาไป ไม่ใช่ผมคนเดียว คนที่เขาตื่นตัวเรื่องการเมืองแบบนี้เยอะมากก (ลากเสียง)

⦁ คุยกับเพื่อนเรื่องอะไรกัน?
ไม่ใช่แค่กลุ่มเพื่อน ไปจีบผู้หญิงก็คุยการเมือง (ยิ้ม) ทุกวันนี้อายุ 60 กันหมดแล้ว เปิดเฟรนด์ชิปให้ดูเพื่อนแซวจนทุกวันนี้ (หัวเราะ) นอกจากผมจะจีบแล้ว ผมยังบอกด้วยว่า “วันหลังว่างๆ เราไปธรรมศาสตร์ด้วยกันนะ” ในนั้นก็บอกเลยว่า เราชอบผู้หญิงที่สนใจปัญหาบ้านเมือง ปัญหาสังคม มีความคิด
ตอนประมาณ ป.6 มีวิชาขับร้อง ครูให้ขึ้นไปร้องเพลง คนอื่นๆ ก็จะร้อง เพียงคำเดียว ของสุเทพ วงศ์กำแหง, ทะเลไม่เคยหลับ ของ The Impossible ผมขึ้นไปร้องเปิบข้าว โดนครูเรียกไปตี ผมเล่นดนตรีไทยด้วยนะ เพิ่งมารู้ตอนแก่แล้วว่าคนที่สอนผมมา เป็นศิลปินแห่งชาติในภายหลัง ชื่อ อุทัย แก้วละเอียด ลูกศิษย์หลวงประดิษฐ์ไพเราะ แต่ตอนเรียนผมไม่ตั้งใจเพราะผมเถียงกับครู เลยเล่นดนตรีไม่ได้ดีนักเพราะจริงจังแต่เพลงเพื่อชีวิต สมัยก่อนนอกจากของวงคาราวานที่เข้าป่า ก็เล่นเพลง น.ศ.ทุกวง

⦁ มองตัวเองตอนนั้น คิดว่าเป็นเด็กแบบไหน?
เรียนดีมาก ได้ที่ 1 ตลอด แต่พอหลัง 14 ตุลาฯ 2516 ไม่อยากเรียนแล้วมันไม่สนุกแล้ว ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นยังไม่รู้จัก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่คนที่มาสอนภาษาจีน ภายหลังเดาได้เลยเป็นสาย พคท.แน่นอน
แต่สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายซ้าย นักกิจกรรมหัวก้าวหน้า ถูกเทรนมาเหมือนกันเกือบทุกคน คือการอ่าน ผมเป็นคนอ่านช้า แต่อ่านต่อเนื่องยาวนานมาก เรื่องเล่าเลยเยอะ อ่านทุกวันแล้วอ่านจริงจัง ก่อนหน้า 6 ตุลาฯ น.ศ.ทุกคนที่ทำกิจกรรม หายากมากที่เรียนไม่ดี จนวัฒนธรรมนี้ก็ตกมาถึงสมัยหลังก็ยังมี อย่างเมื่อ 2 ปีก่อน ผมประทับใจแถลงการณ์ของ ประธาน กน. (กรรมการนักศึกษา) มาก เขียนมาได้ขนาดนี้ มันต้องมีอะไรร่วมสักอย่าง
⦁ จากเด็กเนิร์ด สู่เด็กกิจกรรม เพราะมีสารตั้งต้นคืออ่านแล้วสนใจ อยากจะไปลงพื้นที่?
ถูก เกือบทั้งนั้นเลยนะ เป็นเด็กเรียนดีมาก่อน คือเด็กที่เกเรเรียนไม่ค่อยดี เขาจะถูกเด็กที่เป็นผู้นำ น.ศ. ดึงเข้ามา แต่ต้องบอกก่อนว่า การจัดตั้งสมัยนั้นมันมีหลายระดับ รุ่นพี่ผู้หญิงที่นำผมอยู่ ม.ศ.3 คุยกับผมได้แค่ 4-5 เดือนแล้วก็หนีเข้าป่าไป ตอนนั้นผมเรียน ป.7 อ่านหนังสือมากมายก่ายกอง คาร์ล มาร์กซ์ เล่มที่คลาสสิกมากๆ คือ ‘วัตถุนิยมวิภาษวิธี’ หลักการของง่ายๆ จากน้อยไปสู่มาก เล็กไปใหญ่ จากปริมาณไปสู่คุณภาพ มันคือหลักการวิทยาศาสตร์หมด ที่ชอบอ่านเองด้วยคือ ‘เหมา’

⦁ แล้วนักเรียนมีบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวในยุคนั้นอย่างไร?
