หมายเหตุ – รองศาสตราจารย์ ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปาฐกถาพิเศษรำลึก 48 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ในหัวข้อ ‘การสถาปนา 6 ตุลาฯในสังคมไทย’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา
ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 19.00 น. หญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอด ขับรถโฟล์กเต่า บีทเทิล คลาสสิก 1200 ซีดาน สีฟ้าเข้ม ออกจากบ้านที่อโศก มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หลังจากได้ทราบข่าวจากวิทยุว่า นิสิตนักศึกษาเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์สะสมวัตถุอาวุธและมีการพกเหรียญประเทศเวียดนามในกระเป๋า
นิสิตนักศึกษามีความรู้สึกโกรธมาก สำหรับเธอ นี่เป็นการใส่ร้ายนิสิตนักศึกษา เพราะว่าในช่วงเวลาบ่ายที่ผ่านมา เธอและสามีพึ่งจะเข้ามาดูเหตุการณ์ และเดินทางมาให้กำลังใจแก่นักศึกษา
ในช่วงเวลาหลายต่อหลายครั้ง ที่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ เธอเห็นว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่กล่าวเป็นเรื่องกลับกลอก นิสิตนักศึกษา เธอตั้งใจว่าคืนนี้เธอจะเข้าไปดูเหตุการณ์ด้วยสายตาของเธอเองอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้สนามหลวง เธอพบว่า ผู้คนเยอะมากขึ้น จนทำให้รถของเธอไม่สามารถที่จะขับเข้ามาได้ เธอจึงตัดสินใจที่จะขับรถกลับบ้าน
ตลอดระยะเวลาที่เดินทางกลับบ้าน ได้มีการรายงานข่าววิทยุที่ยังมีการดำเนินการต่อไปและยิ่งน่ากลัวมากขึ้น ซึ่งผู้จัดรายการได้พูดจาใส่อารมณ์และพูดถึงนิสิตนักศึกษา พร้อมกับร่ำไห้ โดยพูดว่า “นักศึกษาเป็นปีศาจคอมมิวนิสต์” ตลอดระยะเวลาในการเดินทางกลับบ้าน สมองของเธอเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจ ไม่แพ้กับท้องของเธอที่ใหญ่เทอะทะคับพวงมาลัยรถ และลูกน้อยที่เคลื่อนตัวไปเตะต่อยท้องของเธอ อย่างเป็นระยะๆ
เมื่อถึงบ้านสิ่งแรกที่เธอทำคือเปิดหนังสือโทรศัพท์เยลโล่เพจเจส เพื่อหาชื่อ ศาสตราจารย์ ดร.ออ ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้จัดรายการ และร้องไห้ในการจัดรายการ จากนั้นเธอก็ยกหูโทรศัพท์กดเบอร์และโทรไปที่บ้านของเขา อาจารย์ท่านนั้นรับสาย เธอต่อว่าเขาอยู่นานและวางหูใส่เขา คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ และกังวลใจว่า นี่คือการวางแผนบุกล้อมป่านิสิตนักศึกษา
เช้าวันต่อมา วันที่ 6 ตุลาฯ เธอรีบตื่นเเต่เช้าและจะเข้าไปดูเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเธอเห็นภาพข่าวในโทรทัศน์และได้โทรคุยกับสามีพบว่า สิ่งที่เธอกลัวมาโดยตลอดช่วง 6 ถึง 7 ตุลาฯ มันเกิดขึ้นจริง ตลอดจนช่วง วันที่ 6 และ 7 ตุลาฯ สิ่งที่เธอและสามีทำ นั้นคือ ตามหาซื้อหนังสือพิมพ์ตลอดหลายวัน เพื่อให้ได้ติดตามข่าว
ในช่วงเช้า 6 ตุลาฯ เธอเริ่มเก็บหนังสือและเอกสารที่เธอและสามีของเธอนั้นเก็บสะสมเอาไว้ไปขาย ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ข่าวที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษาเริ่มหายไป จากทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และทีวี ทั้งเธอและสามีเริ่มได้ยินข่าวว่า นิสิตนักศึกษาเข้าป่า กิจกรรมในมหาวิทยาลัยค่อยๆ หายไป ทำให้เธอและสามีใช้ชีวิตปกติ
