หน้าแรก ประชาชื่น ปีเตอร์ เอ. แ...

ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ฝรั่งสปีกคำไทยให้แซ่ด ว่าด้วยไสยเวท เพศ และผี

13.10.24 | 11:41 น.

ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน
ฝรั่งสปีกคำไทยให้แซ่ด
ว่าด้วยไสยเวท เพศ และผี

ยิ่งสังคมมีความเป็นสมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์จะยิ่งลดลง?

นักคิดชาวตะวันตก พยายามอธิบายสังคมสมัยใหม่ ด้วยกรอบทฤษฎีสุดคลาสสิกที่ว่า เมื่อสังคมเข้าสู่โมเดิร์นแล้วนั้น หลักเหตุผลจะเข้ามาตบตีแย่งชิงพื้นที่ความเชื่อ จนความงมงายนั้นล้มหายตายไปในท้ายที่สุด

แต่กระนั้น ศ.เกียรติคุณ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน หรือ ‘ปีเตอร์’ นักปรัชญาชาวออสเตรเลียวัย 68 ปี ควบตำแหน่งอาจารย์ทรงคุณวุฒิจาก Australian National University ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ พูดไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เวลาพบปะคนไทยก็คุยด้วยอย่างสนุกสนานออกรส จนได้ค้นพบมุมที่ต่างออกไป

หากย้อนเล่าเรื่องราว เมื่อครั้งตบเท้าก้าวเข้ามาเก็บข้อมูลในเมืองไทย ในฐานะนักศึกษา ป.เอก ตั้งแต่ พ.ศ.2525 ช่วงที่เรียกว่า ‘ยุคเศรษฐกิจบูม’ ที่รัฐบาลกำลังหมายมั่นปั้นมือให้ไทยขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชียนั้น กลับเห็นภาพ ‘ความเชื่อ’ เติบโตควบคู่ไปกับ ‘ความเจริญ’ แย้งกับตำราเดิมเคยพูดกันมา พร้อมเสนอว่า…

Advertisement

“ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย พอยิ่งมีความเป็นสังคมสมัยใหม่ ไสยศาสตร์ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้น (ไม่เคยหาย) แต่มันไม่ใช่ไสยศาสตร์แบบเดิมอีกต่อไป”

จากนั้น เริ่มจรดปากกาศึกษาเรื่องความเชื่อพุทธศาสนา ไสยศาสตร์ และทุนนิยมอย่างจริงจัง และปรับออกมาเป็นหนังสือเล่มฮิตชื่อว่า Capitalism Magic Thailand เทวา มนตรา คาถา เกจิ: ไสยศาสตร์สมัยใหม่ฯ จนงานสัปดาห์หนังสือเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ติดโผลิสต์คนดังถึงขนาด ทักษิณ ชินวัตร แนะนำให้อ่าน

ล่าสุด วนมาถึงอีกครั้งสำหรับ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ กำลังจัดขึ้นอยู่ขณะนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ‘ปีเตอร์’ เตรียมเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ป้ายแดง Deities and Divas ไสยเวท เพศ ผี: ร่างทรงองค์เควียร์ในอุษาคเนย์ ร่วมงานบรรณาธิการกับ เบนจามิน บาวแมนน์ และแปลโดย รศ.ดร.พิเชฐ สายพันธ์ นับว่าเป็นเล่มใหม่จากค่าย สำนักพิมพ์มติชน ที่เพียงแค่เห็นชื่อก็สัมผัสได้ถึงมวลความปัง!

บทสนทนานี้ ยังจะพาคุ้ยชีวิต ‘ปีเตอร์’ และเบื้องหลังผลงานอันโด่งดัง อันคละเคล้าไปด้วยความสนุก ความหวัง และสร้างแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวนักศึกษาหนุ่ม ที่กว่าจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ออกไปเจอโลกกว้าง จนกระทั่งประสบความสำเร็จบนถนนสายวิชาการนั้น ‘ไม่ง่าย’

แม้จะตั้งต้นมาจากเด็กเนิร์ดสายเรียน แต่ชีวิตกลับต้องพลิกผัน เพราะเคยเลือกสายเรียนที่ไม่เวิร์ก หรือสิ่งที่มุ่งมั่นทำมาตลอดกลับไม่เป็นอย่างที่วาดฝัน เคยรู้สึกถึงขั้นหมดหวัง ‘พังแตกสลาย’ แต่ไม่เคยยอมแพ้ เพราะเราทุกคนนั้น ‘เรายังคงมีเวลาและโอกาสในชีวิตเสมอ’…

⦁ เส้นทางชีวิตที่เติบโตอยู่ซิดนีย์เป็นอย่างไรบ้าง?