ส่วนหนึ่งตอนนั้น น.ร.จะตาม น.ศ.เป็นแบบอย่างเลย ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ว่า พคท.เขาไม่รู้ ขนาด น.ศ.ยังไม่อยากให้เข้าป่าเลย เพราะตายเยอะมาก จะส่งไปเรียนเมืองจีน ไปอยู่ในป่าลึกที่ จ.น่าน ไปลาว เสียเยอะ
น.ร.เขาก็มีแนวทางของเขา คล้ายๆ ‘นักเรียนเลว’ แต่จะออกการเมืองกว่า อย่างตอนที่ผมอยู่ ร.ร.วัดราชโอรส รณรงค์ไม่กราบครู แล้วเอาเพลงเพื่อชีวิต ‘วงคุรุชน’ ไปเปิด ครูก็งงมาก ‘ใคร! ใครมาเปิดอะไรประหลาดๆ’ โดนด่าประจำ (หัวเราะ) พอเอ็นทรานซ์ติดกลุ่ม น.ร.ก็จะมูฟไปอยู่กลุ่ม น.ศ. แต่จะทิ้งเชื้อไว้ให้นักเรียนรุ่นต่อไป ผมกล้าพูดเลยว่านักศึกษาส่วนมาก (ช่วง 6 ตุลาฯ) สมาทานแนวทาง พคท.แต่ไม่ทั้งหมด ตลอดประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีใครท้าทายอำนาจรัฐได้เท่า พคท.และมีพลังอย่างมาก
ทั้งจับสปายได้ในป่า มีอีกหลายเรื่องที่พลาดมากและเศร้ามาก ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ประวัติศาสตร์เรื่องนี้มันสะเทือนใจนะ เฉพาะคนในป่าที่ตายไป ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน นักศึกษาก็จำนวนหนึ่ง ‘14 ตุลา’ กับ ‘6 ตุลา’ มันเป็นสายธารต่อเนื่องกัน
⦁ ขบวนการนักเรียน-นักศึกษา ก่อร่างขึ้นมาก่อนเหตุการณ์เดือนตุลา?
ประมาณปี 2511-2512 ตอนนั้นเป็นช่วงที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกฯ ตอนนั้น น.ศ.ไม่พอใจ ออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนเกิด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ขึ้น จากเครือข่ายนักศึกษามหา’ลัยต่างๆ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก่อน 2516 เริ่มมีการขยายความคิดทางการเมืองและกิจกรรมทางสังคม มาถึงนักเรียนแล้ว ตอนนั้นก็เกิด ศรท.ขึ้นในปี 2515

⦁ ขับเคลื่อนกันมาตั้งแต่ยังใส่กางเกงนักเรียน?
พอหลังจากเกิด 6 ตุลาฯ ใหม่ๆ ธงชัย วินิจจะกูล เป็นนักเรียน ม.ศ.5 โรงเรียนสวนกุหลาบ อายุ 17 ปี และเป็นเลขาธิการ ศนท. ในปีนั้น ตามจริงแล้วในปีนั้น ร.ร.สวนกุหลาบ มีกิจกรรมที่คึกคักมากตั้งแต่ 14 ตุลาฯ เสียด้วยซ้ำ เริ่มมีแนวร่วมนักเรียนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ตามติดขบวนการนักศึกษา ตามติด ศนท.อย่างชัดเจนมาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็ร่วม ศรท.ด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 2518-2519 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 กิจกรรมนักเรียน-น.ศ. มีมาก ตั้งแต่ออกค่าย ลงพื้นที่ ไปร่วมกับกรรมกรชาวนาเป็นว่าเล่น เช่น ร่วมสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และเกิดวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญ เช่น คาราวาน
⦁ ทำไมตอนนั้น ยกมืออยากเข้าป่าไปกับเขาด้วย?
