หน้าแรก ประชาชื่น ยาชา ไฮเฟ็ทซ์...

ยาชา ไฮเฟ็ทซ์ กับความเป็นศิลปิน, ความเป็นครู และความเป็นมนุษย์

13.10.24 | 12:07 น.

ยาชา ไฮเฟ็ทซ์
กับความเป็นศิลปิน, ความเป็นครู และความเป็นมนุษย์

ผู้เขียนเริ่มรู้ตัวดีว่าได้เริ่มก้าวเข้าสู่วัยแห่งช่วงบั้นปลายชีวิตแล้ว มุมมองต่อโลกเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมุมมองต่อดนตรีอันเป็นที่รักมาตลอดชีวิต ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและกาลเวลาด้วยเช่นกัน เริ่มเห็นความเชื่อมโยงของ ดนตรีกับความคิดและสังคมมนุษย์มากขึ้น บทความเกี่ยวกับดนตรีที่เขียนมาต่อเนื่องมานับสิบปี มาถึงตอนนี้ก็เริ่มเชื่อมโยงมิติต่างๆ เข้ากับดนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ยาชา ไฮเฟ็ทซ์ (Jascha Heifetz) นักไวโอลินชาวอเมริกัน-รัสเซีย ที่ได้รับฉายาอยู่บ่อยครั้ง (และแทบจะไม่มีเสียงโต้แย้ง) ว่าเป็น “นักไวโอลินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่20” (The Greatest Violinist of 20th Century) นี้ ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ แห่งความเป็นมนุษย์อันใฝ่หาความดี, ความงามและความจริง โดยตลอดชีวิต เป็นแบบอย่างอันน่าศึกษาและเจริญรอยตามในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์นี้

ปฏิเสธมิได้ว่าแรงบันดาลใจ “ส่วนหนึ่ง” ในการเขียนบทความนี้มาจากการได้ไปชมคอนเสิร์ตรายการหนึ่งในเมืองไทยนี้เอง เป็นคอนเสิร์ตที่จัดในนาม “สถานเอกอัครราชทูต” โดยศิลปินเดี่ยวไวโอลินที่เป็น “ผู้แสดงเดี่ยว” ในคืนวันนั้น แต่งกาย “ง่าย” จนน่าตกใจ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขน, สวมกางเกงแบบลักษณะยีนส์ลำลองสบายๆ รองเท้ากึ่งผ้าใบลำลอง อันเป็นการแต่งกายที่พร้อมจะออกไปนั่งกินข้าวต้มกุ๊ยข้างถนนได้ทันทีหลังการแสดงเดี่ยวจบลง ผู้เขียนรู้สึก “หน้าชา” แทนท่านเอกอัครราชทูตในคืนวันนั้น ซึ่งตัวแทนประเทศชาติของเขา แต่งกาย “ง่าย” ปานนั้นขึ้นเวทีคอนเสิร์ต (โชคดีที่ฝีมือและรสนิยมทางดนตรีของเขาสอดคล้องกับการแต่งกายนั้นอย่างไม่ขัดแย้งกัน) กลับมาอ่านเจอเรื่องราวของ ยาชา ไฮเฟ็ทซ์ ที่เคยยื่นคำขาดให้ลูกศิษย์ไวโอลินคนหนึ่งไปตัดผมและแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนมาเรียน เมื่อลูกศิษย์ผู้นั้นยังยืนกรานใน “สิทธิ-เสรีภาพส่วนบุคคล” ไฮเฟ็ทซ์จึงปฏิเสธการสอนไวโอลินให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้น ผู้เขียนกลับมาอ่านเจอเรื่องราวนี้อย่างพอดิบพอดี จึงคิดว่าน่าจะหยิบยกเรื่องราวนี้มาเป็นข้อคิดในการทบทวนถึงความเชื่อมโยงด้านดนตรี-ความมีระเบียบ, รสนิยม และความเป็นมนุษย์ของอัครศิลปินแห่งยุคสมัยผู้นี้