ครอบครัวผมเป็นคนธรรมดาอยู่ ‘ซิดนีย์’ แม่เป็นแม่บ้าน พ่อทำบริษัทก่อสร้างเล็กๆ ที่จริงแล้วผมต้องสู้กับพ่อเรื่องการเรียนต่อด้วย เพราะพ่ออยากให้ผมเรียนอาชีวะ หรือวิศวกรรม เพราะพ่อผมเริ่มต้นจากการเป็นช่าง เขาอยากให้ผมสืบทอดธุรกิจต่อจากเขา แต่ผมอยากออกไปเห็นโลกกว้างมากกว่า

ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ผมก็รู้แล้วว่าอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากเขียนหนังสือ แม้จะยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอาจารย์ในด้านไหน แต่เรียกได้ว่าเป็นเด็กเนิร์ดคนหนึ่งเลย ชอบอ่าน ชอบเขียน สนใจภาษามาตั้งแต่เด็ก

⦁ เคยตัดใจเลือกเรียนไม่ตรงกับสิ่งที่ชอบ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?

อาจจะพูดว่าผมเรียนเก่งก็ได้ แต่สมัยนั้นถ้าครูมัธยมปลายเห็นนักเรียนชายที่เก่งทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เก่ง เขาจะดันให้ต้องไปเรียนต่ออีกในระดับมหา’ลัย

แล้วตอน ป.ตรี ผมเคยเรียนด้านภูมิศาสตร์ (Geography) แต่ว่าในที่สุดมันก็ไม่ค่อยเวิร์ก จนหลังจากเรียนจบก็ต้องออกจากบ้านมา เพราะพ่อพยายามดันให้เป็นวิศวกรให้ได้

จากนั้นผมก็ไปขับแท็กซี่อยู่ 2 ปี เพราะว่าไม่รู้จะทำอะไร แล้วเป็นช่วงของชีวิตที่ต้องคิดไปคิดมาว่าจะเอาอย่างไรต่อดี จนผมลองไปเรียนปรัชญาที่ University of Sydney แบบภาคค่ำดูก่อน จนคะแนนออกมาสูงมาก (เกียรตินิยมอันดับ 1) ทำให้ได้ทุนเรียนต่อ ป.โทได้เลย

พอได้เข้าไปเรียนปรัชญาจริงๆ แล้ว ก็สนุกมากเลย รู้สึกว่าน่าจะเรียนแบบนี้ตั้งแต่แรก (ยิ้ม)

⦁ พูดได้ไหมว่าเส้นทางชีวิตมันถูกคาดหวังจากสังคมรอบข้าง?

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็จะเลือกเรียนปรัชญาตั้งแต่แรกเลย แต่ตอนนั้นผมเชื่อครูที่เขาบอกว่า เฮ้ย! ปีเตอร์ คุณเก่งวิทยาศาสตร์ เก่งคณิตศาสตร์ น่าจะไปต่อด้านนั้นนะ แต่ในที่สุดมันไม่เวิร์ก เพราะผมก็ชอบเรียนภาษามาก

แค่สมัยนั้นเขามองว่า ถ้าเด็กผู้หญิงที่เรียนเก่ง ก็ควรให้ไปเรียนต่อด้านครู หรือถ้าเด็กผู้ชายเก่งวิทยาศาสตร์ ก็จะต้องไปทางนักวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกร มันเหมือนกับเป็นกรอบทางเพศในสมัยนั้น

⦁ วันนี้เจอทางตัวเองแล้ว มีคำแนะนำสำหรับคนอื่นบ้างไหม?

