เพลงชาวบ้าน “ทรงเครื่อง”
จาก “หนังสือวัดเกาะ”
หนังสือ “บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ” แบ่งเนื้อหาเป็น 4 เล่ม ดังนี้
เล่ม 1 มโหรีและเพลงปฏิพากย์ หมายถึงเพลงที่ใช้ร้องส่งเครื่องดนตรีไทยและเพลงพื้นบ้านที่ใช้ร้องโต้ตอบกันระหว่างหญิงกับชาย
มโหรี มี 1 เรื่อง ได้แก่ เพลงเทพอัปสรสวรรค์
เพลงปฏิพากย์ มี 5 เรื่อง ได้แก่ แอ่วลาวแพน, เพลงเรือชาวเหนือ, เพลงปรบไก่หญิงกับชายแก้กัน, เพลงเทพทอง, เพลงยาวเพลงสั้นหญิงกับชายแก้กัน
เล่ม 2 เพลงทรงเครื่อง หมายถึงเพลงฉ่อยที่เล่นเป็นเรื่องมี 9 เรื่อง ได้แก่ โคบุตร, จันทโครบ, พระรถ, ลิ้นทอง, นางมโนรา, ขุนช้างขุนแผน, ไกรทอง, ลักษณวงศ์, และพระอภัยมณี
เล่ม 3 เพลงร้องรำพัน หมายถึงเพลงพื้นบ้านที่ผู้ร้องร้องพรรณนาเพียงคนเดียวตลอดเรื่อง เช่น แหล่เครื่องเล่น และเพลงขอทาน มีดังนี้
แหล่เครื่องเล่น มี 4 เรื่อง ได้แก่ เครื่องเล่นมหาพนและแหล่ต่างๆ, เครื่องเล่นมหาพนแหล่ใหม่ล้วน, เครื่องเล่นชูชก, และเครื่องเล่นกุมาร
เพลงขอทาน มี 4 เรื่อง ได้แก่ เพลงขอทานเรื่องพระยาฉัททันต์, เพลงขอทานเรื่องลักษณวงศ์, เพลงขอทานเรื่องจันทโครบ, และเพลงขอทานเรื่องพระสุธน
เล่ม 4 เพลงออกสิบสองภาษา หมายถึงเพลงประกอบการแสดงที่มีคำศัพท์ ทำนองสำเนียงเลียนอย่างภาษาของชนชาติต่างๆ มีทั้งที่ใช้ในการร้องส่งเครื่องดนตรีไทย และที่ใช้ประกอบการแสดงพื้นบ้าน มี 4 เรื่อง ดังนี้
เพลงออกสิบสองภาษาที่ใช้ในการร้องส่งเครื่องดนตรีไทย มี 1 เรื่อง ได้แก่ ลำร้องส่งเครื่องต่างๆ และลำร้องภาษาต่างๆ
เพลงออกสิบสองภาษาที่ใช้ประกอบการแสดงพื้นบ้าน มี 3 เรื่อง ได้แก่ ลิเกออกภาษา, ลำสวด และจำอวด
การแสดง (สาธิต) ตามบทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ ถูกคัดสรรบางบท (ไม่เอาทั้งหมด) เพื่อบันทึกโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ บันทึกเสียง (อย่างเดียว) กับบันทึกภาพและเสียง
1. บันทึกเสียง (อย่างเดียว) มี 3 ชุด ได้แก่ บทมโหรีและเพลงปฏิพากย์, เพลงร้องรำพัน, เพลงออกสิบสองภาษา 2. บันทึกภาพและเสียง มีชุดเดียว คือ เพลงทรงเครื่อง
การแสดง (สาธิต) ทั้งหมด มีดังนี้
เพลย์ลิสต์ ที่ 1 บทมโหรีและเพลงปฏิพากย์
