หน้าแรก ประชาชื่น เจาะวิวาทะ (เ...

เจาะวิวาทะ (เช่า) รถขยะอีวี ปมร้อน กทม. สู่วรรคทอง ‘ถ้าต้องโกง ขอลาออก’

7.10.24 | 13:21 น.

สะเทือนเลื่อนลั่นห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ตามด้วยแรงกระเพื่อม พายุคอมเมนต์ กระทั่งตั้งโต๊ะแถลงไปหมาดๆ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับปมร้อน เช่ารถขยะอีวี ของหน่วยงานอย่าง กทม. ที่ดูจะอีนุงตุงนังมาพักใหญ่

ย้อนกลับไปแบบระยะใกล้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในระเบียบวาระที่ 7.5 ญัตติด้วยวาจาของนายประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล ส.ก.เขตห้วยขวาง เรื่องขอให้ กทม.เร่งรัดจัดหารถเก็บขนมูลฝอยทดแทน ในส่วนที่จะครบกำหนดสัญญาในปี 2567

เกิดการอภิปรายโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่าง ส.ก.พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย เนื่องด้วย ส.ก.เนิร์ส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย จากเขตบางซื่อ พรรคประชาชน มีการพูดพาดพิงถึง ส.ก.พรรคเพื่อไทย ว่าไม่อนุมัติโครงการจ้างเหมาเอกชนเก็บขนมูลฝอยทั่วไปจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน

ทำเอา จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. ลุกขึ้นตอบข้อสงสัย โดยเผยว่า

“ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ”

Advertisement

สาเหตุเพราะสิ่งที่ตนทำมาเกือบ 2 ปี มันควรจะได้อะไรมากกว่านี้ จากนั้น ออกตัวขอร่ายยาวจากอดีตถึงปัจจุบัน

ขอร่ายยาว เช่ารถขยะชุดแรก 2545-2563 ปัญหาเกิด 2566

จักกพันธุ์ ผิวงาม

รองผู้ว่าฯจักกพันธุ์เล่าว่า การเช่ารถขยะของ กทม. ชุดแรกตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปี 2563 บริษัท A ประมูลชนะ ได้ไป 22 สัญญา วงเงิน 18,834,080,625 บาท อีกบริษัทหนึ่งเรียกว่าคู่เทียบหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ได้ไป 4 สัญญา วงเงิน 1,738,432,050 บาท อีกบริษัทหนึ่งคู่เทียบหรือไม่ ไม่ทราบ ได้ไปอีก 2 สัญญา วงเงิน 1,402,465,428 บาท ตั้งแต่ปี 2545-2563 รวม 28 สัญญา เป็นเงิน 21,974,978,103 บาท

“ช่วงนั้นผมเป็นข้าราชการ กทม.อยู่ ผมรู้น้อยมาก แต่ในขณะเดียวกันเมื่อผมมาเป็นรองผู้ว่าฯ รู้เยอะนะ แล้วเมื่อมาเป็นรองผู้ว่าฯที่ดูสำนักสิ่งแวดล้อม ให้ทำไง นั่งอยู่เฉยๆ ใช่ไหมครับ ผมบอกแล้วว่าเรื่องการทำงานของผม ถ้าผมต้องทุจริต ผมเน้นนะครับ ผมไปลาออกดีกว่า เพราะฉะนั้นปัญหาของรถขยะมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ตอนนั้นฝ่ายบริหาร ส.ก.เพิ่งเข้ามาใหม่ งบประมาณที่ตั้ง ตั้งจากผู้บริหารชุดเก่า โครงการเขียนไว้ว่า เป็นการเช่าไม่ได้ระบุเชื้อเพลิง ไม่ได้ระบุพลังงาน กทม.ทำมาตั้งแต่ปี 2545 พอผู้บริหารชุดนี้ ผมรับคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องว่าคนอื่น” จักกพันธุ์กล่าว

สืบมาแล้ว ‘เช่าถูกกว่า’ ถามแรงๆ จะ (เซ็น) เลือกของถูกหรือของแพง?

จากนั้น รองผู้ว่าฯจักกพันธุ์รัวต่อไปว่า ถ้า กทม.จะเริ่มใช้รถพลังงานไฟฟ้า (รถขยะอีวี) คิดว่าควรทำหรือไม่ ณ ตอนนั้น ตนไม่มีความรู้ ตนจบศึกษาศาสตรบัณฑิต ไม่ได้จบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ตนต้องหาข้อมูล พยายามไปสืบราคาปรากฏว่า รถขยะอีวีราคาเช่าถูกกว่า ขณะที่รถดีเซลใช้มาแล้ว 7 ปี ราคาเท่าเดิม ถ้าตนเป็นคนเซ็นจะเลือกของถูกหรือของแพง