ช่วงวัย 23-24 ปี รู้ตัวแล้วว่าสนใจในทางภาษาและวัฒนธรรม แค่ตอนนั้นมันยังนึกไม่ออกว่า แล้วจะทำอย่างไรดี มันเลยแค่ต้องใช้เวลา หาหนทางของตัวอยู่ช่วงหนึ่ง

สำหรับคนที่ยังหาทางของตัวเองไม่เจอ อยากให้ฟังเสียงหัวใจตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็เลือกสิ่งที่สำคัญกับตัวเองมากกว่า หรือถ้าเลือกทางในชีวิตแล้วมันไม่เวิร์ก อย่าผิดหวังเลย มันอาจกำลังเจอทางใหม่ก็ได้ เรายังคงมีเวลา และโอกาสในชีวิตเสมอ

⦁ หลังจากได้เรียนด้านปรัชญาสมใจแล้ว มันราบรื่นอย่างที่คิดหรือเปล่า?

ตั้งแต่เรียน ป.โทจน ป.เอก ผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับอินเดียมาก่อน แม้ว่าเรียนวิชาเอกปรัชญาตะวันตก แต่ลงเรียนวิชาโทปรัชญาอินเดีย ซึ่งได้เรียนเกี่ยวภาษาและวิธีคิดของคนอินเดีย

แต่ประมาณปี พ.ศ.2523 เดินทางมาเอเชียครั้งแรก ก็อยากจะลองไปอินเดีย เพื่อดูบ้านเมืองเขาก่อนว่าเป็นอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเลือกหัวข้อวิจัย ป.เอก ผมก็ได้นั่งการบินไทยจากซิดนีย์ไปอินเดีย (ได้แวะเปลี่ยนเครื่องที่ไทย) แต่พอไปถึงที่นั่นแล้ว มันไม่ค่อยเวิร์กอยู่หลายอย่าง เพราะนักศึกษา ป.เอกชาวอเมริกัน เขาบอกว่า ปีเตอร์ มันลงพื้นที่เก็บข้อมูลยากมาก!

ผมเจอนักศึกษา ป.เอก ประมาณ 4-5 คน ผอมมากเลย เพราะเขาท้องเสีย อาหารไม่สะอาดอะไรแบบนั้น มันไม่ง่ายเลยที่จะเก็บข้อมูลที่นี่ แล้วเขาเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้ไม่เปิดใจต่อคนผิวขาวเท่าไรนัก

ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกับผิดหวังเลย เพราะเราวางแผนทำธีสิส ป.เอก เกี่ยวกับปรัชญาอินเดีย แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมล้มเลิกไป มันเหมือนกับหมดหวังเลย…

⦁ แล้วจุดที่ทำให้เริ่มศึกษาประเทศไทยคืออะไร?

ตอนนั่งเครื่องบินขากลับ นึกขึ้นได้ว่ามันยังไม่ถึงช่วงเปิดเทอม เหลือเวลาพักร้อนอีก 2 อาทิตย์ เฮ้ย! น่าจะลองเที่ยวที่กรุงเทพฯก่อน ตอนนั้นก็ลองเป็นแบ๊กแพคเกอร์ (backpacker) พักแถวถนนข้าวสาร เดินเยี่ยมชมวัดพระแก้ว วัดภูเขาทอง

ผมอายุราว 23-24 ปี ไปที่ไหนก็จะมีพระและเณร เข้ามาคุยด้วย เพราะเขาอยากฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ว่าไปที่ไหนก็มีคนเข้ามาคุยสนุกสนาน แล้วตอนนั้นที่ไปเดินเที่ยววัดภูเขาทอง ก็มีพระอายุไม่มากนัก น่าจะอายุไม่เกิน 30 ปี ชวนผมไปดื่มน้ำชาที่วัดของเขา จำไม่ได้แล้ว แต่น่าจะอยู่แถวเยาวราช

ตกเย็นเราก็นั่งตุ๊กตุ๊ก บึ้นๆ ไปแป๊บเดียวก็ถึง กลายเป็นว่าคุยสนุกมาก เพราะท่านเป็นพระที่มาจากอีสาน เขาอธิบายทุกอย่างเลย เรารู้สึกว่าเก็บข้อมูลที่นี่แหละ มันง่ายเลยผู้คนเปิดใจให้ศึกษามาก…

⦁ ต้องปูพื้นเรียนภาษาไทยใหม่เลย รู้สึกว่ามันยากไหม?