ถ้าใช้ภาษาเก่า เรียกว่า ‘ตื่นตัวทางการเมือง’ มันมีความรู้สึกว่าถ้าเราเชื่อ ศรัทธา หรือ สมาทาน ก็จะไป
ตอนนั้นพี่ชายผมอยู่ ม.ศ.2 เช้ามืดวันนั้นเขาถือถุงโชคดี ใส่เสื้อผ้าแล้วเขาก็วิ่งหนีออกจากบ้านเลยอ่ะ พ่อแม่ที่บ้านก็เฮ้ย! ตกใจว่า ‘มึงจะไปไหน’ แต่เขาตกเที่ยวเม คนมารับมาส่งพลาดกัน ก็เลยไม่ได้ไป
⦁ แนวทางขบวนการนักเรียน ถูกมองว่าเป็นสายลมแสงแดด?
เขาก็มีความสนใจของเขาเอง จากที่จะบอกว่าเขาเคลื่อนไหวแบบ ‘สายลมแสงแดด’ เขาก็เริ่มออกมาทำกิจกรรมในแนวทางของเขา มีคนทำด้านสิ่งแวดล้อมบ้างเล็กน้อย ทำด้านศิลปะเยอะแยะ หรือ กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวการละคร ก็มีคนทำมาก่อนแล้ว
พอปี 2522 ผมเรียนอยู่ ม.ศ.3 มันเริ่มมีการรวมตัวของ น.ร. อาจจะไม่ได้ออกมาในรูปแบบของขบวนการชัดเจน แต่บรรยากาศมันคึกคักมาก โซนของผมเนี่ย เครือข่ายนักเรียนทั้งจาก โรงเรียนศึกษานารี สตรีวิทยา เทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ โรงเรียนวัดราชโอรส ยานนาเวศ ก็พยายามมารวมตัวกัน จัดตั้งกลุ่มออกค่ายกัน มีกลุ่มดนตรีเพื่อชีวิตเป็นหัวหอก มานั่งแลกเปลี่ยนวิชาการอุตลุดเลย

⦁ แต่ขบวนการนักเรียนก็รวมกันไม่สำเร็จ จนเกือบหายไป?
เราพยายามรวมตัวกันหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยสำเร็จ เพราะช่วงปี 2523 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกนโยบาย 66/2523 ให้ น.ศ. มอบตัว ออกจากกป่ากลับมาเรียนต่อ กิจกรรมช่วงนั้นเริ่มแผ่วลงมาหน่อยๆ ส่วนของ น.ร.ทรุดเลย กลายเป็นว่าพอรุ่นพี่เขาไม่ค่อยมีบทบาท กิจกรรมมันก็ลดลงไปอย่างฮวบฮาบ ตั้งแต่ 2525 เกือบจะไม่มีแล้ว แต่ก็ไม่เชิง เพราะตอนนั้นผมทำกิจกรรมอยู่ชมรมอนุรักษ์ฯ ม.ราม ปรากฏว่า น.ศ.กลุ่มหนึ่ง รวมถึงกลุ่มผม รวมตัวกันมีบทบาทขึ้นมาอีกครั้ง หันไปทำแนวเปลี่ยนแปลงสังคม รวมกันได้ถึง 13 มหาวิทยาลัย ภายใต้ชื่อ ‘คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม (คอต.)’ ทั้งรามคำแหง มหิดล ธรรมศาสตร์ และอื่นๆ ก็เคลื่อนไปทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องเขื่อน หรือ ป่า
หลัง 2530 การเมืองแผ่วลงแล้ว แทบจะมีบางคนบอกว่าตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมาความเคลื่อนไหวเกือบจะไม่มีเลย แต่ที่จริงนักศึกษายังไม่ยอมแพ้ ‘รากเหง้าปัญญาชนยังคงอยู่’ กลับมาเด่นชัดจริง คือ ช่วง 2535 หรือ ช่วงพฤษภาทมิฬ แต่หลังจากนั้น 4-5 ปีมันก็เริ่มแผ่วอีกยาวมาก
⦁ งานรำลึก ‘ตุลา’ คนก็เริ่มมากันน้อย คิดว่าเกิดจากอะไร?