ขณะเดียวกันถ้าเช่ารถอีวีในช่วง 270 วัน หรือ 9 เดือน ใช้เงินน้อยกว่าเช่ารถดีเซล 127,289,084 บาท ความเห็นของนักวิชาการก็ระบุว่ารถอีวีดีกว่า ณ วันนี้ตนก็ไม่มีความรู้นอกจากอ่านข้อมูลของนักวิชาการ ในกรณีที่ไม่รู้ เราก็ควรหาในสิ่งที่มีข้อมูลที่แสดงให้คนทั่วไปทราบ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพ ตามที่สำนักสิ่งแวดล้อมไปศึกษามาก็ดีกว่ารถดีเซล

เจอร้อง ป.ป.ช. ทำเสียเวลา 2 ปี นับหนึ่งใหม่ในสภา กทม.

ส่วนรถขยะที่จะหมดสัญญาเช่า รู้มาตั้งแต่ปี 2566 ตนก็หารือว่าถ้าจะใช้รถอีวี กทม.สามารถทำได้เลย เพราะในโครงการไม่ได้ระบุว่าต้องใช้เชื้อเพลิงประเภทไหน แต่ปรากฏว่ามีคนไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ถ้าฝ่ายบริหารจะเปลี่ยนไปใช้รถอีวี ต้องให้สภา กทม.เห็นชอบก่อน ผลที่เกิดขึ้นคือ ตนต้องยกเลิกโครงการที่ตั้งงบไว้ในปี 2566 และ 2567 แล้วมาตั้งใหม่ในงบปี 2568 เท่ากับเสียเวลาไปอย่างน้อย 2 ปี ทั้งที่ความจริงแล้วโครงการที่เขียนมา ถ้าไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ กทม.ทำได้ แต่สุดท้ายต้องนำเสนอเข้าสภา กทม.ใหม่สภาก็ให้เป็นรถไฟฟ้า

“ถามว่าใครผิด ผมผิดก็ได้ แต่ในกรณีถ้าผมผิดเรื่องนี้ ตั้งแต่ผมทำงานเป็นรองปลัด กทม.ผมผิดหมดเลย เพราะตามข้อบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2563 ถ้าเรื่องที่ไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ ฝ่ายบริหารสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่กรณีกระทบวัตถุประสงค์ต้องเสนอให้สภา กทม.อนุมัติ” จักกพันธุ์กล่าว

วุ่นอีกตลบ โดนแก้ชื่อโครงการทำ ‘ไปต่อไม่ได้’ หยอดปริศนา ‘เบื้องหลังคือใคร?’

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ว่า คณะอนุกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ไปแก้ชื่อโครงการ พอแก้ชื่อแล้วทำให้ไม่สามารถทำโครงการได้

“ถามว่าใช้อำนาจอะไรถึงไปแก้ชื่อโครงการ รวมถึงมีการแก้ไขการกำจัดขยะจากเดิมทำให้ถูกสุขลักษณะ เปลี่ยนเป็นให้ฝังกลบ

อีกตัวอย่าง เมื่อปีงบ 67 ทำโครงการเช่ารถดูดกวาดถนน จำนวนรถไม่ต้องเท่ากันในแต่ละโซน ปรากฏว่ามีอนุกรรมการท่านหนึ่งไปแก้ให้จำนวนรถเท่ากันทุกโซน ในเมื่อรถวิ่งไม่เท่ากันอยู่แล้ว แก้เพื่อให้ใช้งบประมาณมากขึ้น ให้ประชาชนเสียภาษีมากขึ้น สุดท้ายโครงการใช้ไม่ได้ ต้องขอยกเลิกแล้วนำเสนอโครงการเข้าไปใหม่ ล่าสุดปีงบ 68 สภา กทม.ไม่อนุมัติ นี่คือตัวอย่างหนึ่งในหลายตัวอย่างที่เกิดขึ้น

ผมเตรียมแผนเรื่องรถขยะไว้หมดแล้ว แต่ในวันที่ 30 ก.ย.ที่ไม่ได้รถขยะใหม่ เพราะไม่ควรจะพูด ณ ที่นี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทราบว่าเอกสารที่ส่งมาไม่ตรงกับ TOR ไม่ใช่อำนาจผม ผมเซ็นได้มูลค่า 200 ล้านบาทขึ้นไป แต่เมื่อทราบแล้วผิดมันก็ต้องผิด ก็ไม่สามารถที่จะเซ็นสัญญาได้ แต่ถามว่าเบื้องหลังจริงๆ คือใคร” จักกพันธุ์หยอดปมให้คิดต่อ

2 ปีชี้ชัด ‘มีเหตุการณ์ไม่ปกติ’ เปิดแผนทดแทนรถ ‘เตรียมไว้แล้ว 5 เดือน’