เราเห็นเวลาที่เขาอ่านข่าวพูดชัดมาก เหมือนทุกพยางค์ชัดเจน เป็นคำคำไป เราเลยรู้สึกว่า อ๋อ! น่าจะเป็นภาษาที่พอฟังได้ แล้วอีกอย่างภาษาไทยก็มีรากมาจากสันสกฤตด้วย

พอกลับไปที่ออสเตรียเลีย ผมก็ตัดสินใจที่จะทำธีสิสศึกษาพุทธศาสนา แล้วต้องเรียนภาษาไทยก่อน ซึ่งผมใช้เวลาเรียนไทยไม่นานมาก เพราะทุกตัวในไทยมันมาจากภาษาสันสกฤต รวมถึงภาษาทางการหลายคำ ก็ยืมมาจากสันสกฤต มันก็พอจะอ่านออกได้

มันเหมือนทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และคิดว่าเป็นความโชคดีมาก! (ยิ้ม)

⦁ คิดว่าตัดสินใจถูกต้องไหม ที่หันมาศึกษาปรัชญาไทย?

ตอนนั้นมีเพื่อนหลายคนที่เริ่มเรียน ป.เอก ทางด้านอินเดียศึกษา ซึ่งผมคิดว่าอาจจะมีคู่แข่งมากแล้ว ถ้าอยากจะเป็นอาจารย์ในด้านนี้ แต่เรื่องไทยในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับที่นี่เลย

เราอาจจะเลือกเพราะว่ายังไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่เลือกแล้วในที่สุดมันก็เวิร์ก คิดว่าเป็นโชคดีในชีวิต เลือกถูกแล้ว (ยิ้ม)

⦁ แล้วความสนใจเรื่องพุทธศาสนาไทย มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน?

เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผมทำธีสิส ป.เอกเกี่ยวกับหลักปรัชญาของ พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์)

แม้ผมเรียนจบทางปรัชญาตะวันตกมาก่อน แต่เมื่อเรียน ป.เอกแล้วนั้น ผมหันมาสนใจเรื่องปรัชญาเปรียบเทียบ ระหว่างตะวันตกกับเอเชีย ซึ่งทางปรัชญาเขาสนใจในเรื่องเหตุและผลอยู่แล้ว แล้วทางอาจารย์ที่ปรึกษาธีสิส ป.เอก ก็ได้แนะนำให้ศึกษาพุทธทาสภิกขุ เพราะท่านเป็นเหมือนกับปราชญ์ หรือนักปรัชญาทางพุทธศาสนาที่ดังระดับโลก

⦁ แล้วอะไรสะกิดใจให้หันมาสนใจเรื่องของไสยศาสตร์ด้วย?

ผมเดินทางมาเก็บข้อมูลที่ประเทศไทยอยู่ 2 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ช่วงนั้นผมสนใจที่พุทธศาสนาก่อน แต่ขณะเดียวกันตอนนั้นก็เคยคิดว่าเรื่องไสยศาสตร์เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีความหมาย เป็นแค่ความเชื่อ แต่พอมาอยู่ที่นี่นาน มันเหมือนกับคนแยกขาดกับความนี้ไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นชาวพุทธ ‘วันนี้เข้าวัด พรุ่งนี้ก็จะไปศาลเจ้า’

เพื่อนทุกคนบอกว่า ปีเตอร์! เรื่องปรัชญามันมีบริบททางวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่เรื่องเหตุผลอย่างเดียว เราต้องเข้าใจที่มาของวัฒนธรรมความคิดของคนไทยด้วย มันไม่ได้มาด้วยหลักเหตุผลโดยบังเอิญ มันมีประวัติความเป็นมา คุณต้องสนใจปูมหลังความคิดของคนไทย ซึ่งอาจจะมีความเชื่อเรื่องผีมาอยู่แล้วก็ได้

ตอนแรกผมก็คิดว่า ไม่ใช่ๆ (ย้ำสองครั้ง) แต่พอยิ่งอยู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าจริง!

⦁ หลังคลุกคลีในสังคมไทย มันแย้งตำราที่เคยเรียนมาอย่างไรบ้าง?