บทมโหรี 1. ลำสรรเสริญพระบารมีใหม่ 2. ลำสามิภักดิ์ใหม่ 3. ลำมหาไชย 4. ลำไม่ลืมฉัน 5. ลำพระยาโศกราช 6. ลำอาเฮีย 7. ลำมอญชมจันทร์ใหม่ 8. ลำจีนหลงกลใหม่ 9. ลำพะโยมนาวาใหม่ร้องทำนองล่องเรือ 10. ลำลาวลำปางใหม่ 11. ลำมอญแปลง 12. ลำสมิงทอง 13. ลำลมหวน 14. ลำใบ้คลั่ง 15. ลำสร้อยมยุรา 16. ลำพระลอคลั่งใหม่ 17. ลำบังใบใหม่ 18. ลำม้าย่อง 19. ลำเอกบท 20. ลำอนงค์สุชาดา 21. ลำจำปานารี 22. ลำแขกอาบูหะซัน 23. ลำชมโฉม 24. ลำไพคำหวาน 25. ลำเทพชาตรี 26. ลำเขมรปี่แก้ว27. ลำพม่าเห่ 28. ลำฉุยฉาย 29. ลำตะนาวมอญ 30. ลำจีนรำพัด เพลงปฏิพากย์ 31. แอ่วลาวแพน 32. เพลงเรือชาวเหนือ 33. เพลงปรบไก่ 34. เพลงเทพทอง 35. เพลงยาวเพลงสั้น
เพลย์ลิสต์ ที่ 2 เพลงทรงเครื่อง เรื่องโคบุตร
เพลย์ลิสต์ ที่ 3 เพลงร้องรำพัน แหล่เครื่องเล่น, เพลงขอทาน เรื่องจันท โครบ, เรื่องพระยาฉัททันต์
เพลย์ลิสต์ ที่ 4 เพลงออกสิบสองภาษา
ลำร้องส่งเครื่องต่างๆ 1. ลำพระทอง 2. ลำพัดชา 3. ลำสร้อยสน 4. ลำลมพัดชายเขา 5. ลำลิ้นลากระทุ่ม 6. ลำแขกสาหร่าย 7. ลำเก็บบุบผา 8. ลำจีนขวัญอ่อน 9. ลำช้างประสานงา 10. ลำสารถีชักรถ 11. ลำนางนาค 12. ลำตวงพระธาตุ 13. ลำสะสม 14. ลำตะลุ่มโปง 15. ลำสิงโตเล่นหาง 16. ลำอกทะเล 17. ลำตะนาว 18. ลำเขมรเป่าใบใหม่ 19. ลำเขมรโพธิ์สัตว์ 20. ลำเขมรใหญ่ 21. ลำเขมรพวง 22. ลำชมดง 23. ลำมู่โล่ง 24. ลำธรณีร้องไห้ 25. ลำสามไม้ 26. ลำแขกมอญ 27. ลำซินแซ 28. ลำมอญร้องไห้ 29. ลำสระบุหร่ง 30. ลำเบ้าหลุด 31. ลำสวด, จำอวด
เพลงทรงเครื่อง
[ปรับปรุงจากหนังสือวัดเกาะ เล่ม 2 เพลงทรงเครื่อง]
เพลงทรงเครื่องหรือเพลงส่งเครื่องเป็นการแสดงพื้นบ้านภาคกลางที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างเพลงพื้นบ้านและละครไทย โดยดำเนินเรื่องและแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างละคร แล้วร้องเพลงพื้นบ้านเป็นหลัก เพลงพื้นบ้านส่วนใหญ่คือเพลงฉ่อย (เพลงร้องโต้ตอบระหว่าง ชายหญิงขึ้นต้นเพลงว่า “เอิง เงิง เงยฯ…” และลูกคู่ร้องรับว่า “เอ่ ชา เอ ชาฯ…”) มีเครื่องดนตรีปี่พาทย์และเพลงไทยประกอบการแสดงเช่นเดียวกับละคร เหตุที่เรียกว่า “ทรงเครื่อง” เพราะผู้แสดงแต่งเครื่องอย่างละคร ส่วนที่เรียกว่า “ส่งเครื่อง” เพราะผู้แสดงจะร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ เพลงทรงเครื่องจึงเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของเพลงพื้นบ้านที่ได้รับอิทธิพลจาก การแสดงละครของหลวง