และในเวลา 1 เดือน ลูกสาวของเธอก็คลอด หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ รุ่นน้องและเพื่อนฝูงหลายคนเข้าป่าเป็นว่าเล่น ช่วงแรกเต็มไปด้วยเรื่องเล่าแห่งความหวัง แต่ในระยะต่อมากลับเต็มไปด้วยปัญหา ความไม่พอใจ ทั้งระหว่างหนุ่มสาวด้วยกันเองกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และทุกอย่างจบลงด้วยความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และการหายไปของกระบวนการนักศึกษา
ทั้งหมดทำให้สามีและภรรยารู้สึกอึดอัดคับข้องใจ และมีคำถามมากมายที่พวกเขาตอบคำถามตัวเองไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งเธอและสามีของเธอนำหนังสือพิมพ์เก่าๆ ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่เก็บไว้มานั่งดูหลังเลิกงาน พร้อมกับลูกสาวตัวน้อยที่เริ่มโตขึ้นทุกวัน
พวกเขาได้แต่มองหน้ากัน ท่ามกลางความรู้สึกหนักอึ้ง ภาพตรงกันข้ามระหว่างสิ่งที่เขาเห็นในชัยชนะของ 14 ตุลาฯ กับภาพแห่งความเจ็บปวด ในวันที่ 6 ตุลาฯ ในความฝ่ายแพ้ของนิสิตนักศึกษาในระยะเวลาต่อมา ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ พวกเขาไม่สามารถตอบคำถามที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านั้น และต่อตัวเองได้ พวกเขาเข้าใจมันได้อย่างไร และจะอยู่กับมันอย่างไร และที่สำคัญเขาไม่สามารถตอบคำถามที่ลูกสาวของเขาถามได้ว่า ที่พ่อแม่นั่งดูภาพเหล่านี้ มันเกิดอะไรขึ้น และในขณะที่วันที่ 14 ตุลาฯ คือภาพชัยชนะของนักศึกษาใช่ไหม มันเกิดอะไรขึ้นกับ 6 ตุลาฯ ทำไมนิสิตนักศึกษาถึงถูกฆ่า ใครฆ่า ใครทำร้ายนักศึกษา หลังเหตุการณ์นักศึกษาไปไหน พวกเขาชนะหรือแพ้ นี่คือเรื่องเล่าใน 6 ตุลาฯ
หลายทศวรรษหลังจาก 6 ตุลาฯ 2519 วันที่ 6 ตุลาคม ของทุกปี เป็นเพียงวันรำลึกถึงผู้สูญเสียชีวิตในวันดังกล่าว ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ญาติสนิทมิตรสหายของผู้เสียชีวิต
บรรยากาศในหมู่นิสิตนักศึกษาเต็มไปด้วยความขัดเเย้งทางความคิดหลังจากการออกจากป่า การถกเถียงถึงการให้ความหมาย คำอธิบายและการก้าวต่อไปของ 6 ตุลาฯ ยังคงดำเนินการต่อไป หลายครั้งความพยายามในการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จบด้วยกันจากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนิสิตนักศึกษา ไม่ว่าความพยายามจะอธิบาย 6 ตุลาฯ ว่า เป็นประวัติศาสตร์ของฝ่ายซ้ายที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศไทยหรือประวัติศาสตร์ของขบวนการนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมเพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ความเป็นธรรมความเท่าเทียมกัน หรือ 6 ตุลาฯ เป็นประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย
ท้ายที่สุด เรื่องราว 6 ตุลาฯ กลายเป็นเพียงภาพเลือนลาง และพร่ามัว การเล่าของ 6 ตุลาฯ กลายเป็นเรื่องเล่าของปัจเจกจำนวนมากที่ได้รับความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาฯ เรื่องเล่าชีวิตของคน ปัจเจกบุคคลในป่าเขาที่พยายามหลีกเลี่ยงในการพูดถึงอุดมการณ์ทางการเมือง หรือผลลัพธ์ในภาพร่วมของ 6 ตุลาฯ ไม่ใช่เพียงนิสิตนักศึกษาของ 6 ตุลาฯ เท่านั้น ที่ไม่อยากพูดถึง 6 ตุลาฯ
แต่มวลชน ชนชั้นนำ เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายอนุรักษนิยม ก็พยายามที่จะทำให้วันที่ 6 ตุลาฯ นั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ชั้นรอง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำให้พวกเขารอดพ้นจากความผิดได้ ไม่ว่าจะด้วยมาตรฐานใดๆ ทั้งในเชิงกฎหมาย การเมือง หรือแม้แต่ศีลธรรมศาสนา ที่พวกเขาได้กล่าวอ้างเสมอ