ผมทำงานอยู่ มธ.มา 36 ปี เห็นงานรำลึก 6 ตุลา ก็เริ่มเป็นคนกลุ่มน้อยๆ แล้ว นานปีก็จะเห็นคนที่อายุมากขึ้นๆ จนตอนที่ ธงชัย กลับมาพูดขณะที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ปี 2539 น่าจะเป็นปีที่คนมาเยอะที่สุด ซึ่งครบรอบรำลึก 20 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา
จากนั้นพูดได้เลยว่า ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวที่ร่วมกันระหว่างเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม ฝ่ายซ้ายก็คงไม่คิดแล้วล่ะว่า แนวทางของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างชัดเจน แต่ฝ่ายปัญญาชนที่มีการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ก็คงเป็นอดีตนักศึกษาที่เคยเข้าป่า แล้วมาเป็นอาจารย์มหาลัยจำนวนหนึ่ง ที่ยังพูดได้อยู่ดังอยู่มาก แล้วก็ยังมีบทบาทอยู่ แต่ที่ธรรมศาสตร์ก็แตกไปหลายขั้วแล้ว

⦁ ช่วงหลัง 2560 การเคลื่อนไหว ‘เยาวชน’ กลับมาจุดติดอีกครั้ง?
ผมคิดว่ามันหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อปี 2560 ต้นๆ ที่เกิดพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ (พรรคอนาคตใหม่) และ 2563 เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาอย่างชัดเจนอย่าง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หรือ โมกหลวงริมน้ำ ส่วนเด็กนักเรียนก็มี ‘นักเรียนเลว’ ที่ผูกโบสีขาว ผู้ใหญ่หน่อยก็จะเห็น อานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง) เบนจา อะปัญ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (มายด์) ภาณุพงศ์ จาดนอก (ไมค์) เนติพร เสน่ห์สังคม (บุ้ง) และอีกหลายคน
⦁ รากเหง้าปัญญาชนยังไม่ตาย เคยคาดคิดว่า ‘เยาวชน’ จะกลับมามีบทบาทขนาดนี้ไหม?
นักเรียนเลว เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากอย่างผูกโบสีขาว ทำเอาทั้งผมและใครถึงกับประหลาดใจ ทึ่งมากว่า เฮ้ย! สงสัยความคิด รากเหง้าปัญญาชนมันไม่ตายไปกับ 14 ตุลา 6 ตุลาหรอก ความคิดคนมันต้องพัฒนาไปทางที่ดีกว่าเสมอ เพื่อความเป็นธรรม เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ผมว่าบางม็อบไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นคน ผมได้คุยกับเด็ก เขามีแนวคิดชัดเจนที่จะพุ่งไปสู่ความเปลี่ยนแปลง บ้างก็ว่าเสรีนิยมใหม่ ซ้ายกลาง หรือก้าวหน้า ก็ไม่รู้นะ จะเห็นว่าในที่สุดแล้วปี 2565-2566 เริ่มแผ่วลง แต่ผมว่ามันมีผลกระทบไม่น้อยนะ ที่เขาเรียกกันว่า ‘ตาสว่าง’ ใช่ไหม?
แต่ถามจริงเถอะในปัจจุบันจะยังกล้าอยู่ไหม? ตอนนี้ติดคุกกันระนาวเลยนะ ล่าสุดก็เหลืออีกหลายสิบคนที่ถูกดำเนินคดี หรือ หนีออกนอกประเทศไป มันต้องกลับมานั่งคิดว่าขบวนการนิสิต นักศึกษาจะไปต่อกันยังไง…
⦁ แล้วคิดว่าขบวนการเยาวชน จะไปอย่างไรต่อ?