ความเป็นมาของเพลงทรงเครื่องเท่าที่พบหลักฐานปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 เพลง ชนิดนี้เป็นมหรสพที่นิยมแพร่หลายทั้งในงานของหลวงและของราษฎร์ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 มี “เพลงส่งเครื่อง” งานไหว้พระพุทธชินราชประจำปี ณ วัด เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) มี “เพลงทรงเครื่อง แจ่ม” นอกจากนั้นยังเป็นมหรสพแสดงในตลาด อาทิ ตลาดนางเลิ้ง ใน พ.ศ. 2443 คณะเพลงทรงเครื่องที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น เช่น หม่อมพุกและยายแจ่ม อยู่ในกรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 5 หม่อมพุกถ่ายทอดศิลปะการแสดงให้นางทองดี ศิริสุวรรณ นางทองดีถ่ายทอดให้บุตรชาย คือนายทองดำ ศิริสุวรรณ และหลานสาวคือนางเหม อินทร์สวาท ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ราชบุรี ต่อมาย้ายไปอยู่สุพรรณบุรี
นอกจากนั้นยังมีคณะแม่อิน แสนโกสิทธิ บ้านอยู่คลองบางกอกน้อย ธนบุรี นาย คล้าม (คร้าม) และนายพัน และนายเป๋ ทั้งสามอยู่ที่พระนคร นายคล้าม (คร้าม) และนาย พันบันทึกแผ่นเสียงเพลงทรงเครื่องเรื่องขุนช้างขุนแผน ส่วนนายเป๋บันทึกแผ่นเสียงหลาย เพลงและลงพิมพ์ในหนังสือวัดเกาะ จากหลักฐานต่างๆ นี้ทำให้เข้าใจได้ว่าเพลงทรงเครื่อง น่าจะมีกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือก่อนนั้น ในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วนิยมแพร่หลาย ออกไปสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ
เพลงทรงเครื่องได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายต่อเนื่องมาจนสมัยรัชกาลที่ 8 นอกจากจะมีผู้แสดงที่มีชื่อเสียงและคณะเพลงทรงเครื่องรับว่าจ้างแสดงในงานต่างๆ ตลอดปีแล้ว ยังมีการบันทึกแผ่นเสียงจำหน่ายจำนวนมาก เช่น พ.ศ. 2479 ห้างแผ่นเสียงของนาย
ต. เง็กชวน มีแผ่นเสียงเพลงฉ่อยเรื่องไกรทอง สุวรรณกำภู และขุนช้างขุนแผน นอกจากนั้น ยังมีการพิมพ์เนื้อเพลงจำหน่าย เช่น ประมาณ พ.ศ. 2470 โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญเริ่มนำเพลงพื้นบ้านมาพิมพ์จำหน่ายหลายรายการ เช่น ลิเก ลำตัด และเพลงฉ่อย และใน พ.ศ. 2480 โรงพิมพ์ห้างสมุดพิมพ์เพลงฉ่อยนายเป๋ เช่น เรื่องโคบุตร ขุนช้างขุนแผน ลิ้นทอง พระรถ ไกรทอง ลักษณวงศ์ จันทโครบ พระสุธน ฯลฯ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาเพลงทรงเครื่องเสื่อมความนิยมและขาดผู้สืบทอด มานาน ใน พ.ศ. 2520 มีคณะที่แสดงได้เพียง 2 คณะที่สุพรรณบุรี คือคณะศิษย์นพรัตน์ ของแม่เหม อินทร์สวาท (เดิมแสดงอยู่ที่ราชบุรี) และคณะของแม่บัวผัน จันทร์ศรี ประมาณ พ.ศ. 2522 เพลงทรงเครื่องหมดบทบาทไปจากสังคมไทย (สุกัญญา สุจฉายา, 2555)