ในทางตรงกันข้าม ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ และคน 14 ตุลาฯ ค่อยๆ จะประสบความสำเร็จในการหาที่ยืนและทำให้เรื่องราวของพวกเขานั้นเป็นที่ยอมรับ ทั้งในพื้นที่ในประวัติศาสตร์และการเมือง และในเวลาไม่นาน 14 ตุลาฯ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองชัยชนะ และย่างก้าวการพัฒนาการประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง
ภาพของผู้คนเรือนหมื่นแสน หากยังจำได้ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลายเป็นสัญลักษณ์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาว ซึ่งการผลักดันการเข้าร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยิ่งเป็นการสร้าง การเชื่อมต่อระหว่าง 14 ตุลาฯ กับการเปลื่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 พฤษภาทมิฬ และการขยายตัวของสมัชชาคนจน เมื่อถามคนในยุครุ่นเดียวกับดิฉัน ที่เป็นวัยรุ่นว่า เขาเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม?
จากผลสำรวจของ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยในปี 2551 พบว่าคนเกลือบ 80% รู้จัก
14 ตุลาฯ แต่มีเพียง 40% ที่รู้จัก 6 ตุลาฯ และไม่มีคำอธิบายชัดเจนจากทั้งรัฐ และคน 6 ตุลาฯ เองในขณะนั้น ว่าประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ คืออะไร
คนให้ข้อมูลประมาณกว่า 87.7% กล่าวว่า 6 ตุลาฯ 2519 คือส่วนหนึ่งของขบวนการประชาธิปไตย ที่ต่อเนื่องจาก 14 ตุลาฯ 2516
ใ นวันที่ 6 ตุลาคม 2567 ใครจะคิดว่า 48 ปีผ่านไป สถานภาพของ 6 ตุลาฯ 2519 จะกลายเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักผูกพัน เชื่อมโยงและแนบแน่นอย่างกว้างขว้างกับคนรุ่นใหม่
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กลายเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชุดประสบการณ์ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ความเข้าใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับการต่อยอดพัฒนาอย่างซับซ้อนและนุ่มลึก และที่สำคัญสถานภาพทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลาฯ ยังถูกใช้เป็นวัสดุทางวัฒนธรรมและการเมือง หรือการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่มากเป็นอันดับ 1
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แฮชแท็ก 6 ตุลาฯ กลายเป็นเทรนอันดับ 1 ในพื้นที่สื่อออนไลน์ กับภาพต้นมะขาม กับชายที่ถูกแขวนคอ ที่กำลังถูกฟาดด้วยเก้าอี้พับ กลายเป็นภาพแห่งยุคสมัยและการเผยแพร่งานวิจัยในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านการดาวน์โหลดฟรีบนโลกแพลตฟอร์มออนไลน์ ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ถึงแม้ในปีนี้หลายคนอาจมองว่ากระแสความเคลื่อนไหวของกระบวนการคนรุ่นใหม่ อาจจะดูซบเซา แต่มีผู้คนมากมายที่อยู่พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทำให้เราเห็นว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาฯ และผลต่อเนื่องในป่าเขา กลับมาเฟื่องฟู นิทรรศการภาพถ่าย การจัดเสวนา ละคร การฉายหนังสั้น การเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ การแสดงดนตรี การทำเวิร์กช็อป การทบทวนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านชีวิตอดีตนิสิตนักศึกษา กิจกรรมต่างๆ ล้วนเติบโตอย่างมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน เช่น โปรเจ็กต์ “Octoberfest” จัดทำโดย B-floor Theater และกลุ่มดินสอสี ที่มีการแสดง เสวนา ซึ่งกิจกรรมเวิร์กช็อปเต็มหมดแล้ว อาทิ การทำคุกกี้ประชาธิปไตย ที่เน้นวัตถุดิบจากฝรั่งเศส ต้นแบบในการปฏิวัติ การปั้นดินศิลปะ ที่ไม่ได้จำกัดแค่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียงเท่านั้น แต่ทางด้านมหาวิทยาลัยมหิดลก็มีการจัดงาน 6 ตุลาฯ ที่เชียงใหม่ นครปฐม และที่อื่นๆ อีกมากมาย เรายังเห็นภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์ที่ดิฉันไปดูเมื่อ 2 วันที่แล้ว เรื่อง Taklee Genesis-ตาคลี เจเนซิส เห็นภาพฉากสำคัญหลายฉากในเรื่องนี้