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมคุยกับ อนุสรณ์ อุณโณ ว่ามันจะไปต่อยังไง อาจารย์บอกว่า นอกจากพรรคการเมืองที่พอจะเป็นความหวังเล็กน้อยแล้วเนี่ย อาจจะต้องมีพลังหรือทิศทางการรวมตัว รูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่ขึ้นมา แล้วเป็นอะไรล่ะ? อาจารย์ตอบว่า ‘ก็ไม่รู้ แต่ว่าต้องมีให้มาก’ เพื่อนำไปสู่คุณภาพใหม่ สถานการณ์ใหม่ ความเปลี่ยนแปลงใหม่ ผมเชื่อว่าประเทศไทยปิดไม่ได้แล้ว! และผมพูดตอนเกษียณว่า ‘ทุกครั้งที่ลมพัด ไฟมันจะติด เพราะมันยังมีเชื้ออยู่’
หลังจากนี้เยาวชนอาจจะมีวิธีคิดที่คุณคาดไม่ถึงยิ่งกว่าปี 2563 ก็ได้ ผมไม่เชื่อนะว่าคนมันจะยอมสยบกันไปแบบนี้ตลอด ว่าคนจะไม่สู้
⦁ ถ้าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก คิดว่าจะเป็นเชื้อตัวเดียวกันไหม?
ผมว่าไม่ใช่แน่นอน แต่มันส่งผลสะเทือนถึงกัน แต่ละช่วงได้รับอิทธิพลแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ในแง่ประวัติศาสตร์มันเกี่ยวพัน และเป็นสายธารเดียวกัน แต่ไม่ใช่น้ำเดียวกัน ปลาเดียวกัน กระแสก็มีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม สังคมและการเมือง มีส่วน
ยากเหมือนกันถ้าจะกลับมาเคลื่อนไหวแล้วติดคุกยาวขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะ คนมันไม่ยอมจำนนง่ายๆ หรอก ถ้าคุณได้เปรียบแล้วผมเสียเปรียบ แล้วให้ยอมจำนนไปชั่วลูกชั่วหลาน ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันผ่านยุคสมัยนั้นมานานแล้ว ยาก แต่ผมเชื่อมั่นในมนุษย์ ว่าจะลุกขึ้นมาได้เสมอๆ

⦁ ภาพสังคมที่อยากส่งต่อให้กับคนรุ่นลูกหลาน?
ผมเข้าใจเองนะ ว่าต้องเน้นเรื่องรัฐสวัสดิการและคนเท่ากัน มันจะนำมาซึ่งภาควัฒนธรรมและเศรษฐกิจด้วย บางเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ความคิด และความเข้าใจของผู้คนในเรื่องวัฒนธรรมไม่ดีบางอย่างที่ฝังรากลึก เรายังมีความเชื่อต่อสิ่งงมงายอยู่มาก ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลง จะมาแน่นอน แต่อีกกี่ปีไม่รู้ ไปสู่อะไรก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่เชื่อว่าไทยมีลักษณะพิเศษบางอย่าง อย่างน้อยที่สุด ผมขอให้ประเทศเราเป็นประชาธิปไตย มีชีวิตดี
แต่คุณไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ให้เขามีส่วนร่วมทางการเมือง สำหรับผม ไม่ได้รู้จัก ‘ไอลอว์’ เป็นการส่วนตัว แต่รู้สึกว่าเข้าท่า คุณต้องใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ล่ารายชื่อได้คนเป็นแสนมา 2 ครั้ง แล้วคุณก็ยังปัดตกวาระแรกง่ายๆ
‘ผม’ พ่อแม่มาจากเมืองจีน เรียกว่าชนชั้นล่าง ผ่านมาหลายสิบปีได้เป็นข้าราชการระดับกลาง-บน ก็คิดว่าประเทศที่ศิวิไลซ์ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ก็ขอให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าสู่ความเป็นชนชั้นกลางจริงๆ มีสวัสดิการ มีสิทธิเสียงจริง ถ้าไม่เช่นนั้นเราเป็นอย่างพม่าแน่ๆ

แล้วผมพยากรณ์ว่าเราไม่น่าถอยกลับ ความเปลี่ยนแปลงรออยู่แน่ ถ้ามันจะต้องอดรนทนเรียนรู้ช่วยเหลือกันไป เมื่อปัจจัยมา มันจะเปลี่ยนแปลง