ทฤษฎีตะวันตกสมัยใหม่ Modernism Theory เช่น แม็กซ์ เวเบอร์ (max weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันชื่อดังอย่าง เขาพูดถึงทฤษฎีความเป็นสมัยใหม่ เสนอว่า ยิ่งสังคมมีความเป็นสมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์จะยิ่งลดลง

แต่ช่วงนั้นผมได้ติดตามสถานการณ์ของสังคมไทยช่วง พ.ศ.2525 จนช่วง พ.ศ.2530 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยบูม สมัยหลวงพ่อคูณท่านชอบไปทำพิธีเปิดห้าง ออกพระเครื่องหลายรุ่น ผมคิดว่ามันน่าสนใจที่คนไทยกำลังเข้าถึงความเป็นสมัยใหม่ แต่ชนชั้นกลางเรียนที่หนังสือหลักสูตรตะวันตกก็ร่วมเข้าพิธีด้วย

ขณะเดียวกันความคิดไสยศาสตร์ ก็เริ่มเข้ามาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แถมขยายตัวมากขึ้นด้วย ผมคิดว่าตรงนั้นมันตรงกันข้ามกับสมมุติฐานของทฤษฎีสมัยใหม่

⦁ ข้อโต้แย้งน่าสนใจ จนเขียนออกมาเป็นเล่มฮิตเลยหรือเปล่า?

ผมคิดว่าเราต้องปรับปรุงทฤษฎีการอธิบายสังคมสมัยใหม่ของเวเบอร์ว่า ทำไมเข้าสู่ยุคความเป็นสมัยใหม่แล้ว คนยังมีความเชื่อแบบนี้ได้อยู่ มันกลับเกิดตรงกันข้าม มันไม่ได้ทำให้ความเชื่อนี้หายไป

เราอยู่ในทุนนิยมและเสรีนิยม ที่มีสื่อออนไลน์มากมาย มันกลับกระตุ้นให้ความเชื่อมีมากขึ้น ผลิตความเชื่อออกมากว้างขวางขึ้น มันตรงกันข้ามกับทฤษฎีเดิมที่เวเบอร์พยายามอธิบายว่า เมื่อทุนนิยมเข้ามา เหตุผลจะเข้ามาด้วย แล้วความเชื่อจะลดน้อยลงไปจริงหรือเปล่า?

นี่เลยเป็นไอเดียหลักของหนังสือ Capitalism Magic Thailand เทวา มนตรา คาถา เกจิ: ไสยศาสตร์สมัยใหม่ …

⦁ แล้วเห็นไสยศาสตร์มันปรับตัวเข้ากับสมัยใหม่ ในแง่ไหนบ้าง?

ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย ยิ่งมีความสมัยใหม่ ไสยศาสตร์ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้น แต่มันไม่ใช่ไสยศาสตร์แบบเดิมที่เป็นเรื่องความคงกระพันชาตรีของผู้ชายหรือทหาร

แต่นักธุรกิจก็เอามาใช้เสริมดวงในการเล่นหุ้น ซื้อหุ้นแล้วก็ขอให้ขึ้น ขอการบนบานเข้ามาในชีวิตสังคมสมัยใหม่ ขอให้ลูกได้เข้าเรียนโรงเรียนดีๆ เข้าเรียนจุฬาฯได้ อะไรอย่างนั้น มันกลายเป็นว่าไสยศาสตร์เข้ามาหนุนการใช้ชีวิตในเมือง เอามาประยุกต์ใช้มากขึ้นในสังคมสมัยใหม่ด้วยซ้ำ ผมเลยคิดว่าเราจะมองข้ามเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ต้องเริ่มเก็บข้อมูลแล้ว!

⦁ คิดว่ายิ่งสังคมที่ไม่มั่นคง ยิ่งทำให้คนหาที่พึ่งทางใจไหม?

ผมคิดว่าความคิดเรื่องไสยศาสตร์มันเปลี่ยนรูปแบบ แต่ไม่ได้หายไปจากโลกเลย แม้กระทั่งโลกตะวันตกก็ยังเหลืออยู่ แต่เขาไม่ได้เรียกว่า ‘Magic’ แต่เป็น ‘Luck’ อะไรแบบนั้น ซึ่งบางครั้งมันมักจะถูกมองข้าม (ทางวิชาการ) ไป

⦁ หนังสือ ‘เทวา มนตรา คาถา เกจิ’ กระแสตอบรับดีมาก รู้สึกอย่างไรบ้าง?