ตัวบทเพลงทรงเครื่องที่รวบรวมไว้นี้มี 9 เรื่อง ได้แก่ โคบุตร จันทโครบ พระรถ ลิ้นทอง นางมโนรา ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง ลักษณวงศ์ และพระอภัยมณี ส่วนหนึ่งเป็นเพลงแต่งใหม่โดยนักเขียนของโรงพิมพ์วัดเกาะ อีกส่วนหนึ่งสันนิษฐานว่านำมาจากเพลงฉ่อย หรือเพลงทรงเครื่องที่มีมาก่อนแล้ว
เพลงฉ่อยเรื่องโคบุตร
หนังสือบทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ เล่ม 2 เพลงทรงเครื่อง มีบทเพลงทรงเครื่อง 9 เรื่อง ได้แก่ โคบุตร จันทโครบ พระรถ ลิ้นทอง นางมโนรา ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง ลักษณวงศ์ และพระอภัยมณี
การคัดสรรเพลงทรงเครื่องเพื่อผลิตสื่อศิลปะการแสดงชุด บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ ได้พิจารณาคัดเลือกเรื่องโคบุตร เนื่องจากมีรูปแบบ เนื้อหา และภาษาที่เหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะไม่มีการจัดแสดงเผยแพร่มาก่อน
เพลงทรงเครื่องโคบุตรคัดสรรทั้งเรื่องจากต้นฉบับเพลงฉ่อย ซึ่งเนื้อหานำมาจากวรรณคดีเรื่องโคบุตรที่เป็นนิทานจักรๆ วงศ์ๆ มีเรื่องย่อดังนี้
นางอำพันแค้นใจโคบุตรที่ทอดทิ้งไปหลงใหลอยู่กับนางมณี จึงให้สาวใช้ไปหาเถนกะอำให้สินบนเพื่อให้ทำเสน่ห์ ตาเถนปั้นรูปขี้ผึ้งปลุกเสกแป้งและน้ำมันพรายให้ พอค่ำก็เสกดอกจำปาเป็นแมลงภู่บินเข้าไปหาโคบุตรที่ห้องของนางมณี โคบุตรได้กลิ่นก็ต้องเสน่ห์ทนอยู่ไม่ได้รีบมาหานางอำพัน นางมณีตื่นขึ้นมาไม่พบโคบุตรเห็นดอกจำปาลงเลขยันต์ก็รู้ว่าต้องมนต์เสน่ห์จึงตามไปที่ห้องนางอำพัน เกิดหึงหวงทะเลาะกัน โคบุตรหลงเสน่ห์ไม่พอใจ ใช้ไม้ไล่ตีนางมณี นางทนไม่ไหวหนีกลับมาห้อง ปรึกษากับพี่เลี้ยงหาทางแก้ไข กล่าวถึงนกสาลิกาท่องเที่ยวอยู่ในป่านึกถึงโคบุตรและนางมณีจึงกลับมาพระนคร นกสาลิกาบินมาเข้าเฝ้าโคบุตรผิดสังเกตสงสัยว่าจะถูกเสน่ห์ แล้วลาไปเข้าเฝ้านางมณี นางเล่าความจริงและขอให้ถือสาส์นไปให้อรุณซึ่งเป็นพระอนุชาที่เมืองพาราณสี นกสาลิกาบินมาส่งสาส์น อรุณรู้ความก็รีบเข้าไปกราบทูลลาท้าวพรหมทัต พระองค์เตือนว่าอย่าวู่วามให้คิดอ่านอย่างรอบคอบ อรุณอุ้มนกสาลิกาพาเหาะมาทันที เมื่อผ่านป่าจึงชวนยักษ์ทั้งสี่ตนมาด้วย เมื่อถึงพระนครชาวบ้านชาวเมืองพากันตกใจ อรุณและยักษ์ทั้งสี่เข้าเฝ้าโคบุตร สังเกตรู้ว่าถูกเสน่ห์จริงแต่ไม่มีหลักฐานจึงทูลลามาหานางมณีคิดหาวิธีจับผิด ฝ่ายนางอำพันร้อนตัวจึงให้สาวใช้ไปหาเถนกะอำทำพิธีให้โคบุตรและอรุณโกรธกัน ยักษ์ทั้งสี่แปลงกายเป็นแมลงวันแอบตามไปและจับสาวใช้กับเถนกะอำได้ เถนกะอำไม่ยอมจึงต่อสู้กัน
ทำนองเพลงฉ่อย