ในฐานะความเข้าใจต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ของคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญคือ ทำไมประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งเคยเป็นประวัติศาสตร์
ชั้นรอง แม้แต่คนที่เคยผ่านเหตุการณ์ หรือรัฐก็ไม่อยากจะจำ มันเป็นประวัติศาสตร์ที่ยากที่จะจำและยากที่จะลืม แต่ทำไมคนรุ่นใหม่ 6 ตุลาฯ ถึงได้เป็น “Popular History” ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่
เพื่อเปิดพื้นที่เสวนาในวันนี้ ดิฉันขอเสนอตุ๊กตา 6 เหตุผล ที่ทำให้เราช่วยเข้าใจว่า เป็นประวัติศาสตร์ที่กระอักกระอ่วน สำหรับคนรุ่นหนึ่ง กลับกลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอีกรุ่นหนึ่งให้ความสนใจและเชื่อมชีวิตทางการเมืองของพวกเขากลับมาแล้ว
เหตุผลที่ 1 ความเป็นเหยื่อจากความรุนแรงของรัฐ คนรุ่นใหม่นั้นเชื่อมโยงตนเองกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากความรู้สึกร่วมถึงการเป็นเหยื่อ ของการถูกกระทำโดยรัฐ โดยเฉพาะความรุนแรงที่ชัดแจ้ง จากการฆ่า ทำร้ายประชาชนกลางวันแสกๆ เพียงแค่คนเหล่านั้นคิดต่างจากรัฐ
คนรุ่นใหม่เริ่มมีสำนึกทางการเมืองจริงๆ ตั้งแต่ความรุ่นแรงของรัฐกับคนเสื้อแดง ถ้าถูกการกระทำโดยรัฐของคนเสื้อแดงในปี 2553 กลายเป็นภาพฝังใจโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ทำให้เขากังวลว่าสำหรับเขาชะตากรรมของคนที่ต่างจากเขาจะเป็นยังไง พวกเขาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ การเผชิญหน้ากับการปราบปรามของรัฐนับตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2560 เป็นต้นมา การสลายการชุมนุมการข่มขู่คุกคาม การถูกกระทำโดยรัฐ ผ่านการกลไกนิติสงคราม ส่งให้เขากลายเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกับ 6 ตุลาฯและคนเสื้อแดง การเชื่อมโยงสัญลักษณ์ 6 ตุลาฯ กลายเป็นกลไก ในการตั้งคำถาม และประจานรัฐบาล ในการใช้ความรุนแรง สัญลักษณ์เก้าอี้พับกับศพถูกแขวนคอใต้ต้นมะขามกลายเป็น “Popular MeMe”
สำหรับทุกรุ่นที่รู้สึกเหมือนกันว่า คนรุ่นปัจจุบันเมื่อเรามองหน้ากันโดยไม่ต้องบอกกันว่านี้คือสัญลักษณ์อะไร หรือ “เพลงประเทศกูมี” เป็นหนึ่งในตัวอย่างในการสื่อสารระหว่างคนรุ่นใหม่ ในการใช้ความรุนแรงของรัฐ มิวสิกวิดีโอแบ๊คกราวด์ใต้ต้นมะขาม มวลชนยืนหัวเราะที่นั้น กลายเป็นภาพจำของคนรุ่นใหม่ เมื่อเขาต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐ และชนชั้นนำ เพราะนี่คือจุดสูงสุดของความรุนแรงที่รัฐทำกับประชาชน
กิจกรรมผลิตภาพซ้ำความรุนแรง อย่างเช่นในวันนี้ อาทิ วอล์กกิ้งทัวร์ นิทรรศการภาพถ่ายในหอประชุมของรัฐ ในวันที่ 6 ตุลาฯ ทั้งในพื้นที่จริงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในหลายๆ แกลเลอรี่ทั่วกรุงเทพฯ และหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย ทำให้เราเห็นถึงความพยายามในการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับ 6 ตุลาฯ กับความรุนแรงของรัฐ ซึ่งวอล์กกิ้งทัวร์ จะเห็นการเล่าเรื่อง ผ่านพื้นที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายจุด ทำให้เห็นถึง คนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามความรุนแรงต่อรัฐในวันที่ 6 ตุลาฯ 19 อย่างไร