แอบรู้สึกเซอร์ไพรส์นิดหน่อย เพราะคิดว่ามันเป็นหนังสือมีทฤษฎีค่อนข้างอ่านยากอยู่ ต้องขอบคุณ วิราวรรณ นฤปิติ ผู้แปลด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะเล่าเรื่องแนวทฤษฎีออกมาได้ดีมาก ซึ่งงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่แล้วเมื่อเดือนมีนาคม เล่มนี้ติดในลิสต์คนดังแนะนำให้อ่าน ทักษิณ ชินวัตร อ่านเล่มนี้ด้วย (หัวเราะ)

⦁ แอบสปอยหนังสือเล่มใหม่ ที่กำลังขายในงานหนังสือครั้งนี้ได้ไหม?

หนังสือเล่มใหม่ Deities and Divas ไสยเวท เพศ ผี: ร่างทรงองค์เควียร์ในอุษาคเนย์ เขียนเป็นคนภาษาอังกฤษได้ 2 ปีแล้ว ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้แปลมาเป็นภาษาไทยเลย ถือว่าคนไทยได้อ่านงานแปลคนแรกๆ

มันเต็มไปด้วยความสนุก และเรื่องราวของผู้ที่มีคนหลากหลายทางเพศใน 3 ประเทศ ทั้งไทย เวียดนาม และพม่า ทำให้เห็นว่าพิธีกรรมแบบนี้มันสร้างโอกาสให้กับเกย์ หรือกะเทย แล้วเรายังใส่รูปถ่ายพิธีกรรมต่างๆ อะไรแบบนี้ในนั้นด้วย

⦁ เล่าถึงแนวคิดและเบื้องหลังการทำงานเล่มนี้หน่อย มันเป็นมาอย่างไร?

เล่มนี้ผมได้ร่วมกับ เบนจามิน บาวแมนน์ อาจารย์ด้านมานุษยวิทยา ชาวเยอรมัน เขาเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมจากคนบุรีรัมย์ ซึ่งสนใจเกี่ยวกับคนทรงเจ้าแบบโบราณ

ประมาณช่วงปี พ.ศ.2530 มีนักมานุษยวิทยาไทยและต่างชาติ ไปเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคนทรงเจ้าทั้ง เชียงใหม่ หรือภูเก็ตบ้าง เขาบอกว่าคนทรงเจ้าตามหมู่บ้านต่างจังหวัด กำลังหายไป เพราะเมื่อก่อนคนทรงเจ้ามักจะเป็นผู้หญิงที่อายุเยอะมากแล้ว ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณบรรพุรุษ หรือสืบทอดกันในตระกูล

แต่ว่าสิ่งน่าสนใจ คือ พิธีกรรมทรงเจ้า ย้ายเข้ามาในเมือง ไม่ได้ทำพิธีกรรมแบบเดิมแล้ว กลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนทรงเจ้า เขยิบเข้ามาในเมืองมากขึ้น วิญญาณที่มาเข้าทรงก็ไม่ใช่บรรพบุรุษ แต่เป็นเจ้าองค์ใหม่ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนภาษาเรียกไปด้วย

⦁ แล้วยุคนี้พิธีกรรมเข้าทรง มันมีความน่าสนใจขึ้นมาอย่างไร?

ชาวพุทธบางคนอาจจะแอนตี้คนทรงเจ้าว่างมงาย แต่ถ้าเราพูดภาพรวมเอเชียอาคเนย์ ไม่ว่าจะเป็นไทย หรือเวียดนาม เกิดปรากฏการณ์คนทรงเจ้ามากขึ้นในช่วง 30-40 มานี้ ไม่เคยหายไปเลย

เมื่อก่อนอาจจะเรียกว่าผีเข้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้คำว่า ‘ผี’ เปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘องค์เทพ’ แทน ซึ่งมันฟังแล้วดูดีกว่า สูงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นองค์เทพทางฮินดู เช่น พระพิฆเนศ ไม่ได้เป็นผีบรรพบุรุษโบราณแล้ว มันเหมือนกับการยกระดับความเชื่อ ภาษาที่ใช้เรียกก็ถูกยกขึ้นไปด้วย…

⦁ พิธีทรงเจ้ามันถูกทำมาร์เก็ตติ้งสมัยใหม่มากขึ้นหรือเปล่า?