ทำนองเพลงฉ่อยที่ใช้แบ่งเป็น 2 ทำนอง คือ 1) ต้นเพลงฉ่อย (เกริ่น) และ 2) เพลงฉ่อย (แบ่งเป็นทำนองชายและทำนองหญิง) โดยเลือกใช้ทำนองต้นเพลงฉ่อยกับการตั้งตัวละครและกล่าวถึงตัวละครในแต่ละฉาก เปรียบได้กับการตั้งเพลงช้าในจารีตการแสดงละครรำ และเลือกใช้ทำนองเพลงฉ่อยเพื่อการบรรยาย การดำเนินเรื่อง และการพูดโต้ตอบของตัวละคร
เพลงหน้าพาทย์ พยายามคงตามของเดิมให้มากที่สุด จะมีเพิ่มเติมก็เพื่อให้การแสดงเชื่อมต่อกันได้อย่างไม่ติดขัด และเลือกใช้เป็นเพลงหน้าพาทย์ทั่วไปเพื่อประกอบกิริยาท่าทางของตัวละคร เช่น เชิด เสมอ รัว และโอด
ส่วนการบรรจุเพลงกราวในนั้นผู้ทำบทได้รับแนวคิดมาจากแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ให้เพิ่มการออกกราวของตัวยักษ์เข้าไปสักเล็กน้อยเพื่อแสดงความเข้มแข็งของตัวละคร และมีรูปแบบตามจารีตละครรำขึ้นบ้าง
ที่สำคัญคือคณะฯ มีนักแสดงที่มีความสามารถด้านโขนละครหลายคนเหมาะที่จะให้แสดงฝีมือเพิ่มอรรถรส ผู้ทำบทจึงบรรจุเพลงกราวในให้เป็นเพลงร้องแล้วออกกราว โดยบทร้องให้คงฉันทลักษณ์เป็นกลอนหัวเดียวตามเดิม ซึ่งไม่เคยปรากฏการร้องดังนี้ทั้งในเพลงทรงเครื่องและการแสดงละครรำชนิดอื่นมาก่อน
เพลงเกร็ด มีแนวคิดให้เป็นเพลงที่เข้าชุดกันของตัวละครแต่ละฝ่าย เช่น
ฝ่ายนางมณีสาคร ให้ใช้เพลงที่มีชื่อเป็นแขก เช่น แขกโหม่ง และเพลงเร็วแขกมัดตีนหมู
ฝ่ายของนางอัมพันมาลา ให้ใช้เพลงเขมร เช่น เขมรกำปอ และเพลงข่า
สำหรับฉากที่เกี่ยวกับตัวนกสาลิกาก็บรรจุเพลงฉิ่งนกกิ้งโครง และเพลงสาลิกาแก้ว เนื่องจากตามบทประพันธ์มีการเรียกนกสาลิกาว่า “ขุนทอง” บ้าง “สาลิกา” บ้าง ทำให้เข้าใจได้ว่าสาลิกาในเรื่องนี้คือนกเอี้ยงสาลิกา เป็นนกในวงศ์นกกิ้งโครง

เพลงทรงเครื่อง เรื่องโคบุตร (ภาพชุดจากยูทูบ)

หนังสือ “บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ”
[1 ชุด 2 กล่อง 4 เล่ม] ราคา 1,990 บาท
สั่งซื้อที่ได้ที่ (1.) มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา (2.) สำนักพิมพ์มติชน (3.) ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สื่อศิลปะการแสดงชุด “บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ”
จัดทำเพื่อใช้ประกอบการศึกษาหนังสือ “บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ”
โดยบันทึกเสียงการแสดงทั้งภาพและเสียง แบ่งเป็น 4 ประเภท
ตามเล่มหนังสือ “บทร้องมุขปาฐะจากหนังสือวัดเกาะ” มีลำดับ ดังนี้
1. บทมโหรีและเพลงปฏิพากย์ 2. เพลงทรงเครื่อง 3. เพลงร้องรำพัน 4. เพลงออกสิบสองภาษา
ชมได้ทาง YouTube : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา – PMSF