เหตุผลที่ 2 รัฐคือใคร และผู้ปฏิบัติความรุนแรงสำหรับพวกเขาคือใคร ชนชั้นนำ จารีต มวลชน อนุรักษนิยม เป็นหนึ่งในเงื่อนไข ที่ทำให้เขารู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้นยากลำบากเช่นเดียวกับ คน 6 ตุลาฯ ที่ถูกป้ายสีว่าเป็นคนหนักแผ่นดิน การที่ผลักพวกเขาให้เป็นคนอื่นในฐานะคนชังชาติ มุมมองของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้วผ่านความคิด ชาตินิยม ศาสนานิยม แบบสุดขั้ว จนทำให้พวกเขารู้สึกว่า คนรุ่นคราวเดียวกับพวกเขานั้นในช่วง 6 ตุลาฯ กำลังเผชิญกับอะไร
เหตุผลที่ 3 สถานะความเป็นประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา หรือ 6 ตุลาฯ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่านี่คือประวัติศาสตร์ของพวกเขา ถ้าหากเรารู้ประวัติศาสตร์ของมวลชนส่วนใหญ่นั้นมันมีเพียงภาพ หรือบทบาทแก่นนำไม่กี่คนในขณะที่มวลชนถูกทำให้เบลอ ราวกับว่า ทุกคนคิดเหมือนกันหมด
แต่ภาพประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ที่ผ่านงานเขียนมากมาย หนังสือมากกว่า 100 เล่ม ที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และคนที่อยู่ในป่าเขา มุมมองของคนธรรมดาคนหนึ่งทำให้คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ถึงว่า 6 ตุลาฯ เป็นประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา คนธรรมดาสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้ คนทุกคนเป็นทั้งคนธรรมดา ขี้ขลาด ท้อถอย เหงา เศร้า และเจ็บปวด และที่สำคัญ จิตวิญญาณแห่งความวิพากษ์วิจารณ์ ที่พวกเขาและคนที่อยู่ใน 6 ตุลาฯ มีเหมือนกันคือ การวิจารณ์ตัวเองและการวิจารณ์ต่อองค์กรนำในการเคลื่อนไหว
จากการที่ได้ไปสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z กว่า 80% เป็นคนมีแนวคิดเสรีนิยมสำหรับพวกเขาการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคลและคนธรรมดา ที่ไม่ใช่ในนามองค์กรการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ การที่ภาครัฐวิจารณ์ตนเองและสังคมเป็นเรื่องธรรมดาและนั้นเป็นการเชื่อมตนเองในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
เหตุผลที่ 4 ชีวิตหลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่คือโลกที่พวกเขาต้องอยู่กับมัน คนที่ติดตามและทุ่มเท สำหรับเหตุการณ์ชุมนุมปี 2563 ถึง 2564 ดูเหมือนกับว่าการชุมนุมในครั้งนั้น พวกเขาจะจบลงอย่างล้มเหลว ส่งผลให้หลายคนผิดหวัง เศร้าและได้มีการตั้งคำถามในสิ่งที่เคยทำมากมาย หรือแม้กระทั่งสถานะที่ดำรงอยู่ และเส้นทางที่ดำเนินการต่อไป ผ่านเรื่องเล่ามากมายผ่านงานเขียน ของคนในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ชีวิตหลังจากอยู่ในป่า ความล้มเหลวที่ผู้คนจะต้องเผชิญ หลัง 6 ตุลาฯ และการเสียชีวิตจากการอยู่ในป่า และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คือความร่วมกัน
หลังการชุมนุมปี 2563-2564 คนรุ่นใหม่จะต้องอยู่กับการตั้งคำถามมากมาย โดยที่ไม่มีคำตอบ มองไม่เห็นหนทางไป ราวกับคนใน 6 ตุลาฯ ที่เป็นภาพราวกับกึ่งตื่นกึ่งฝันวิ่งกลับไปมาระหว่างภาพความจำในการชุมนุมกับชีวิตจริงที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต
เหตุผลที่ 5 คนรุ่นใหม่ มักจะเชื่อมโยง 6 ตุลาฯ มากกว่า 14 ตุลาฯ สำหรับคนรุ่นใหม่ 14 ตุลาฯ เป็นชุดประวัติศาสตร์ที่ยึดคืนจากมวลชนจากกลุ่มอนุรักษนิยม และดิฉัน อายุ 40 ปีปลายๆ ที่เติบโตกับประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ ในฐานะนักแรงบันดาลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสำหรับคนรุ่นในปัจจุบัน 14 ตุลาฯ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอนุรักษนิยมที่ต่อต้านการเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้าม 6 ตุลาฯ กลายเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการคนเสื้อแดงที่มีหลักการเพื่อประชาธิปไตย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการเคลื่อนไหวของการต่อต้าน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งภาพลักษณ์ของมวลชนในช่วง 14 ตุลาฯ ถูกนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยกระบวนการเสื้อเหลืองในช่วงประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและในช่วง กปปส.
ในทางตรงข้าม 6 ตุลาฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากการใช้ความรุนแรงของรัฐ คนรุ่นใหม่เราทุ่มเทที่ใช้ใน 6 ตุลาฯ ในฐานะตัวแทนของเขา ความเจ็บปวดและชีวิตของคนที่เป็นผู้แพ้
เหตุผลที่ 6 กระบวนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้เพื่อเปลื่ยนแปลงสังคม ท่ามกลางความสิ้นหวัง สำหรับคนรุ่นใหม่นั้น 6 ตุลาฯ คือตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ยืนหยัดต่อสู้ยืนยันในสิ่งที่ตนเองเชื่อและพยายามที่จะสร้างความหวังที่มีอยู่น้อยนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เดียวที่คนรุ่นใหม่ปี 2563-2564 ผ่านประสบการณ์
วลีที่อยากให้หลายคนจำว่า ‘การมีความหวัง ทำให้ชีวิตมีความหมาย’ หนึ่งในวลีของภาพยนตร์ Taklee Genesis-ตาคลี เจเนซิส ที่ทำให้คนเชื่อมคน ในช่วงเวลาดังกล่าวของหนัง ตั้งแต่คนในอดีตถึงโลกในอนาคตถึง 200 ปี ทั้งการต่อสู้ของคน 6 ตุลาฯ คนรุ่นใหม่ปี 2567 และโลกในอนาคตอีก 200 ปี ข้างหน้า
วลีดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่เชื่อว่า พวกเขากับคน 6 ตุลาฯ มีอะไรมากมายที่เหมือนกัน การต่อสู้อย่างมีความหวัง แม้จะต้องถูกกระทำโดยรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า ดิฉันเชื่อว่าถ้าเราถามคนรุ่นด้วยตนเอง น่าจะมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านี้
จริงๆ ดิฉันจะมาพูดชื่อหัวข้อที่ว่า ‘คน 6 ตุลาฯ นอนตายตาหลับได้แล้ว’ สำหรับดิฉันที่เติบโตมากับการสถาปนาประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ ดิฉันคิดว่าจากประวัติศาสตร์ที่ไม่มีที่ยืน มาถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ที่ได้รับการสถาปนา การลงหลักปักฐานในสังคมไทยและการเมืองไทยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพียงการรับรู้ในวงกว้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นใหม่ การเชื่อมโยง 6 ตุลาฯ ของชีวิต ทั้งสังคม และการเมือง ทำให้ 6 ตุลาฯ กลับกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานของคนรุ่นใหม่ ถึงจุดนี้ คน 6 ตุลาฯ นอนตาหลับได้แล้ว
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตแล้ว ได้โลดแล่นของการเปลี่ยนแปลงของสังคม ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ไม่ได้อยู่ในมือของคน 6 ตุลาฯ อีกต่อไป แต่มันมีชีวิตของมัน
ณัฐนนท์ วสันตดิลก