ในมุมของมาร์เก็ตติ้งแล้ว คนมิดเดิลคลาส (ชนชั้นกลาง) ไม่อยากฟังเรื่องผีเท่าไรนัก เขาอยากจะเชื่อในเรื่ององค์เทพที่มีฐานะสูง ให้เข้ากับสถานะทางสังคมที่กำลังขยับขึ้นมา จากเศรษฐกิจกำลังบูมขึ้น การศึกษาดีขึ้นเขาอาจจะสนใจเรื่องนี้มากกว่า เรื่องผีโบราณแบบบ้านนอก เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะของเขา อาจเรียกว่า ยกระดับทั้งสถานะทางสังคม ความเชื่อ และภาษาด้วย

⦁ แล้วความน่าสนใจระหว่าง ‘เพศ’ กับ ‘ไสยศาสตร์’ คืออะไร?

เพศเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะสมัยก่อนคนทรงเจ้าส่วนมากจะเป็นผู้หญิงที่อายุมาแล้ว ผู้ชายก็มีบ้าง แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะเป็นผู้หญิงซะมากกว่า

แต่ยุคสมัยใหม่คนเจ้าพิธี หรือคนทรงเจ้า เป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าอัตลักษณ์ทางเพศเขาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ชาวบ้านจะเรียกพวกเขาว่า เกย์ หรือกะเทย อะไรอย่างนี้ ซึ่งคนเหล่านี้เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกันทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

⦁ ทำไม LGBTQ+ ต้องช่วงชิงพื้นที่ความเชื่อ เพื่อแสดงตัวตนทางเพศ?

ถ้าเราหันกลับมาดูพระพุทธศาสนา เมื่อกว่า 30-40 ปีที่แล้ว คนที่เป็นเกย์หรือกะเทย บวชเป็นพระไม่ค่อยได้ หรือแม้กระทั่งบวชได้ แต่เขาก็จะรู้สึกว่าต้องอยู่ในกรอบของความเป็นผู้ชาย เรียกว่า Gender culture ซึ่งพระต้องอยู่ในกรอบความเป็นชาย (Masculine) แล้วมันอาจจะไปขัดแย้งกับอัตลักษณ์ทางเพศของเกย์หรือกะเทย

เมื่อเรามามองพิธีทรงเจ้า ผมเชื่อว่าลูกศิษย์เขาไม่ได้สนใจเรื่องเพศขนาดนั้น จะเป็นผู้หญิงก็ได้ เกย์ก็ได้ แล้วแต่ มันเปิดกว้าง ไม่มีกีดกัน และเปิดโอกาศสำหรับคนทุกเพศโดยเฉพาะคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เข้ามาแล้ว ก็อาจจะได้รับการยอมรับนับถือ

มันกลายเป็นการสร้างโอกาสให้คนที่เคยโดนดูถูกจากสังคม เข้ามามีสถานะทางสังคมที่ดีขึ้น มันสร้างความภูมิใจให้กับตัวพวกเขาเอง และสร้างรายได้อย่างเป็นมืออาชีพ

⦁ พิธีทรงเจ้า LGBTQ+ แบบทำถึง สามารถดึงดูดผู้คนได้มากกว่าหรือเปล่า?

ช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา มันมีคนทรงเจ้าที่เป็นกะเทยอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่เยอะเท่าไหร่ แต่มีการเก็บข้อมูลจากพม่าช่วง 10 ปีก่อน พบว่า เขามีองค์เทพ เรียกว่า ‘นัต’ ที่จริงแล้วเป็นวิญญาณเจ้าในประวัติศาสตร์พม่ากว่า 37 องค์

เมื่อก่อนคนทรงเจ้าพิธีกรรมเกี่ยวกับนัต มักเป็นผู้หญิงกันทั้งนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้กะเทยพม่า เข้ามายึดอาชีพทรงเจ้าจากผู้หญิง (ยิ้ม) คนสนใจดูกะเทยมากกว่าผู้หญิง เพราะเขามีการรำ ทำพิธีที่มีสีสันสวยงาม ว่าเหมือนการทำโชว์ที่มีทั้งแสง สี และเสียง

คนเก็บข้อมูลบอกด้วยว่า คนทรงแต่งตัวสวยมากเลย แล้วมันก็ดึงดูดคนเข้ามาดู โอ๊ย ใส่เสื้อผ้าสวยมาก ขณะที่มีพิธียาวนาน มีเทพมาเข้าทรงหลายองค์ลงมาประทับ เจ้าพิธีก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วย (ยิ้ม)

องค์หนึ่งลงมาก็ใส่ชุดหนึ่ง อีกองค์ลงมาก็ต้องวิ่งไปเปลี่ยนอีกชุด (หัวเราะ) มันเหมือนกับในละครเลย มันทำให้คนมาดูไม่เบื่อ มันมีความสวยงามอยู่ตลอด

⦁ แล้วไฮไลต์เด็ดที่ไม่ควรพลาดจากเล่ม Deities and Divas คืออะไร?

บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับ ร่างทรงปารีส ฮิลตัน : การเดินทางของช่างทำผมเกย์ชาวไทยพุทธ เอโดอาร์โด ซีอานี เขารู้จักกับช่างตัดผมชาวอีสาน ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯกว่า 20 ปีแล้ว

ช่างตัดผมคนนี้ เขาเป็นเกย์แล้วสนใจเกี่ยวกับ ปารีส ฮิลตัน (Paris Whitney Hilton) ซึ่งเป็นเซเลบชาวอเมริกัน เป็นผู้หญิงสวย ออกงานสังคม จนเขาอยากเลียนแบบทุกอย่าง ทำผมแบบปารีส ฮิลตัน

เขารู้สึกว่าจิตวิญญาณของ ปารีส ฮิลตัน เชื่อมโยงกับเขา อยากจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ อยากสวยแบบนั้น แล้วเขาทำพิธีกรรมในร้านตัดผมเลยว่า อยากตัดลุคแบบนั้นแบบนี้ไหม ตัดแล้วจะโชคดี มันเป็นการประยุกต์ใช้เข้ามาในชีวิตประจำวัน คล้ายกับ ‘มูเตลู’ ประมาณนั้น

เรื่องนี้เป็นหนึ่งบทที่สนุกมาก เพราะเรื่องไสยศาสตร์มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ตายตัว พิธีกรรมมันเติบโตอยู่ตลอด

⦁ คิดว่าไสยศาสตร์ในสังคมไทยจะมีวันตายไหม?

ไอ ด้อน โนว! (I don’t know) อาจจะเป็นไปได้ว่า องค์เทพอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ จะมีองค์ใหม่ๆ เข้ามา แต่พิธีกรรมจะเปลี่ยนไปยังไง ไม่รู้เลย เราต้องดูสถานการณ์ก่อน (หัวเราะ)

⦁ ส่วนตัวแล้ววางก้าวต่อไปของชีวิต ไว้อย่างไรบ้าง?

ตอนนี้ผมเกษียณแล้ว แต่มีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณอยู่ Australian National University ทำให้ยังสามารถยื่นขอทุนวิจัยจากรัฐบาลได้ ซึ่งจนตอนนั้นผมก็ยังทำโปรเจ็กต์ กับ ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรด้วยเกี่ยวกับบทบาทของ LGBTQ+ ไทยในศาสนาและพิธีกรรมที่นี่อยู่

⦁ แสดงว่ายังสนุกกับการทำงาน แม้ว่าจะเกษียณแล้วก็ตามใช่หรือไม่?

ก็สมองยังไม่เกษียณ (ยิ้ม) แม้หลายคนอยากเกษียณแบบรับบำเหน็จ บำนาญ เพราะว่าเบื่อระบบข้าราชการ แต่พอเกียณแล้วก็ไม่ต้องประชุมแล้ว แต่ยังถูกรับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษไปสอนอยู่ หรือออกไปเก็บข้อมูลได้ มันยิ่งสนุกมากขึ้น

ผมชอบอ่าน ชอบเก็บข้อมูล ชอบเขียนหนังสือ มันเลยเป็นความสุขในชีวิต แต่เมื่อก่อนตอนที่ต้องเข้าประชุม มันเลยไม่ค่อยมีความสุข (หัวเราะ)

ตอนนี้อายุมากแล้ว ต้องดูแลสุขภาพร่างกายมากขึ้น แต่คงจะแบ่งเวลาใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลีย กับ ไทย แบบ 50:50 เพราะรักไปแล้วทั้งสองประเทศ

ภูษิต ภูมีคำ – เรื่อง
สมจิตร ใจชื่น – ภาพ