เมื่อตอนที่ ยาชา ไฮเฟ็ทซ์ ถึงแก่กรรมไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2530 ด้วยวัย 87 ปี ไอแซ็ค สเตอร์น (Isaac Stern) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินอันเป็นตำนานอีกผู้หนึ่ง ได้กล่าวถึงไฮเฟ็ทซ์อย่างสั้นๆ กะทัดรัดแต่ได้ใจความอันสำคัญว่า “…นับแต่การออกปรากฏตัวเป็นครั้งแรกของเขาในสหรัฐอเมริกา เขา (ไฮเฟ็ทซ์) ก็กลายเป็นพลังอิทธิพลที่สำคัญที่สุดในการเล่นไวโอลินของโลกนี้ เขาได้สถิตอยู่ในโสตประสาทของนักไวโอลินทุกคน อย่างน้อยที่สุดก็นับแต่คริสต์ทศวรรษ 1930 นั่นแหละ…”

Advertisement

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว ไอแซ็ค สเตอร์น กล่าวถึงอิทธิพลของไฮเฟ็ทซ์ได้อย่างกระจ่างชัด “บาปบริสุทธิ์” ประการสำคัญที่ไฮเฟ็ทซ์มิได้จงใจก่อ แต่มันก็ซ้ำรอยเดียวกันกับที่หนูน้อยมหัศจรรย์ โมซาร์ท (W.A. Mozart) เคยก่อไว้เมื่อ 200 ปี ก่อนหน้านั้น นั่นคือแบบอย่างในความเป็นเลิศทางดนตรีที่ส่งผลให้เด็กๆ เยาวชนรุ่นต่อๆ มา ถูกกดดันคาดหวังจากสังคมหรือครอบครัว ให้เป็นเด็กมหัศจรรย์เสมือนโมซาร์ท หลังการปรากฏขึ้นของไฮเฟ็ทซ์ (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานบันทึกเสียงของเขา) เยาวชนที่เรียนไวโอลิน มักจะถูกกดดันอยู่ลึกๆ ไม่มากก็น้อย ที่จะให้มีความเป็นเลิศทางไวโอลินให้ได้เสมือน หรือใกล้เคียงไฮเฟ็ทซ์ให้มากที่สุด ไฮเฟ็ทซ์แทบจะกลายเป็นเรือนจำหรือพันธนาการแห่งจิตวิญญาณทางดนตรีสำหรับนักไวโอลินรุ่นต่อๆ มาไปโดยปริยาย (แน่นอนที่สุดเขาไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้น)

ในความเป็นเลิศทางดนตรีของเขานั้น มันคือความเป็นเลิศแห่งความสมบูรณ์แบบอย่างที่ทุกๆ คน ไม่กล้าปฏิเสธ การเล่นไวโอลินของเขาสมบูรณ์แบบในลักษณะ “วัตถุวิสัย” (Objectivity) ด้วยปรัชญาแห่งความแม่นยำในเทคนิค, ระเบียบวินัย และองค์ประกอบของดนตรี อย่างชนิดที่ไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้หายหกตกหล่น เก็บรายละเอียดแบบทุกเม็ด, ทุกตัวโน้ต อันอาจเปรียบเทียบได้กับศิลปินในตำนานหลายต่อหลายคนที่ยึดปรัชญา “ความสมบูรณ์แบบทางดนตรี” ในลักษณะเดียวกันนี้ เช่น วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์ (Vladimir Horowitz) นักเปียโน หรือวาทยกรที่บูชา, ยึดมั่นในความถูกต้อง-รายละเอียดของสกอร์โน้ตดนตรีอย่าง อาร์ทูโร ทอสคานินิ (Arturo Toscanini) หรือ จอร์จ แซล (George Szell) ซึ่งศิลปินดนตรีในสำนักคิดนี้ มักจะมีแนวคิดในอันที่จะยกดนตรีขึ้นสูงเหนือตัวตน และโดยลึกๆ ก็ไม่อาจเอื้อมใดๆ ที่จะไปทำการ “ตีความ” ดนตรีที่บรมครูดุริยกวีทั้งหลายเขียนโน้ตมาอย่างละเอียดดีแล้ว อันเป็นเสมือนการบิดเบือนเจตนารมณ์ของนักแต่งเพลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนที่สุด ปรัชญาดนตรีอันเคร่งครัดและคร่ำเคร่งเยี่ยงนี้ นำข้อถกเถียงมาสู่โลกดนตรีอย่างหาข้อยุติมิได้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเรา (ศิลปินดนตรี) หลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า “การตีความ” ได้จริงหรือ?