จากนั้น ไปต่อกันที่แผนการทดแทนรถ ซึ่งจักกพันธุ์เผยว่า เตรียมไว้แล้ว 5 เดือน เพราะตนคาดว่าวันนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา มีอะไรหลายอย่างที่แสดงว่า มีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปใช้รถอีวีแทน แล้วก็คิดจ้างเหมาให้เอกชนมาเก็บขยะทั้งหมดเลยดีหรือไม่ แค่คิดแต่ไม่ได้ทำ

“เราวางแผนแม้กระทั่ง ประมูลในปี’67-68 ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้เพิ่งคิด คิดมานานแล้ว พอดีเป็นคนคิดมาก แต่ผลที่ได้ทำมันน้อยมากเลย ร้องนู้นร้องนี้โทรศัพท์มากดดันกัน นอนอยู่ดีๆ โทรเข้ามาในบ้าน อย่าทำนะ ถ้าทำเดี๋ยว…ขอโทษที่พูดไม่เพราะ ขออนุญาตท่านประธานถอนนะครับ ถ้าเซ็นระวังติดคุก” จักกพันธุ์เล่าอย่างเปี่ยมความรู้สึก

บรรยากาศการประชุมสภา กทม.ในประเด็นดังกล่าวของวันนั้น ปิดจบด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง หลัง รองผู้ว่าฯจักกพันธุ์ กล่าวส่งท้าย

“สรุปจากที่ท่านถามว่าต่อไปทำอย่างไร ถ้าผมยังอยู่ ก็ต้องพยายามนำรถขยะมาวิ่งให้ได้ และผมก็ตอบไปทุกครั้งว่าถ้าผมทำไม่ได้ให้คนที่เก่งกว่าผมมาทำ ผมพร้อมนะ ถ้าเกิดในกรณีเราทำงานแล้ว ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จ หรือไม่สำเร็จตามที่ท่านผู้ว่าฯมอบหมาย หรือได้รับหน้าที่ต้องทำ เราก็ไม่ควรอยู่ที่จะทำ แต่ให้คนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่ามาทำแทนเรา อย่าดื้ออยู่ครับ กลับไปนอนอยู่บ้านก็ได้ ขอบคุณมากครับ”

จากซ้าย ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ, จักกพันธุ์ ผิวงาม, ประพาส เหลืองศิรินภา, เอกวรัญญู อัมระปาล

อะไรผิด ต้องแก้ให้ถูก ‘เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการ’

ตัดภาพมาในวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม เพียง 2 วัน หลังการประชุมสภา กทม.อันร้อนแรง

รองผู้ว่าฯจักกพันธุ์ ควง ประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สวล.), ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล สวล. แถลงข่าวเรื่องการเช่ารถเก็บมูลฝอย กทม.อย่างเป็นทางการ ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเสาชิงช้า

จักกพันธุ์แถลงว่า ผู้บริหารชุดนี้ได้มีการหารือว่าควรเปลี่ยนรถเก็บขยะที่ใช้น้ำมันดีเซล เปลี่ยนเป็นใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2564 โดยมีมติเป็นหลักการให้ทุกส่วนราชการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มาใช้ในราชการแทนรถยนต์เดิมที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งในระยะแรกให้ส่วนราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2565 ปลัด กทม.ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าฯกทม. ได้เห็นชอบในหลักการกำหนดให้หน่วยงานในสังกัด กทม.จัดซื้อจัดจ้างรถอีวี

สวล.ก็มีการสืบราคาเช่ารถเก็บขยะไฟฟ้าวันละประมาณ 1,665-2,240 บาท ในขณะที่รถเก็บขยะน้ำมันดีเซลราคาเช่าวันละประมาณ 2,082-2,800 บาท ซึ่งรถเก็บขยะไฟฟ้าถูกกว่าร้อยละ 20 ต่อวัน สวล.ก็ได้งบประมาณในการเช่ารถเก็บขยะชั่วคราว 270 วัน ถ้าสามารถเช่ารถเก็บขยะไฟฟ้าได้จะประหยัดงบประมาณไปได้ 127,289,084 บาท

“เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการเราควรเช่ารถในราคาสูงหรือราคาต่ำ ถ้า สวล.อยากได้รถดีเซลแต่ราคาสูงกว่ารถไฟฟ้า สำนักงบประมาณ กทม.จะให้ไหม ถามว่า สวล.รู้ว่ารถดีเซลสูงกว่ารถไฟฟ้า แล้วเสนอราคารถดีเซลมา สวล.มีเจตนาทุจริตหรือไม่ แต่ในกรณีที่เสนอเช่าในราคาต่ำกว่า เป็นการแสดงเจตนาว่าต้องการใช้ของในราคาถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพเท่าเทียมใช่หรือไม่

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา สวล.ต้องได้เช่ารถเก็บขยะไฟฟ้าแบบยกภาชนะ ขนาด 3 ลบ.ม. จำนวน 102 คัน แต่ปรากฏว่าเอกสารที่เอกชนส่งมาไม่ตรงกับ TOR กทม.จึงไม่สามารถทำการจัดจ้างได้ ทำให้ไม่มีรถเก็บขยะไฟฟ้าล็อตแรกมาใช้งาน กทม.จึงมีการแก้ปัญหาโดยการให้รถเก็บขยะชนิดอื่นใช้งานทดแทนไปพลางก่อน

จากการตรวจสอบพบว่ารถเก็บขยะที่มีการเช่าอยู่ วิ่งได้ไม่ถึง 200 กม.ต่อวัน เราจึงแก้ปัญหาด้วยการนำรถเก็บขยะที่วิ่งได้ไม่ถึง 200 กม.ต่อวัน มาใช้ทดแทนรถเก็บขยะที่หายไป 102 คัน โดยใช้คนขับคนเก็บเดิม แต่ในอนาคตสัญญาเช่ารถอื่นที่กำลังจะหมด ก็ต้องมีการจัดหาเช่ารถทดแทน” จักกพันธุ์อธิบาย

จากนั้น รองผู้ว่าฯจักกพันธุ์เผยว่า อนาคต กทม.จะเช่ารถเก็บขยะจำนวนลดลง เนื่องจากมีการตรวจสอบพบรถเก็บขยะวิ่งได้ไม่ถึง 200 กม.ต่อวัน โดยการดูระยะการวิ่งผ่านเครื่อง GPS ประโยชน์เกิดขึ้นกับใคร มีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งรถคันหนึ่งต้องวิ่ง 16 ชม. แบ่งเป็น 2 เที่ยว แต่ที่ผ่านมารถวิ่งอยู่แค่เที่ยวเดียว จำนวน 186 คัน

“ผมยอมรับเข้ามาทำงานปีแรกไม่ทราบจริงๆ ผมเพิ่งมาทราบเมื่อต้นปีนี้ ทราบมาจากเขตสายไหม รวมถึงเขตกรุงเทพฯ ตะวันออก พบมีขยะตกค้าง จึงมีการลงไปแก้ปัญหา เอาข้อมูลทุกอย่างมาดู GPS ที่ไม่เคยเห็น ก็เห็นกันคราวนี้ กรณีรถวิ่งไม่ถึง 200 กม.ต่อวัน มันก็ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นผมยืนยันถ้าอะไรผิดต้องแก้ให้ถูก ถ้าอะไรที่ทุจริตต้องไม่ทุจริต” จักกพันธุ์ลั่นวาจา

ตอบ 3 คำถาม ยอมรับ ‘ได้รถล่าช้า-เอกสารพลาด’ แต่ยืนยัน
‘ไม่มีเงินทอน’

ปิดท้ายด้วย 3 คำถามสำคัญ นั่นคือ การทุจริต ความล่าช้า และเอกสารผิดพลาด

“เรื่องการเช่ารถมีอยู่ 3 คำถาม 1.มีการทุจริตไหม เพราะต้องการเงินทอน สำหรับผมไม่มี 2.แต่ในกรณีได้รถล่าช้า ยอมรับว่าจริง 3.การทำเอกสารผิดพลาด ผมยอมรับว่าจริง หน่วยงานและผมต้องแก้ไขปัญหา
ตัวเอง ต้องให้มีรถได้ใช้ตรงตามเวลา การทำงานที่ถูกต้อง เอกสารครบถ้วน รวดเร็วสมบูรณ์ต้องเกิดขึ้น ถ้าตัวผมเองเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องพัฒนาการทำงานเรื่องนี้ ปัญหาในข้อที่ 2 และ 3 ก็ไม่น่าจะเกิดตามขึ้นมา” จักกพันธุ์ คลายทีละปม

ด้าน ประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สวล.) เสริมว่า สวล.ได้ศึกษาข้อมูลการใช้รถเก็บขยะไฟฟ้า ซึ่งมีการใช้งานจริงที่เทศบาลตำบลสำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ พบว่ามีประสิทธิภาพในการจัดเก็บขยะ เทียบเท่ารถจัดเก็บขยะมูลฝอยชนิดอื่นๆ และยังลดปัญหามลพิษลดเสียงลดการรบกวน ซึ่ง กทม.ไม่ได้เริ่มโครงการรถเก็บขยะไฟฟ้าเป็นแห่งแรกแต่มีการเริ่มใช้ในพื้นที่อื่นมาก่อนแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียดซับซ้อน ส่วนตอนจบจะเป็นอย่างไร วิวาทะจะคลี่คลายไปทางไหน ยังคงต้องเกาะท้ายรถขยะอีวีแบบไม่ปล่อยมือ

ศศวัชร์ คมนียวนิช