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์

ความสมบูรณ์แบบอันเป็นทั้งสิ่งที่ไฮเฟ็ทซ์ยึดมั่น, แสดงออกมาโดยตลอดชีวิตของเขา ซึ่งเป็นความสมบูรณ์แบบราวกับปรัชญากรีกโบราณนั้น มันเป็นเพียงอุปาทานร่วม หรือความเป็นจริง แต่แน่นอนที่สุดมันคือความเห็นพ้องต้องกันในระดับ “ฉันทามติ” ของทั้งผู้รู้, นักคิดและศิลปินทั้งหลายที่รู้จักเขาดีพอ หนึ่งในนักเขียนบทละครและนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยที่กล่าวถึง ปรากฏการณ์แห่งความสมบูรณ์แบบของไฮเฟ็ทซ์ได้อย่างกระจ่างชัดและอิ่มเอิบไปด้วยรสชาติแห่งความคิดเชิงวิจารณ์ก็คือ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) ชาวไอริช แห่งช่วงปลายศตวรรษที่ 19-ต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้กล่าวความรู้สึกหลังจากที่ได้ชมการบรรเลงไวโอลินของไฮเฟ็ทซ์ ในการปรากฏตัวครั้งแรกในกรุงลอนดอน (London) ในปี ค.ศ.1920 ว่า “…ถ้าคุณยังขืนยั่วยุให้พระผู้เป็นเจ้าต้องอิจฉาคุณ ด้วยการเล่นอะไรที่มันสมบูรณ์แบบราวกับ อภิมนุษย์ ปานนั้น…คุณอาจจะต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร…ผมจึงขอเตือนคุณอย่างจริงจังว่า ก่อนเข้านอนในทุกๆ คืนให้คุณเล่นอะไรที่มันผิดๆ แย่ๆ เสียบ้าง แทนที่จะสวดมนต์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนนอน…ไม่มีมนุษย์หน้าไหนหรอกที่จะบังอาจบรรเลงดนตรีอย่างไร้ที่ติปานนั้น….” แน่นอนที่สุด ไฮเฟ็ทซ์ไม่อินังขังขอบต่อคำเตือนนี้ เพราะตลอดชีวิตในทางดนตรีของเขานั้น เขายังคงยืนหยัดในความสมบูรณ์แบบตลอดมา และพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ประทานเวลาในชีวิตให้ไฮเฟ็ทซ์สำแดงความสมบูรณ์แบบอันน่าอิจฉานี้ยาวนานถึง 87 ปี และใครก็ตามที่บังอาจจะเย้ยหยันถึงคำเตือนของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ว่าเพ้อเจ้อ หรือทำนายผิด เสียความน่าเชื่อถือ ผู้เขียนก็ขอเตือนท่านว่าคำเตือนข้างบนนั้นกล่าวออกมาจากปากของนักคิด, นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเราได้อ่านแล้วก็ขอได้โปรดใช้วิจารณญาณอันดีในการครุ่นคิดพิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความหมายระหว่างบรรทัด” ให้จงดี จงอย่าอ่านมันเพียง “ตามอักขระ” นั่นจึงจะทำให้เราเข้าใจได้ถึง “สาร” ที่จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ต้องการจะสื่อในบริบทของเขา

วิธีคิดทางดนตรีที่เป็นไปในลักษณะ “วัตถุวิสัย” นี้ ยังสอดคล้องกับบุคลิกภาพส่วนตัวเมื่อเขาอยู่บนเวทีการแสดง หรือแม้แต่ในชีวิตจริงที่เขาจะดูนิ่ง สงบ เยือกเย็น ราวกับปราศจากความรู้สึก ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกนี้ไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ว่าในขณะนั้นดนตรีกำลังร่ำไห้, คร่ำครวญ ราวจะอกแตกตาย หรือดนตรีกำลังแสดงความรู้สึกอันปลาบปลื้มปีติ ใบหน้าของไฮเฟ็ทซ์ยังคงสงบนิ่งเสมอ เขายังคงปล่อยให้เสียงดนตรีสื่ออารมณ์ความรู้สึกด้วยตัวของมันเอง (ด้วยเทคนิค, ความแม่นยำอันสมบูรณ์แบบ) โดยที่ตัวเขาจะไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทางใดๆ ยิทชาค เพิร์ลแมน (Itzhak Perlman) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินร่วมสมัยชาวอเมริกัน-อิสราเอล ได้อธิบายถึงสิ่งนี้ว่า “เขา (ไฮเฟ็ทซ์) เสมือนพายุทอร์นาโด ที่นิ่งอยู่กับที่ แต่ทรงพลังและแสดงออก ด้วยพลังอันมหาศาลจากภายใน”

เยฮูดิ เมนูฮิน (Yehudi Menuhin) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 20 (เขาอายุน้อยกว่าไฮเฟ็ทซ์ 16 ปี) ซึ่งความเป็นเลิศของเขามักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับความเป็นเลิศของไฮเฟ็ทซ์อยู่กลายๆ ได้กล่าวยกย่องในคราวที่ทราบข่าว มรณกรรมของไฮเฟ็ทซ์ว่า “เขาคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม, ผมเคยมีผลงานบันทึกเสียงทั้งหมดของเขา และก็พยายามที่จะเก่งให้ได้เท่าเขา” โดยก่อนหน้านั้น เมนูฮินก็เคยสารภาพไว้ในบทสนทนาว่าเขาก็เคยแทบจะพลาดในชีวิตการเล่นไวโอลินด้วย การพยายามเลียนแบบไฮเฟ็ทซ์ โดยต้องย้อนกลับมาทบทวนเริ่มต้นใหม่ ต้องก้าวข้ามเปลี่ยนผ่านการเล่นไวโอลินด้วยสัญชาตญาณ (แห่งการเลียนแบบ) มาสู่วิธีคิดแบบใช้จิตสำนึกและการคิดวิเคราะห์ นี่จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ต้องเกือบจะพลาดพลั้ง ด้วยตกเป็นเหยื่อของการลอกเลียนแบบฮีโร่ในดวงใจ โดยขาดพื้นฐานและวุฒิภาวะที่มั่นคงเพียงพอ โรคบ้าคลั่งวีรบุรุษ เกิดขึ้นได้กับทุกยุคสมัย กับบุคคลในทุกระดับ อันนำมาซึ่งความเสียหาย โดยที่เจ้าตัววีรบุรุษผู้นั้นเองก็มิได้ปรารถนาที่จะให้มันเป็นเช่นนั้น

อย่างที่ได้บอกกล่าวออกตัวไว้ตั้งแต่ต้นบทความว่า เมื่ออายุมากขึ้น วันเวลาเปลี่ยนแปลงไป คนเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดไปแน่นอนไม่มากก็น้อย การศึกษาดนตรีก็เสมือนการศึกษาศิลปวิทยาการในด้านศิลปศาสตร์อื่นๆ กล่าวคือ เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ใฝ่หาความดี-ความงามและความจริงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อสุกงอมด้วยวุฒิภาวะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะผสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องเสแสร้งปิดบัง ทั้งบุคลิกภาพภายนอกและความรู้สึกนึกคิดภายใน, ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งกาย-วาจา-ใจ สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เปลี่ยนผ่านความดิบเถื่อนด้วยสัญชาตญาณมาสู่การขัดเกลาความละเมียดละเอียดอ่อนด้วยดนตรี, ศิลปะ อีกทั้งปรัชญาความคิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านกระบวนการศึกษาที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆ กัน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ผู้เขียนเอง ยอมรับสารภาพว่าชอบศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของศิลปินดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ก็เพราะว่า “มันเป็นยิ่งกว่าเสียงดนตรี” พวกเขาสุกงอมทางวุฒิภาวะ ด้วยการหล่อหลอมมาจากพื้นฐาน-ความหมายของคำว่า “การศึกษา” อันกว้างไกลและลึกซึ้งเชื่อมโยงในความเข้าใจแห่งทุกสรรพสิ่ง ผู้เป็นเอกบุรุษแห่งศิลปินเหล่านี้จึงเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลน่าน้อมนำความคิดมาศึกษาทบทวนเสมอๆ แม้เพียงแค่การแต่งกายอันเป็นเรื่องเปลือกนอกที่สุด พวกเขาก็ยังแสดงออกด้วยความเป็นสุภาพชนอันเป็นแบบอย่างอันดี การอยู่ในกรอบแห่งรสนิยมอันดีมิได้หมายถึงการสูญสิ้นเสรีภาพทางความคิดแต่อย่างใด

เรื่องราวของสุนทรียะแห่งดนตรี (อันเย็นชาสงวนท่าที) และวัตรปฏิบัติของศิลปินในแนวภววิสัย (Objective) แบบ ยาชา ไฮเฟ็ทซ์ สอนวิธีคิดให้เราได้เป็นอย่างดีว่า ดนตรีมิใช่เป็นเพียงเรื่อง “เต้นกิน-รำกิน” อย่างแน่นอน